สำนักข่าวอีนิวส์ - นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า รัฐบาลจะขอสเป็กเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คส์ราคาถูกจากสถาบันเอ็มไอที สหรัฐอเมริกา หลังจากที่การผลิตล็อตแรกทำการผลิตเสร็จสิ้นแล้วเพื่อนำมาผลิตในเมืองไทยเอง โดยทางนายนิโคลัส นิโกรเพนเต้ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการนี้ได้ประมาณการเอาไว้ว่าในล็อตแรกจะต้องผลิตถึง 7 ล้านเครื่อง จึงจะได้จุดคุ้มทุนในการจำหน่ายเครื่องละ 100 เหรียญ หรือ 4,000 บาทได้ ซึ่งคาดว่ากระบวนการผลิตในครั้งแรกจะใช้เวลาอีก 16-17 เดือน
ปัจจุบันมีประเทศที่สนใจโครงการนี้มาก และมีแนวทางที่จะให้องค์การสหประชาชาติหรือ ยูเอ็น เข้ามาสนับสนุนโดยเปลี่ยนการสนับสนุนจากการให้เครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ มาเป็นการบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ ซึ่งประเทศที่แสดงความสนใจไปแล้วคือ บราซิล แต่ประเทศไทยคงไม่ดำเนินการเช่นนั้น โดยรัฐบาลไทยจะเป็นตัวแทนในการซื้อเครื่องจากสถาบันเอ็มไอทีโดยตรง และนำมาแจกให้กับนักเรียน นักศึกษาแบบให้เปล่า เนื่องจากมีการคำนวณว่าค่าตำราที่ต้องเสียต่อปีนั้นตกประมาณ 2,800 บาท ซึ่งหากมอบเครื่องให้ในราคา 4,000 บาทจะใช้งบประมาณไม่แตกต่างกันมาก แต่สามารถนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ e-book ได้ทันที
สำหรับปริมาณที่ทางรัฐบาลไทยต้องการในขณะนี้คือ ขั้นต่ำ 300,000 เครื่อง ซึ่งยังไม่รู้ว่าทางสถาบันเอ็มไอทีจะสามารถส่งเครื่องได้ตามที่ต้องการหรือไม่ เนื่องจากมีหลายประเทศต้องการ โดยเฉพาะประเทศจีน อย่างไรก็ตามการทำโครงการนี้จะไม่ให้กระทบกับการซื้อขายคอมพิวเตอร์ปกติของภาคเอกชน และยังเปิดโอกาสให้เอกชนทั่วไปสามารถนำระบบของตนเองมาพ่วงต่อโครงการนี้ได้
“จุดคุ้มแรกของเอ็มไอทีคือต้องผลิต 7 ล้านเครื่อง แต่คิดว่าในล็อตต่อไป ซึ่งเราจะนำมาผลิตเองคงจะไม่ถึงขนาดนั้น และไทยสามารถเป็นจุดกระจายเครื่องโน้ตบุ๊คส์รุ่นนี้ให้กับประเทศใกล้เคียงได้ หากเรานำมาผลิตเองในประเทศ เชื่อว่าเรามีผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ประกอบอยู่แล้วในประเทศ” นายสรอรรถกล่าวและว่า
ส่วนระบบ e-book ที่จะเป็นเนื้อหาที่จะใส่ในคอมพิวเตอร์ราคาถูกนั้น ขณะนี้ทางสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมีการประสานงานกับโรงเรียนกว่า 100 แห่ง และให้ซอฟต์แวร์ e-book ที่ทางโรงเรียนสามารถใส่เนื้อหาลงไปได้ทั้งเป็นข้อความ รูป และภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง สามารถเปิดพร้อมกันได้หลายเล่มในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะทำให้นักเรียนทั่วประเทศที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้สามารถโหลดมาศึกษาได้
แนวทางการพัฒนาขั้นต่อไปนั้นจะมีการร่วมกันพัฒนาร่วมกับระบบ e-education ของสิงคโปร์ โดยมีการแลกเปลี่ยนความต้องการกับรัฐมนตรีไอซีทีของสิงคโปร์ไปแล้ว การเจรจาในขั้นนี้เป็นการเจรจากับรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี หลังจากนั้นจะมอบหมายให้ผู้บริหารในระบบราชการเข้ามาศึกษาร่วมกัน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์มากสำหรับประเทศไทย เพราะสิงคโปร์มีการดำเนินการไประยะหนึ่งแล้ว มีประสบการณ์และรู้ว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเทศไทยสามารถต่อยอดจากองค์ความรู้นี้ได้โดยทันที
นอกจากนั้นทางกระทรวงไอซีทีจะมอบหมายให้บริษัท กสท. โทรคมนาคม เข้าไปศึกษาเรื่องราคาการให้บริการ โดยจะต้องตั้งราคาสำหรับตลาดหลายระดับ ให้จัดตั้งราคาสำหรับตลาดการศึกษาในราคาถูก แตกต่างจากการคิดราคาของภาคเอกชนปกติ
ที่มา : สำนักข่าวไทย


Reply With Quote
