ซีอีโออิริก ชมิดท์ (Eric Schmidt) แจงรายละเอียดบริการ "Google Health" ระบุว่าบริการเก็บข้อมูลสุขภาพบนอินเทอร์เน็ตจากกูเกิลจะไม่มีการขายโฆษณาใดๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลการใช้ยาของลูกค้าจะไม่ตกถึงมือนักการตลาดแน่นอน
ซีอีโอชมิดท์ได้ฤกษ์แถลงรายละเอียดบริการ Google Health อย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยอธิบายตรงกับรายงานข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ว่าจะเป็นบริการที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถจัดการข้อมูลสุขภาพของตนเอง ทั้งการเพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูลใบสั่งยาและผลการแพ้ยา โดยผู้ใช้จะต้องมียูสเซอร์เนมและรหัสผ่านเท่านั้นจึงจะเข้าถึงข้อมูลสำคัญเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับบริการอีเมลหรือบริการเฉพาะบุคคลทั่วไป
ประโยชน์หลักของบริการนี้คือ การเคลื่อนย้ายประวัติการรักษาพยาบาลที่แสนสะดวกสบาย จะเป็นผลดีต่อผู้ที่เปลี่ยนสถานพยาบาล โดยย้ำว่าข้อมูลของผู้ใช้จะไม่มีการเปิดเผยหากผู้ใช้ไม่ยินยอม
"รูปแบบบริการของเราคือ เจ้าของข้อมูลสามารถกำหนดได้ว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง" ชมิดท์กล่าวในงานประชุมประจำปีสมาคมระบบจัดการข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพหรือ Healthcare Information and Management Systems Society ที่ออแลนโด สหรัฐอเมริกา "และสำหรับกูเกิล ความมั่นใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ต"
ชมิดท์ระบุว่าบริการนี้ยังไม่เปิดใช้แก่สาธารณชนทั่วไป โดยกูเกิลจะเป็นตัวกลางให้กับบริษัทที่ต้องการสร้างระบบบริการที่เข้าถึงผู้ป่วยโดยตรง เช่น ระบบเตือนความจำข้อควรปฏิบัติ หรือตารางการใช้ยา และเมื่อไม่มีเม็ดเงินจากการโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้อง ชมิดท์ยืนยันว่าประโยชน์ที่กูเกิลจะได้รับคือการเพิ่มปริมาณทราฟฟิกให้กับบริการสืบค้นข้อมูลของตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับบริการไร้โฆษณาที่กูเกิลมีอยู่ในขณะนี้ เช่น บริการข่าว Google News
ข่าวกูเกิลเตรียมจุดพลุบริการเก็บข้อมูลสุขภาพบนอินเทอร์เน็ตนั้นสะพัดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในข่าวระบุว่ากูเกิลนำร่องโครงการกับผู้ป่วยอาสาสมัครในสถานพยาบาล Cleveland Clinic ราว 1,500-10,000 คนซึ่งเต็มใจให้เก็บข้อมูลประวัติการรักษาไว้บนโลกออนไลน์ ประกอบด้วยข้อมูลใบสั่งยา ประวัติการแพ้ยา และประวัติการใช้ยา และไม่ใช่กูเกิลรายเดียวที่มีแนวคิดบริการเก็บข้อมูลสุขภาพ แต่คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์เคยเปิดตัวแนวคิดบริการในชื่อ HealthVault มาแล้ว เช่นเดียวกับผู้ร่วมก่อตั้งเอโอแอลอย่าง Steve Case ก็แถลงข่าวหนุนบริการ Revolution Health ซึ่งให้บริการเก็บข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาลเช่นกัน
แนวคิดการเก็บข้อมูลสุขภาพของกูเกิลเกิดขึ้นเพราะ สถิติการใช้งานกูเกิลที่พบว่าผู้ใช้นิยมสืบค้นข้อมูลคำแนะนำในการรักษาโรคมากมายเหลือเกิน ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยจำนวนมากมองว่า ประวัติการรักษานั้นควรเป็นสมบัติของตัวเองมากกว่าจะเป็นสมบัติของโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรมีสิทธิในการจัดการข้อมูลสุขภาพเหล่านี้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นเรื่องง่ายและมีประโยชน์มากหากมีการเปลี่ยนโรงพยาบาลในอนาคต
ทั้งหมดดูเป็นเรื่องดีและเชื่อว่าผู้บริโภคจะให้ความนิยมบริการลักษณะนี้ แต่กลุ่มรักษาสิทธิมนุษยชนกลับมองว่า กูเกิลซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้เก็บรักษาข้อมูลทั้งหมด อาจนำข้อมูลสำคัญและลับเฉพาะเช่นนี้ไปทำประโยชน์ทางธุรกิจได้ เช่นอาจนำข้อมูลนี้ไปขายให้กับบริษัทยา ซึ่งต้องการลงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว เมื่อบริษัทยาสามารถส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่มมากขึ้น กูเกิลก็จะสามารถมีชัยเหนือบริการโฆษณาออนไลน์รายอื่นทั้งหมด
ข้อครหาเหล่านี้ดูจะจางไปทันทีที่ชมิดท์ยืนยันว่า กูเกิลจะไม่มีการขายโฆษณาบริการนี้แต่อย่างใด
Company related links :


Reply With Quote
