นายสาธิต รังคศิริ รองอธิบดีกรมสรรพากร เผยถึงแนวโน้มการจ่ายภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อินเตอร์เน็ต) ซึ่งกรมสรรพากรเริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 2545 จน ถึงขณะนี้ว่า ในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มียอดการยื่นแบบผ่านทางอินเตอร์เน็ตเข้ามาเป็นจำนวนมาก และได้รับการตอบรับเพิ่มทุกๆ ปี เนื่องจากเป็นช่องทางที่สะดวกและไม่ต้องแนบ เอกสารเหมือนการยื่นแบบธรรมดา รวมทั้งสามารถได้คืนเงินภาษีภายใน 15 วัน โดยเมื่อเทียบจากปี ปี 2545 มีผู้ใช้บริการผ่านระบบ 61,500 ราย ในปี 2550 มีผู้ใช้บริการถึง 7,192,138 รายจากผู้เสียภาษี 9,000,000 ราย คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลก

สำหรับแผนในระยะต่อไป ทางกรมจะพยายามขยับไปยังภาษีประเภทอื่นให้มีการยื่นแบบฯเสียภาษ ีผ่านระบบอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล จากปี 2545 มีจำนวนผู้ใช้บริการ 300 กว่าราย เพิ่มเป็น 160,722 รายในปี 2550 เทียบจากฐานผู้เสียภาษีเงินได้นิติ บุคคลทั้งระบบประมาณ 330,000-350,000 ราย หรือในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยื่นแบบฯ ผ่านอินเตอร์เน็ต ในปี 2550 จำนวนประมาณ 350,000 รายจากปี 2545 ที่มีจำนวน 6,163 ราย แต่ในส่วนของการยื่นแบบฯภาษีธุรกิจเฉพาะ นั้นยังมีจำนวนไม่มาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทางกรมสรรพากรทำระบบรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกในการย ื่นภาษีไว้แล้ว ขั้นต่อไปคือทำให้ผู้เสียภาษีมาใช้บริการมากประเภทขึ้น และในที่สุดจะไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วย งาน

"การเติบโตของบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะความแตกต่างระหว่างการยื่นแบบอินเตอร์เน็ตกับแบบธรรมดาที่ แบบธรรมดายังต้องแนบเอกสาร นอกจากนี้ช่องทางที่ผ่านระบบอิเล็ก-ทรอนิกส์ยังคืนภาษีเร็ว แต่กรมสรรพากรก็ต้องรักษาคำพูด เช่น สัญญาว่าจะคืนให้เร็วก็ต้องเร็ว ในช่วงแรกคืนภายใน 30 วัน จนถึงขณะนี้สามารถคืนได้ภายใน 15 วัน และจากการตรวจสอบล่าสุดสามารถดำเนินการได้ภายใน 7 วัน แต่ยังให้สัญญาไว้ที่ 15 วัน" นายสาธิตกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมามีปัญหา ที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานบ้าง เช่น เมื่อผู้เสียภาษียื่นแบบแล้ว มักไม่อ่านคำเตือนที่ขึ้นภายหลังจากการยื่นแบบที่ขอให้เข้ามาดู ด้วยว่ากรม ต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติมและให้ส่งข้อมูลภายในเวลาใด รวมทั้งปัญหาที่ผู้เสียภาษีไม่พอใจที่กรมขอให้จัดส่งเอกสารทางโ ทรสาร (แฟกซ์) ตามมา เพราะเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารใดๆ เลย ซึ่งในความเป็นจริงทางกรมจะมีข้อมูลพื้นฐานทั้ง หมดที่ผู้ยื่นแบบเคยส่งมา แต่หากมองว่ามีเงินได้บางประการที่แปลกไปหรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่มาใช้เครดิตมีจำนวนมาก จึงอาจจะขอดูเอกสาร เพื่อความแน่ชัด

รองอธิบดีกรมสรรพากร ยังได้ฝากถึงผู้เสียภาษีที่ต้องยื่นแบบ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2551 ว่า หากยื่นแบบเร็วก็จะมีโอกาสได้รับคืนภาษีเร็ว โดยเฉพาะหากยื่นแบบในระหว่าง นี้อาจได้รับคืนภาษีภายใน 7 วัน แต่หากคอยจนถึงเดือนมีนาคมที่มักจะมีผู้ยื่นแบบจำนวนมากในช่วงด ังกล่าว อาจทำให้คืนภาษีช้าไปด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงาน บริษัท หรือแม้แต่ส่วนราชการที่มีหน้าที่ออกเอกสาร ใบสรุปการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับพนักงานหรือลูกจ้าง ก็ควรจะออกให้เร็ว โดยเฉพาะการยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นสะดวกมาก ให้บริการ 24 ชั่วโมง 7 วันทำการ

นอกจากนั้น ในปีนี้กรมสรรพากรจะขอให้มีการลงทะเบียนยื่นแบบใหม่ทั้งหมด จากที่กรม ได้เพิ่มช่องฐานข้อมูลพื้นฐานไว้หมด เช่น ชื่อบิดา มารดา เลขประจำตัวประชาชนของบิดา-มารดา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เมื่อลงทะเบียนแล้วก็จะไม่ต้องลงทะเบียนในปี ต่อๆ ไปอีก ซึ่งจะช่วยให้การบริการในอนาคตดีขึ้น จากระบบเดิมที่ใช้มาเป็นเวลา 5-6 ปีแล้ว



โดย NOL-News Online : ฐานเศรษฐกิจ
http://www.rd.go.th/