มาตรฐานที่ใช้ตรวจสอบง่ายที่สุด สำหรับฆราวาส ก็คือ ศีล 5
ตราบใดที่คุณ rooflife ยังใช้ชีวิตอยู่ในขอบข่ายของศีล 5 ตราบนั้นก็สบายใจได้
คำถามว่า การรักเพศเดียวกันผิดหรือไม่
หากยังไม่ผิดศีล 5 จะรักใครชอบใครก็ไม่ผิด
แต่ถ้าผิดศีล 5 ปุ๊ป ไม่ว่าจะรักเพศเดียวกัน หรือต่างเพศ ก็คือผิด
(แง่มุมของศีล5 ข้อกาเมฯ มีอยู่ในกระทู้เก่าอยู่แล้ว)
ทีนี้ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้ไว้อย่างไร เรื่องเพศที่เป็นปัญหาอยู่นี้ ที่เห็นกันบ่อยๆ
- บางคนไม่พอใจในเพศตัวเอง อยากหาวิธีทำบุญให้ได้ไปเกิดเป็นอีกเพศหนึ่ง
- บางคนบอกว่า พวกที่ผิดเพศเนี่ย เพราะกรรมอย่างนี้ๆ ต้องแก้ด้วยการรักษาศีลนะ
จะได้ไปเกิดใหม่เป็นเพศที่ตรง ไม่ผิดเพศอีกนะ
- บางคนบอกระบุเลยว่า ที่เกิดเป็นเพศหญิง เพราะเศษกรรมของการผิดศีลบ้าง
เพราะลักษณะการทำบุญด้วยจิตโลเลบ้าง ก็พากันมาทำบุญด้วยจิตใจที่หนักแน่นกัน
(ทั้งๆที่เพศหญิงนี่ทำบุญมากกว่าเพศชายอีก พอมาฟังแบบนี้ก็ต้องยิ่งโหมทำบุญหนักขึ้นไปอีก ?)
ขอฝากให้พิจารณาใน 2 แง่มุม
แง่มุมที่ 1.
เรื่องกรรม ที่มาวิเคราะห์กันจนเกินเลยขอบเขต ทุกวันนี้ แทบจะกลายเป็นลัทธิใหม่
คือลัทธิบุญกรรม ทำบุญเพื่อแก้กรรม เป็นสีลัพตปรามาสในนามของชาวพุทธ
เจริญอริยมรรค 8 โดยหวังเพื่อผลบุญเอาไปเกิดใหม่บนสวรรค์ ไปเกิดใหม่เป็นมนุษย์ที่มีนี้ๆนั้นๆ
พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรมในขอบเขตไหนอย่างไร
http://larndham.net/index.php?showtopic=30258&st=13
ประเด็นเรื่องชาติก่อน ชาติหน้า
http://larndham.net/index.php?showtopic=30477&st=15
พวกเราทุกคนตรงนี้ ต่างทำบุญกันมามาก โอกาสที่จะเกิดเป็นคนนั้นยากมาก
หากมีน้ำท่วมโลก แล้วมีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง ทุกๆร้อยปี จะโผล่ขึ้นมาสักครั้ง โอกาสที่มันจะโผล่ขึ้นมา
บนรูที่เจาะอยู่บนไม้ที่ลอยเคว้งอยู่ในมหาสมุทรนั้น ซึ่งก็มีลมพัดจากทิศต่างๆ นี่คือโอกาสที่จะเกิดเป็นคน
ทำบุญจนได้เกิดเป็นคน เป็นมนุษย์ และเกิดมาเจอพระพุทธศาสนาด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ดังนั้น บุญที่พวกเราทำกันมานี่ มากมายมหาศาลแค่ไหน ลองพิจารณาดู
พวกเราทุกคนมีบุญพอ ที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เป็นอริยบุคคลได้ทั้งนั้น
แต่ขอให้รู้จริงๆว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร แล้วทำให้ถูกตามนั้น ขอแค่นี้
พวกเราทำบุญ แต่ไปอธิษฐานขอให้บุญนี้ส่งผลในชาตินี้ ในชาติหน้าบ้าง ติดภพติดชาติกันอยู่อย่างนี้
ไปคิดเรื่องกรรม ไปคิดชาติที่แล้ว ไปหวังชาติหน้า พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คิดแบบนี้
ตรงกันข้าม บุคคลจะไม่สามารถข้ามจากฝั่งของปุถุชนมาสู่ฝั่งของพระอริยะได้เลย
หากยังปรารภขันธ์ในอดีต หรือส่วนที่เป็นอนาคตก็ตาม (ปุพพันตขันธ์ และ อปรันตขันธ์)
ก็ยังไม่ไปไหน ยังติดภพอยู่นั่นเอง ไม่มีทางที่จะทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ได้
พระอริยบุคคลจะไม่มาคิดเรื่องขันธ์ในอดีต หรือในอนาคต จะไม่มาเสียเวลาคิดเรื่องอดีตชาติที่แล้ว
ว่าทำกรรมอะไรมาบ้าง จะไม่ไปหาหมอดูว่า อนาคต สามเดือนหน้า ปีนี้ ชีวิตจะเป็นยังไง
ส่วนที่เป็นขันธ์ในปัจจุบัน ก็มีแต่จะพยายามไถ่ถอนตัวตน ทำตัณหาในภพ ให้จางลงๆ เรื่อยๆ
แง่มุมที่ 2.
จริงๆแล้ว เพศไม่ได้มีในฐานะของตัวตนอยู่แต่แรกแล้ว
อย่าว่าแต่เพศเลย ตัวตน บุคคล สัตว์ สิ่งของ ก็ไม่ใข่ตัวตน
การเห็นอริยสัจ สมุทัยคือเหตุเกิด นิโรธคือความดับ ของทุกข์ ซึ่งก็คือขันธ์ 5 ซึ่งไม่ใช่ตัวตนอะไรเลย
แปลกไหมครับ ? เราคุยกันเรื่องมรรควิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ เราคุยกันเรื่องการลดละกิเลส
เราบอกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ในระดับชีวิตประจำวันแล้ว เราหวง เรายึดตัวตนกันมากเลย
ในระบบสมมุติ (ระบบขันธ์5) ทั้งหมด ที่เราเข้าใจว่าใช่ตัวตน มีตัวเรา มีเราที่เป็นชาย เป็นหญิง
เป็นคนดี เป็นคนเลว เป็นคนรวย เป็นคนจน เป็นพ่อคน เป็นสามีของคนนั้น เป็นภรรยาคนนี้ ฯลฯ
ก็เพราะว่า เหตุคือ ไม่รู้อริยสัจตามที่เป็นจริง ผลก็คือเห็นขันธ์5 โดยความเป็นตัวตน
พอมีตัวตนขึ้นมา รายละเอียดต่างๆของตัวตนก็ตามมา
ความเป็นชาย หญิง หรืออะไรอื่นๆ มันก็แค่กระแสของเหตุปัจจัย ก็เท่านั้น
ไม่ได้มีอยู่จริงในฐานะของตัวตนของใครเลย ความเป็นชาย ความเป็นหญิง
แต่เราอยากให้มีให้ได้ เพราะอะไรครับ เพราะตัณหา ที่เป็นปัจจัยให้เกิดภพ ยังมี
บุคคลพอใจ หรือไม่พอใจ ในความเป็นอะไร บุคคลนั้นกำลังสร้างภพเฉพาะให้เกิดขึ้นด้วยความคิดนั้นๆ
ความพอใจ ความอยาก จะเอาแบบนี้อีก คือ ตัณหา
ความไม่พอใจ ความไม่อยาก ไม่เอาแบบนี้แล้ว คือ วิภวตัณหา อยากที่จะไม่อยาก ก็ยังอยากอยู่นั่นเอง
เมื่อตัณหามีตรงนี้เวลานี้ในเรื่องนี้ๆ มันก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดภพเฉพาะนี้ๆเลยทันที
เป็น ปฏิจจสมุปปันธรรม เกิดตรงนี้ เวลานี้ ด้วยเหตุปัจจัยนี้ๆ
และเมื่อเหตุปัจจัยนี้ๆดับ สิ่งๆนั้นก็ดับตรงนี้ได้เลยเหมือนกันทันที
พระพุทธเจ้าเปรียบ ภพ ไว้น่ารังเกียจมาก
" ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคูถแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่น เหม็น ฉันใด
ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุด แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเลย "
" ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมูตร น้ำลาย หนอง เลือดแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็น แม้ฉันใด
ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้น เหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือเดียวเลย "
พระพุทธองค์จึงให้เราละภพให้เร็วที่สุด ทิ้งภพให้เร็วที่สุด คือละความเพลิน (นันทิ) ในอุปาทานขันธ์
ตัวที่ทำให้เกิดภพ มันคือ ตัววิญญาณขันธ์ คือ จิต ไปสร้างภพ สร้างโดยการคิดนั่นเอง
ฐานที่ตั้งของจิต มี 4 ตัว ไม่พ้นจากนี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร เรียกว่า วิญญาณฐิติ4
ทันทีที่จิตไปรับรู้อะไร สุข ทุกข์ คิดอดีต ฟุ้งอนาคต ฯลฯ
หน้าที่ของเราคือ ละให้เร็วที่สุด ปล่อยให้เร็วที่สุด
"ถ้าบุคคลย่อม คิดถึงสิ่งใดอยู่ ย่อมดำริถึงสิ่งใดอยู่ และย่อมมีใจฝังลงไปในสิ่งใดอยู่;
สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ
เมื่ออารมณ์มีอยู่ ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี;
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ - ตัณหา) ย่อมมี"
หากจิต หรือวิญญาณขันธ์ ไม่มีฐานที่ตั้ง มันจะมีตัวตนอะไรที่ไปรู้ว่า ฉันเป็นชาย/หญิง หรือเป็นอะไรๆ
หากคุณ rooflife มีศรัทธา ต้องการศึกษาธรรม สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจคือตรงนี้
เรื่องของขันธ์5 ทั้งหมด พระพุทธองค์ไม่เคยสอนเลยว่าใช่ตัวตน
มันเป็นแค่ตัวตนชั่วคราว ตัวตนปรุงแต่ง เป็นของปลอม เป็นกระแสของเหตุปัจจัย เป็นปฏิจจสมุปปันธรรม
นี่คือ 2 แง่มุมที่ขอฝากไว้ให้พิจารณา
ซึ่งเมื่อเข้าใจตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
คำถามที่ว่า รักเพศเดียวกันผิดหรือไม่ หรือแม้กระทั่งว่า อยากเป็นเพศนั้นเพศนี้ ฯลฯ
จะไม่มีทางเกิดขึ้นให้ต้องมากังวลโดยไม่จำเป็นอีกเลย
และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า
การทำบุญ การเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ทาน ศีล ภาวนา จะไม่เป็นไปเพื่อปรารภขันธ์ในอนาคต
ไม่ใช่ทำเพราะต้องการแก้ไขอดีตชาติที่แล้ว แต่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อความดับ


Reply With Quote
