[hide=7]ประวัติคอมพิวเตอร์ และวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์, ฉบับแก้ไขใหม่
[ ประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ] ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด ( Abacus)

ลูกคิด ( Abacus)

[ พ.ศ. 2158 ] นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการคำนวณขึ้นมาเรียกว่า Napier's Bones เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน
[ พ.ศ.2173 ] วิลเลียม ออตเทรต( William Oughtred) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์ไม้บรรทัดคำนวณ ( Slide Rule) ซึ่ง ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของการสร้างคอมพิวเตอร์แบบอนาลอก

ไม้บรรทัดคำนวณ ( Slide Rule)
[ พ.ศ.2185 ] เบลส์ ปาสคาล ( Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องบวกลบขึ้น โดยใช้หลัการหมุนของฟันเฟือง และการทดเลขเมื่อฟันเฟืองหมุน ไปครบรอบ โดยแสดงตัวเลขจาก 0-9 ออกที่หน้าปัด


Pascal’s Calculato

เบลส์ ปาสคาล ( Blaise Pascal)
[ พ.ศ.2214 ] กอตฟริต วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ( Gottfried Wilhelm Leibniz ) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ปรับปรุงเครื่องคิดเลขปาสคาล ให้ทำงานได้ดีกว่าเดิม และเขายังค้นพบเลขฐานสอง (Binary number)

กอตฟริต วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ ( Gottfried Wilhelm Leibniz )

[ พ.ศ.2288 ] โจเซฟ แมรี่ แจคคาร์ด ( Joseph Marie Jacquard) เป็นชาวฝรั่งเศสได้คิด เครื่องทอผ้า โดยใช้คำสั่งจากบัตรเจาะรูควบคุมการทดผ้าให้มีสีและลวดลายต่าง ๆ

บัตรเจาะรู

[ พ.ศ.2365 ] ชาร์ล แบบเบจ ( Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องหาผลต่าง ( Difference Engine) เพื่อใช้คำนวณและพิมพ์ ค่าทางตรีโกณมิติและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ แบบเบจได้พยายามสร้าง เครื่องคำนวณอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Analytical Engine โดยมีแนวคิดให้แบ่งการทำงานของเครื่องออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล (Store unit), ส่วนควบคุม (Control unit) และส่วนคำนวณ (Arithmetic unit) ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการนำมาใช้เป็นต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงยกย่องแบบเบจ ว่าเป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์ เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค ( Lady Ada Augusta Lovelace ) เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เข้าใจผลงานของแบบเบจ ได้เขียนวิธีการใช้เครื่องคำนวณของแบบเบจเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ต่อมา เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก

ชาร์ล แบบเบจ ( Charles Babbage)


Differnce Engine

[ พ.ศ.2393 ] ยอร์จ บูล ( George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้คิดระบบ พีชคณิตระบบใหม่เรียกว่า Boolean Algebra โดยใช้อธิบายหลักเหตุผลทางตรรกวิทยาโดยใช้สภาวะเพียงสองอย่างคือ True (On) และ False (Off) ร่วมกับเครื่องหมายในทางตรรกะพื้นฐาน ได้แก่ NOT AND และ OR ต่อมาระบบเลขฐานสอง และ Boolean Algebra ก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงให้เข้ากับวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีสภาวะ 2 แบบ คือ เปิด , ปิด จึงนับเป็นรากฐานของการออกแบบวงจรในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน (Digital Computer)

George Boole
[ พ.ศ.2480-2481 ] ดร.จอห์น วินเซนต์ อตานาซอฟ ( Dr.Jobn Vincent Atansoff) และ คลิฟฟอร์ด แบรี่ ( Clifford Berry) ได้ประดิษฐ์เครื่อง ABC ( Atanasoff-Berry) ขึ้น โดยได้นำหลอดสุญญากาศมาใช้งาน ABC ถือเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรกที่เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์


Atansoff

ABC computer
Berry

[ พ.ศ.2487 ] ศาสตราจารย์โอเวิร์ด ไอด์เคน (Howard Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ร่วมกับวิศวกรของบริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่อง MARK I เป็นผลสำเร็จ แ ต่อย่างไรก็ตามเครื่อง MARK I นี้ยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่แท้จริงแต่เป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น
[ พ.ศ.2485-2495 ] มหาวิทยาลัยเพนซิลเลเนียได้สร้างเครื่อง ENIAC (Electronic Numerical Integrator And Calculator) นับได้ว่าเป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลกที่ใช้หลอดสูญญากาศ และควบคุมการทำงานโดยวิธีเจาะชุดคำสั่งลงในบัตรเจาะรู
[ พ.ศ.2492 ] ดร.จอห์น ฟอน นิวแมนน์ ( Dr.John Von Neumann ) ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บคำสั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ภายในเครื่อง ชื่อว่า EDVAC นับเป็นคอมพิวเตอร์เครี่องแรกที่สามารถเก็บโปรแกรม ไว้ในเครื่องได้

EDVAC
(first stored program computer)




ENIAC

[ พ.ศ.2496-2497 ] บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างคอมพิวเตอร์ชื่อ IBM 701 และ IBM 650 โดยใช้หลอดสุญญากาศเป็นวัสดุสร้าง ต่อ มาเกิดมีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นสารกึ่งตัวนำขึ้นที่ห้องปฏิบัติการของบริษัท Bell Telephone ได้เกิดทรานซิสเตอร์ตัวแรกขึ้น ต่อ มาทรานซิสเตอร์ได้ถูกนำไปแทนหลอดสูญญากาศ จึงทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลงและเกิดความร้อนน้อยลง ( เครื่องที่ใช้ทรานซิสเตอร์ได้แก่ IBM 1401และ IBM 1620 )
[ พ.ศ.2508 ] วงจรคอมพิวเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงอีกมากเมื่อมีวงจรรวม ( Integrated Circuit: IC) เกิดขึ้น ซึ่งไอบีเอ็มนี้ได้ถูกนำไปแทนที่ทรานซิสเตอร์ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของระบบคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ซึ่งผลก็คือทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง
[ พ.ศ.2514 ] บริษัท Intel ได้ใช้เทคโนโลยีของการผลิตวงจรรวมแบบ ( Large Scale Integrated Circuit :LSI ) ทำการรวมเอาวงจรที่ใช้เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ( CPU) ของคอมพิวเตอร์มาบรรจุอยู่ในแผ่นไอซีเพียงตัวเดียวซึ่ง ไอซีนี้เรียกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ ( Microprocessor)

IC
Microprocessor



หลอดสูญญากาศ (Vacuum tube)


ทรานซีสเตอร์ (Transistor)

[ พ.ศ.2506] ประเทศไทยเริ่มมีคอมพิวเตอร์ใช้เป็นครั้งแรก โดยที่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทยได้ติดตั้งที่ ภาควิชาสถิติ คณะพานิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้คือ IBM 1620 ซึ่งได้รับมอบจากมูลนิธิเอไอดี และบริษัทไอบีเอ็ม แห่ง ประเทศไทยจำกัด ปัจจุบันหมดอายุการใช้งานไปแล้ว จึงได้มอบให้แก่ศูนย์บริภัณฑ์การศึกษาท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ
[ พ.ศ.2507] เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองของประเทศไทยติดตั้งที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนมีนาคม 2507


ตอนที่ 1. ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์
ก่อนที่จะมาเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อกว่า 7,000 ปีที่แล้ว โดยชาวจีน ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีใช้กันอยู่บ้าง (บ้านผมก็ยังใช้อยู่) และอุปกรณ์ใช้ในการคำนวณก็ได้หยุดชะงักมาเป็นเวลานานโดยไม่มีการพัฒนา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2185 เบรส ปาสคาล (Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องบวกเลขแบบมีเฟืองหมุนได้สำเร็จ เมื่อมีอายุได้ 19 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2237 กอตฟริต ฟอน ไลบ์นิซ (Goffried von Leibniz) ชาวเยอรมัน ได้ประดิษฐ์เครื่องคิดเลขที่ใช้วิธีการบวกซ้ำๆ แทนการคูณ หลังจากนั้นเครื่องคิดเลขได้รับการพัฒนาต่อมาจากแบบมือหมุนมาใช้ระบบไฟฟ้า และในที่สุดเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์

นักประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่มีแนวคิดก้าวหน้ามากที่สุดคนหนึ่งคือ ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ชาวอังกฤษ ได้คิดเครื่องคำนวณที่สามารถรับคำสั่งและทำงานต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ในปี พ.ศ. 2343 โดยเครื่องนี้มีชื่อว่า Difference Engine) เครื่องคำนวณนี้สามารถคำนวณค่าฟังก์ขันทางคณิตศาสตร์ต่อเนื่องกันได้ ต่อมา แบบเบจ ไว้วางโครงการที่จะสร้างเครื่อง Analytical Engine ให้มีหน่วยความจำ หน่วยคำนวณ และวิธีการที่จะให้เครื่องนี้ทำงานตามคำสั่งจนได้ผลลัพธ์ออกมา เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันแต่ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิศวกรรมในสมัย
นั้นไม่เอื้ออำนวยให้ความคิดของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้

ในการทำสำมะโนครัวประชากรในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2418 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องใช้เวลาถึง 7 ปีครึ่งในการรวบรวมและประมวลผลข้อมูล เนื่องจากต้องใช้แรงงานคนทั้งหมด ต่อมานาย เฮอร์มาน ฮอลเลอริธ (Hermann Hollerith) นักสถิติและเต้าหน้าที่ในสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ได้ออกแบบบัตรสำหรับเจาะรูแทนการเขียนด้วยตัวเลข แล้วใช้เครื่องนับ (Tabulating Machine) อ่านรหัสที่เจาะไว้ด้วยระบบไฟฟ้า ทำการแยกแยะและคำนวณผลลัพธ์ออกมาให้ ปรากฏว่าอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ทำให้รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาใช้เวลาในการรวบรวมปละประมวลผ
ลข้อมูลสำมะโนครัวประชากรในปี พ.ศ.2428 ได้โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปีครึ่ง

ในปี พ.ศ. 2439 Hollerith ได้จัดตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์การประมวลผลข้อมูลด้วยบัตรเจาะรู และใน พ.ศ.2467 บริษัทนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไอ บี เอ็ม (IBM - International Business Machines Corporation)

ในปี พ.ศ. 2478 ศาสตราจารย์โฮวาร์ด ไอเคน (Howard Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ได้เสนอโครงการจัดสร้างเครื่องคำนวณทำงานโดยระบบจักรกลไฟ้ต่อบริษัทไอบีเอ็ม ซึ่งในขณะนั้น โทมัส วัตสัน (Thomas Watson) เป็นประธานบริษัท ซึ่งวัตสันได้แนมัติเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐให้ทันที โดยไอเคนได้สร้างเครื่อง Mark I (มาร์ค วัน) ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2487 (ใช้เวลา 9 ปี) โดยเครื่องนี้มีขนาดสูง 2.5 เมตร ยาว 16.6 เมตร ขณะทำงานจะได้ยินเสียงดังเหมือนกับอยู่ในโรงงานทอผ้า ซึ่งประสิทธิภาพของเครื่องนี้สามารถบวกลบจำนวนที่มี 23 หลักได้ภายในเวลาครึ่งวินาที และหาผลคูณ/หารของจำนวนดังกล่าวได้ภายในเวลา 5 วินาที อย่างไรก็ตามเครื่อง Mark I นี้ไม่ใครื่องคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงเครื่องคิดเลขไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น

ขณะที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพสหรัฐมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องคำนวณที่มีความเร็วสูง จึงมอบหมายให้ จอห์น มอชลี (John Mauchly) และ เจ เพรสเปอร์ เอคเคิร์ท (J. Presper Eckert) แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) สร้าเครื่องอินิแอค (ENIAC - Electronic Numerical Integrator and Calculator) นับว่าเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรกของโลกที่ใช้หลอดสูญญากาศ และควบคุมการทำงานโดยวิธีเจาะชุดคำสั่งลงในบัตรเจาะรู

ในปี พ.ศ. 2488 ทีมงานผู้ผลิตเครื่องอินิแอค ได้พบกับจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neuman) ที่เมืองอเบอร์ดีน รัฐแมรีแลนด์ (Aberdeen, Maryland) ทางทีมงานได้เชิญนอยมันน์ผู้เป็นนักคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ไปเยี่ยมชมและปรึกษาเกี่ยวกับการสร้าเครื่อง ENIAC ขณะนั้น Neuman กำลังทำงานราชการลับเกี่ยวกับการผลิตระเบิกนิวเคลียร์ของสหรัฐ และกำลังประสบปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่สลับซับซ้อน จึงเข้าไปร่วมทีมกับ Mauchly ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ENIAC ด้วย ในขณะเดียวกันทางกองทัพกำลังต้องการเครื่องคำนวณที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่อง ENIAC ขึ้นไปอีก Neuman ได้เสนอให้สร้างเครื่องคำนวณที่สามารถเก็บโปรแกรมคำสั่งไว้ภายในเครื่องแทนการควบคุม
จากภายนอก คำนวณได้เร็วและคล่องตัวมากขึ้น จึงมีการสร้างเครื่องตามแนวคิดนี้และตั้งชื่อว่า เอดแวค (EDVAC - Electronic Discrete Variable Automatic Computer) นับเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถเก็บโปรแกรมไว้ในเครื่องได้

ต่อมา Mauchly และ Eckert ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ออกขายแจ่ยังไม่ทันผลิตก็มีปัญหาด้านการเงิน
จึงต้องขายกิจการให้บริษัทแรนด์ คอร์ปอเรชัน (Rand Corporation) ซึ่งรับช่วงผลิตคอมพิวเตอร์ต่อจนเสร็จและให้ชื่อว่าเครื่อง UNIVAC I (Universal Automatic Computer I) นับเป็นคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานทางธุรกิจเครื่องแรกของโลก บริษัท แรนด์ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท Univac & Unisys ในช่วงเดียวกันทางบริษัทไอบีเอ็มซึ่งสนใจเรื่องเครื่องคำนวณอยู่แล้วได้เริ่มผลิตคอม
พิวเตอร์ออกจำหน่ายบ้างโดยมุ่งที่วงการธุรกิจโดยตรงซึ่งก็ได้ผล ในเวลาไม่นานนักบริษัท IBM ก็ขายเครื่องคอมพิวเตอร์นำหน้าบริษัทอื่นจนกระทั่งได้เป็นผู้นำด้านการตลาดในช่วง1960-1995


ตอนที่ 2 ยุคของคอมพิวเตอร์

2.1 ยุคที่หนึ่ง (พ.ศ. 2488 - 2501)
คอมพิวเตอร์ยุคแรกใช้หลอดสูญญากาศขนาดประมาณหลอดไฟฟ้าตามบ้านเป้นอุปกรณ์สำคัญ ทำให้เกิดปัญหาด้านความร้อนและหลอดขาดง่าย ภาษาที่ใช้เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ต้องเป็นภาษาเครื่องซึ่งเป็นเลขรหัสทั้งสิ้น ทำให้ใช้งานได้ลำบาก ตัวอย่างของเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ เช่น MARK I, ENIAC, ASSAD, ASVAC และ UNIVAC เป็นต้น ในปลายยุคที่หนึ่งใรการนำเทปแม่เหล็กมาเก็บข้อมูลควบคู่กับบัตรเจาะรู คอมพิวเตอร์ยุคนี้มีความเร็วในการทำงานอยู่ที่ประมาณ 1 kHz กล่าวคือมีการทำงานอยู่ที่ระดับหนึ่งในพันวินาที (Millisecond) ซึ่งสามารถบวกจำนวน 2 จำนวน ได้ในเวลาประมาณหนึ่งในพันวินาที (ในขณะที่ปัจจุบันที่ความเร็วของ CPU 3 GHz คอมพิวเตอร์สามารถบวกเลข 2 จำนวนได้ภายในเวลา หนึ่งในสามพันล้านวินาที ซึ่งเร็วกว่าประมาณ 3 ล้านเท่า)

หน่วยความจำหลัก (Primary Storage) ของคอมพิวเตอร์ในปลายยุคที่หนึ่ง ทำด้วยวงแหวนแม่เหล็กขนาดเล็กๆ เท่าหัวเข็มหมุดอยู่มากมาย วงแหวนเหล่านี้ถูกร้อยด้วยเส้นลวดเล็กๆ เหมือนกับการร้อยลูกปัด หรือหน้าต่างมุ้งลวดที่มีวงแหวนคล้องอยู่ที่จุดตัดของเส้นลวด หน่วยความจำหลักนี้จะเก็บข้อมูลเฉพาะในขณะที่มีการประมวลผลเท่านั้น ถ้าหากต้องการเก็บข้อมูลไว้เป็นการถาวรก็จะต้องบันทึกไว้ในบัตรเจาะรู

2.2 ยุคที่สอง (พ.ศ. 2502 - 2506)
นักวิทยาศาสตร์สามท่านจากห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Laboratory) แห่งสหรัฐอเมริกา คือ เจ. บาร์ดีน (J. Bardeen), เอช. ดับบลิว แบรทเทน (H. W. Brattain) และ ดับบลิว ชอคเลย์ (W. Shockley) ได้คิดค้นประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ ซึ่งทรานซิสเตอร์นี้เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้แทนหลอดสูญญากาศ ดังนั้นการนำทรานซิสเตอร์มาใช้ในการผลิตคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงกว่
าเดิมมาก ซึ่งทรานซิสเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกมีขนาด 1 ใน 100 ของหลอดสูญญากาศเท่านั้น นอกจากมีขนาดเล็กแล้วยังมีคุณสมบัติอีกหลายประการคือ ไม่เปลืองกระแสไฟฟ้า ไม่ต้องใช้เวลาในการอุ่นเครื่องเมื่อเปิดเครื่อง ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพและความเร็วเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งสามารถบวกจำนวน 2 จำนวนได้ในเวลาประมาณ หนึ่งในล้านวินาที (Microsecond) หรือมีความเร็วระดับ MHz โดยที่ทรานซิสเตอร์เป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญยิ่ง จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 ท่านได้รับรางวัลโนเบล

นอกจากจะมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีการพัฒนาภาษาที่ใช้เกบเครื่องคอมพิวเตอร์อีกด้วย ในยุคนี้มีการใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้คำย่อเป็นคำสั่งแทนรหัสตัวเลข ทำให้การเขียนโปรแกรมสะดวกขึ้น หลังจากนร้มีการพัฒนาภาษาระดับสูง คือ ภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ง่าย เช่นในกลางปี พ.ศ. 2498 เริ่มมีการพัฒนาภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN - FORmular TRANslator) ซึ่งใช้ในงานในด้านคณิตศาสตร์อละวิศวกรรมศาสตร์ (ในปัจจุบันก็ยังมีการใช้งานอยู่ แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากมี Tools ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่าและดีกว่า โดยอ้างอิงกับภาษา C แต่ก็ยังมีการ Convert เป็นภาษาฟอร์แทรนได้) และในปี พ.ศ.2502 มีการพัฒนาภาษาโคบอล (COBOL - COmmon Bussiness Oriented Language) ใช้ในงานด้านธุรกิจ (ปัจจุบันแทบจะหาผู้ที่ใช้งานด้านนี้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากมี Tools ที่สะดวก ง่าย และรวดเร็วเข้ามาแทนที่)

ในปี พ.ศ. 2505 มีการนำชุดจานแม่เหล็ดที่ถอดเปลี่ยนได้มาใช้บันทึกข้อมูลแทนการใช้เทปแม่เหล็ก เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ยุคที่สองนี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการใช้คอมพิวเตอร์ถูกลง และทำให้ธุรกิจต่างๆ เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในกิจการมากขึ้น

2.3 ยุคที่สาม (พ.ศ. 2507 - 2512)
ยุคที่สามเริมต้นเมื่อมีการพัฒนาวงจรไอซี (IC - Intergrated Circuit - แผวงวงจรรวม) ซึ่งเป็นการบรรจุวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากบนแผ่นซิลิกอนเล็กๆ เช่น แผ่นซิลิกอนขนาดเล็กกว่า 1/8 ตารางนิ้ว สามารถบรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เหลายร้อยวงจร ไอซีจึงเข้ามาทำหน้าที่แทนทรานซิสเตอร์ เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่น 4 ประการคือ
1. มีความเชื่อถือได้ (Reliability) หมายความว่า ไม่ว่าจะใช้งานกี่หน ก็จะได้ผลออกมาเหมือนเดิม คอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสูญญากาศจะเกิดการขัดข้องโดยเฉลี่ยทุกๆ 15 วินาที ส่วนไอซีมีปัญหาเช่นนี้น้อยมากคือ 1 ครั้ง ใน 23 ล้านชั่วโมง
2. มีความกระชับ เนื่องจากวงจรได้ถูกย่อส่วนให้เล็กทำให้อุปกรณ์มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความเร็วในการประมวลผลเพิ่มมากขึ้น เพราะวงจรอยู่ใกล้กันมาก ระยะเวลาในการส่งผ่านข้อมูลลดลง
3. ราคาถูกเนื่องจากผลิตเป็นปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนในการผลิตถูกลง
4. ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย

ในปี พ.ศ. 2507 บริษัทไอบีเอ็ม นำเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น 360 ออกสู่ตลาด ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มยุคที่สาม คอมพิวเตอร์รุ่น 360 นี้ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ทั้งวิทยาศาสตร์และธุรกิจ ซึ่งมีลักษณะเด่นหลายประการ เช่น เครื่องรุ่นนี้ไม่ได้มีแบบเดียว แต่มีหลายแบบตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ อต่ละแบบใช้ภาษาเครื่องแบบเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนจากเครื่องเล็กเป็นเครื่องขนาดใหญ่ได้ง่าย อีกประการหนึ่งคือ เครื่องรุ่นนี้เริ่มทำระบบปฏิบัติงานขนาดใหญ่มาใช้เป็นตัวกลางในการควบคุมการทำงานระ
หว่างผู้ใช้กับเครื่อง (ปับปรุง User-Interface ให้ดีขึ้น)

2.4 ยุคที่สี่ (พ.ศ.2513 - 25??)
จากไซพัฒนามาเป็น แอลเอสไอ (LSI - Large Scale Integration circuit) ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2513 ทำให้สามารถบรรจุวงจรทรานซิสเตอร์ จำนวนหลายพันตัวบนแผ่นซิลิกอนขนาด 1/16 ตารางนิ้ว ซึ่งเป็นการเริ่มยุคที่สี่ของคอมพิวเตอร์ แบะในปี พ.ศ. 2518 สามารถเพิ่มปริมาณวงจรหลายหมื่นวงจรบนแผ่นซิลิกอนที่มีขนาดเท่าเดิมได้ เรียกว่า วีแอลเอสไอ (VLSI - Very Large Scale Integration circuit) ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง

2.5 ยุคที่ห้า (พ.ศ.25?? - ปัจจุบัน)
ในปัจจุบันยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ายุคที่ห้าเริ่มต้นเมื่อใด(หรือเริ่มไปแล้ว?) แต่แนวทางของคอมพิวเตอร์ในยุคที่ห้า คอมพิวเตอร์มีเชาวน์ปัญญาคล้ายมนุษย์สามารถตัดสินใจโดยเลียนแบบการใช้เหตุผลของมนุษย
์ ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถในการแก้ปัญหาเพิ่มขึ้น โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - A.I.) ซึ่งคาดว่า ณ ปัจจุบันอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างยุคที่สี่กับยุคที่ห้า



ตอนที่ 3 ประเภทของคอมพิวเตอร์
นับตั้งแต่มีการสร้างเครื่อง ENIAC เป็นต้นมา คอมพิวเตอร์มีการใช้งานหลากหลาย ซึ่งแบ่งได้ (โดยประมาณ) ดังนี้

1. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) คือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ต่อพ่วงจำนวนมาก ซึ่งเมนเฟรมคอมพิวเตอร์มีสถานีงาน (Workstation) หรือเครื่องปลายทาง (Terminal) มากกว่า 1000 แห่ง อละมีผู้ใช้งานในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมาก คอมพิวเตอร์ประเภทนี้อาจครอบคลุมถึง Supercomputer ที่มีความสามารถในการประมวลผลสูง ละมักใช้ในงานขนาดใหญ่เช่น ธนาคาร สายการบิน ตลาดเงิน ตลาดทุน อุตุนิยมวิทยา เป็นต้น

2. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) คือคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าเมนเฟรม มีความเร็วและความสามารถต่ำกว่า (ส่วนมากก็ Server ในองค์กรระดับเล็กๆ) สามารถทำงานพร้อมกันได้หลายอย่าง ต่อพ่วงกับเครื่องปลายทางได้น้อยกว่า

3. ไมโครคิมพิวเตอร์ (Microcomputer) บางครั้งเรียกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer - PC) เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย (คอมพิวเตอร์ที่ใช้ๆ กันอยู่) ปกติมีผู้ใช้งานเพียงคนเดียวหรือเป็นแบบ Stand alone แต่ในบางที่มีการรวมกลุ่มเป็นข่ายงาน (Network) ทำให้ใช้งานได้คราวละหลายคน แต่ความเร็วและประสิทธิภาพก็ต่ำหว่าเครื่องเมนเฟรมและมินิคอมพิวเตอร์

ขอบเขตของคอมพิวเตอร์แต่ละชนิดกำหนดได้ยาก ถ้าจะถือความสามารถของเครื่องเป็นการแบ่งขอบเขต ไมโครคอมพิวเตอร์สมัยนี้มีความสามารถสูงกว่าเครื่องเมนเฟรมเมื่อ 30 ปีก่อน (เครื่องเมนเฟรมสมัยนั้น CPU 20 MHz, RAM 8 MB, HDD 200 MB ก็สุดยอดแล้ว แต่ปัจจุบัน Spec นี้คงคงทำงานอะไรแทบไม่ได้แล้ว) ดังนั้นหลักเกณฑ์การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์จึงไม่สามารถหายุติอย่างชี้ชัดไปได้ว่า
จะแบ่งแบบใด เนื่องจากเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ได้ก้าวหน้าไปทุกวันๆ (จนตามไม่ทัน)



ตอนที่ 4 ความเป็นมาของไมโครคอมพิวเตอร์
ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ เนื่องจากติดงานหนัก เลยต้องออกช้าครับ)

วิคเตอร์ พัวร์ (Victor Poor) วิศวกรของบริษัทดาต้าพอยท์ คอร์เปอเรชัน (Datapoint Corporation) ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เฉพาะกิจ แต่ละครั้งที่เขาออกแบบงานชิ้นใหม่เขาจะต้องเริ่มออกแบบตั้งแต่ต้น ซึ่งเป้นการเสียเวลามาก เขามีความคิดว่า จะเป็นการดีไม่น้อยถ้าหากมีการผลิตชิ้นส่วนเล็กๆ ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความสามารถปฏิบัติการคำนวณและควบคุมคอมพิวเตอร์ได้และผลิตออกมาจำหน่ายในปริมา
ณมาก สำหรับผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ ใช้ในงานใดก็เขียนชุดคำสั่งโดยเฉพาะ ให้ส่วนนั้นทำงานตามความประสงค์ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2512 พัวร์และเพื่อนร่วมงานจึงได้รวบรวมและสร้างแบบจำลองขึ้นมาแล้วนำไปเสนอบริษัท เท็กซัส อินสตรูเมนท์ (Texas Instrument - เครื่องคิดเลขยี่ห้อดีดีสุดๆ คำนวณได้เจ๋งมากแต่แพงโคตร) และ อินเทล คอร์ปเปอเรชั่น (Intel Corporation) เพื่อให้บริษัททั้งสองนี้ผลิตชิ้นส่วนออกจำหน่าย อีกหลายปีต่อมาบริษัทอินเทล คอร์ปเปอเรชั่น ได้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor Chip) สำหรับบริษัทญี่ปุ่นผู้ผลิตเครื่องคิดเลขตั้งโต๊ะ ในสมัยนั้นเครื่องคิดเลขจะมีวงจรที่จัดทำพิเศษและทำงานได้เพียงหน้าที่เดียว แต่ชิ้นส่วนไมโครโปรเซสเซอร์นี้สามารถใช้ชุดคำสั่งเพื่อให้ทำงานได้หลายหน้าที่ ชิ้นส่วนที่เรียกว่าชิป (Chip) นี้มีชื่อว่า Intel 4004 ทำงานได้ค่อนข้างจำกัด และได้มีการปรับปรุงจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2517 ได้มีการนำไมโครโปรเซสเซอร์ดังกล่าวนี้ ไปผลิตเป็นไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องแรกของโลกที่มีชท่อว่า อัลแตร์ 8800 (Altair 8800) ต่อมา สตีฟ จ๊อบส์ (Steve Jobs) และ สตีเฟน วอซเนียก (Stephen Wozniak) ผู้ก่อตั้งบริษัท แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ (Apple Computer บริษัทที่ผลิตเครื่องพวก Macintosh) ได้พัฒนาคอมพิวเตอร์ขึ้นโดยให้ชื่อว่า Apple 1 และขายได้ 200 เครื่อง

เมื่อปร พ.ศ. 2520 จ๊อบส์และวอซเนียกได้ปรับปรุงและผลิต Apple II ขึ้นมา ซึ่งได้รับความนิยมจากบุคคลที่ชอบเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างมาก จนกระทั่งบริษัท Apple ได้กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ชั้นนำ

ในระยะแรกนอกจากจะมีผู้ทำไมโครคอมพิวเตอร์ขายแก้ผู้สนใจอยากเรียนรู้เรื่องคแมพิวเตอ
ร์แล้ว ยังมีผู้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับใช้เล่นเกมส์เป็นจำนวนมาก

ขณะที่มีผู้เริ่มใช้ไมโครคอมพิวเตอร์มากขึ้น ในปี พ.ศ. 2521 แดน บลิคลิน (Dan Blicklin) นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์งบการเ
งินที่น่าเบื่อซ้ำซาก จึงได้นำไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้งาน เขากับบ๊อบ แฟรงคสตัน (Bob Frankston) ช่วยกันทำโปรแกรมชื่อวิสิแคล (Visicalc) ขึ้นมาใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ ปรากฏว่าทั้งสองประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ถึง 750,000 ชุด คิดเป็นเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ

โปรแกรมวิสิแคล ประกอบกับไมโครคอมพิวเตอร์ซึ่งมาราคาถูก ใครๆก้สามารถซื้ไปใช้ได้ ทำให้การใช้ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างกว้างขวาง ไมโครคอมพิวเตอร์ไม่ใช่ใช้ได้กับการเล่นเกมส์อีกต่อไปแล้ว ต่อมามีผู้เขียนโปรแกรมใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์อีกมากมาย โดยมิทช์ คาร์ปอร์ (Mitch Kapor) ซึ่งป็นเพื่อนของ บลิคคิน และ แฟรงคสตัน ได้เขียนโปรแกรมให้ใช้กับวิสิแคลในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และเขียนกราฟ และได้ขายโปรแกรมนี้ได้เงินมา 1 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงได้มาจัดตั้งบริษัท โลตัส ดีเวลลอปเมนท์ (Lotus Development Coporation) ซึ่งต่อมาบริษัทนี้ได้ซื้อกิจการของบลิคลินและแฟรงคสตัน และนำเอาหลักการของวิสิแคลมาเขียนโปรแกรมชื่อ Lotus 1-2-3 (ซึ่งโปรแกรมนี้เป็นรากฐานของ Microsoft Excel) ใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์แบบ IBM และเป็นที่แพร่หลายกันในช่วนนั้น (จนกระทั่งประมาณ 8-10 ปีก่อน)

ขณะที่ไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กกำลังเป็นที่นิยม บริษัท ไอบีเอ็ม ซึ่งเดิมเป็นผู้ผลิดคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ได้ให้ความสนใจ และเริ่มพัฒนา ไมโครคตอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพดีกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ของแอปเปิ้ล และได้ผลิตเครื่อง IBM PC ออกมาจำหน่ายในปี พ.ศ.2524 และเป็นที่แพร่หลายนิยมใช้กับทั่วไป และได้กลายเป็นมาตรฐานให้ผู้ผลิตรายอื่นผลิตไมโครคอมพิวเตอร์จำหน่ายออกมาจนกระทั่งทุกวันนี้


ตอนที่ 5 ระบบ Hardware

Hardware คือ อุปหรณ์ต่างๆ ที่ประกอบเข้าเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแบ่งออกตามลักษณะการใช้งานไ 4 หน่วย คือ

1. หน่วยรับโปรแกรมและข้อมูล (Input Unit)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit หรือ CPU)
3. หน่วยความจำ (Memory หรือ Storage Unit)
4. หน่วยแสดงผล (Output Unit)

1. หน่วยรับโปรแกรมและข้อมูล ทำหน้าที่รับโปรแกรมแข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยขอ้มูลอาจส่งผ่านอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices) ได้โดยตรง เช่นผ่านแป้นพิมพ์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) ก้านควบคุม (Joystick) หรือโดยใช้อุปกรณ์รับข้อมูลในสื่อข้อมูล (media) ซึ่งในกรณีนี้ต้องนำข้อมูลมาบันทึกลงสื่อข้อมูลเสียก่อน ตัวอย่างของอุปกรณ์รับข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่ เครื่องขับแผ่นบันทึก (Disk Drive) เครื่องขับเทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape Drive) แผ่นบันทึก (Floppy Disk หรือ Diskette) เป็นต้น โดยอุปกรณ์รับข้อมูลจะเปลี่ยนข้อมูลที่รับเข้ามาให้อยู่ในรูปของรหัสแล้วส่งไปยังหน่
วยความจะเพื่อเตรียมประมวลผลต่อไป

2.หน่วยประมวลผลกลาง หรือที่เรียกว่า CPU ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของคอมพิวเอตร์ทั้งหมด โดยนำข้อมูลจากอุปกรณ์รับข้อมูลมาทำการประมวลผลตามคำสั่งของโปรแกรมและส่งผลลัพธ์ที่
ได้ออกไปที่หน่วยแสดงผลในรูปแบบที่ผู้ใช้เข้าใจ เช่นทางกระดาษพิมพ์ หรือบันทึกไว้ที่สื่อข้อมูล เช่น แผ่นดิสก์ หรือในฮาร์ดดิสก์เพื่อนำมาใช้อีก หน่วยประมวลผลกลางนี้สามารถทำการคำนวณ และโยกย้ายข้อมูลหรือเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหน่วยประมวลผลกลางนี้แบ่งออกเป็น 2 หน่วยคือ

2.1 หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ หน่วยนี้ทำงานคล้ายกับสมองขคนซึ่งควบคุมให้ระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานประสานกัน หน่วยควบคุมทำหน้าที่ควบคุมให้อุปกรณืรับข้อมูลส่งข้อมูลไปที่หน่วยความจำ ติดต่อกับอุปกรณ์แสดงผลเพื่อสั่งให้นำข้อมูลจากหน่วยความจำไปยังอุปกรณ์แสดงผล โดยหน่วยควบคุมของคอมพิวเตอร์จะแปลความหมายของคำสั่งในโปรแกรมของผู้ใช้และควบคุมอุป
กรณืต่างๆ ให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ

2.2 หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit หรือ ALU) ทำหน้าที่คำนวณทางเลขคณิต (เช่น บวก ลบ คูณ) และเปรียบเทียบทางตรรกะเพื่อทำการตัดสินใจ โดยรับข้อมูลจากหน่วยความจะมาไว้ที่เก็บข้อมูลชั่วคราวของ ALU ที่เรียกว่า เรจิสเตอร์ (Register) เพื่อทำการคำนวณและส่งผลลัพธ์กลับยังหน่วยความจำ หรือทำการเปรียบเทียบข้อมูล เพื่อตรวจสอบว่าปริมาณหนึ่งมีค่า มากกว่า เท่ากับ หรือ ย้อยกว่าอีกปริมาณหนึ่ง แวส่งผลการเปรียบเทียบว่า "จริง (True หรือ T)" หรือ "เท็จ (False หรือ F)" ไปที่หน่วยความจำเพื่อทำงานต่อไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในเงื่อนไข

3. หน่วยความจำ เป็นที่เก็บโปรแกรม ข้อมูล และผลลัพธ์ของคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำนี้รวมถึงสื่อข้อมูลที่ใช้ในการจดจำ เช่น แผ่นดิสก์ CD DVD Harddisk โดยเปรียบเทียบได้กัยส่วนความจำของสมองซึ่งใช้ในการจดจำสิ่งต่างๆ และสื่อข้อมูลที่ช่วยในการจดจำเปรียบได้กับสมุดบันทึกซึ่งช่วยในการจดจำเพิ่มเติมจาก
สมอง
หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่รับและส่งสัญญาณไฟฟ้าในรูปของรหัสโดยนิยมแทนตัวเลข 0 และ 1 ซึ่งแทนสถานะการมีสัญญาณไฟฟ้าต่ำและการมีสัญญาณไฟฟ้าสูง หรืออาจเปรียบเทียบได้กับสถานะของหลอดไฟฟ้าคือ สถานะปิดและสถานะเปิด ดังนั้นถ้ามีหลอดไฟฟ้อยู่ 2 ดวง จะใช้สถานะปิดหรือเปิดแทนรหัสต่างๆ ได้ 4 รหัส ซึ่งถ้ามีหลอดไฟ N ดวง สามารถแทนรหัสได้ 2^N รหัส เนื่องจากหลอดไฟแต่ละหลอดมีสถานะได้ 2 แบบ ลักษณะการเทนตัวเลข 0 และ 1 ด้วยสถานะดังกล่าวจะเข้ากับระบบเลขฐานสอง (ที่ใช้กันในชีวิตประจำวันจะเป็นเลขฐานสิบ) โดยเรียกเลขฐานสองแต่ละหลักว่า "บิต (BInary digiT หรือ BIT) ตัวอย่างเช่น ให้สถานะของหลอดไฟฟ้า 2 หลอดแทนตัวเลขฐานสอง 2 หลัก จะสามารถสร้างรหัสที่แตกต่างกันได้ 4 รหัส ในทำนองเดียวกันถ้าให้เลขฐานสองมีได้ 8 หลัก หรือ 8 บิตจะแทนรหัสได้ 256 แบบ เช่นตัวอักษร A อาจแทนด้วยรหัส 01000001 และเครื่องหมาย * อาจแทนด้วยรหัส 00101010 เป็นต้น โดยเรียกกลุ่มที่มี 8 บิตว่า 1 ไบต์ (Byte) หรือ 1 ตัวอักขระ (Character) โดยทั่วๆ ไปจะใช้จำนวนไบต์ บอกขนาดของหน่วยความจำของคอมพิวเอตร์มาตราของหน่วยความจำ เป้นดังนี้
1 กิโลไบต์ (kilobyte หรือ k = 2^10 = 1,024 ไบต์
1 เมกกะไบต์ (Megabyte หรือ M = 2^20 = 1,048,576 ไบต์
1 กิกะไบต์ (Gigabyte หรือ G = 2^30 = 1,073,741,824 ไบต์

หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
3.1 หน่วยความจำหลัก (Primary Storage หรือ Main Storage) จะอยู่ภายในตัวเครื่องและเป็นส่วนที่จำเป็นต้องมีสำหรับคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งเป็นส่วนสำคัญได้ดังนี้

3.1.1 รอม (Read Only Memory หรือ ROM) คือหน่วยความจำที่จะถูกอ่านอย่างเดียวเท่านั้น โดยรอมจะเก็บคำสั่งที่ใช้อยู่เป็นประจำและคำสั่งเฉพาะ เช่น โปรแกรมเสหรับแปลคำสั่ง โปรแกรมใน BIOS (Basic Input/Output System) เป็นต้น โดยโปรแกรมที่อยู่ใน ROM นี้จะอยู่อย่างถาวร แม่จะปิดเครื่องโปรแกรมก็ไม่ถูกลบไป

3.1.2 แรม (Random Access Momory หรือ RAM) คือหน่วยความจำที่ใช้ในการจดจำข้อมูลและคำสั่งขณะที่เครื่องทำงาน ซึ่งหน่วยความจำส่วนนี้สามารถเปลี่ยนแปลวข้อมูลหรือคำสั่งต่างๆ ได้ตลอดเวลาที่เครื่องยังคงเปิดอยู่ แต่เมื่อปิดเครื่องแล้วข้อมูลและโปรแกรมที่เก็บไว้ในส่วนนี้จะหายไป โดยปกติแล้วขนาดของแรมขะใช้ในการกล่าวถึงขนาดความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย หน่วยความจำนี้มีขนาดต่างกันออกไป ในบางครั้งหน่วยความจำชนิดนี้