โปรเจกเตอร์ใหม่จาก BenQ
เบ็นคิวเปิดตัวโปรเจกเตอร์ใหม่ 8 รุ่นรวด พร้อมแต่งตั้งดิสทรีบิวเตอร์ใหม่ 2 ราย และมีแผนจะส่งลงตลาดอีก 15 รุ่น หวังผงาดขึ้นเป็นผู้นำตลาด ประกาศความพร้อมในการหวนคืนตลาดกล้องดิจิตอล ส่วนพีดีเอโฟน และสมาร์ทโฟนยังรอดูความต้องการของผู้บริโภค
นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายการขาย และการตลาด บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันการทำตลาดของผลิตภัณฑ์โปรเจกเตอร์ประเภทดีแอลพี โปรเจกเตอร์เบ็นคิวถือเป็นผู้นำตลาด แต่ในภาพรวมตลาด 35,000 เครื่องในปีนี้ แบ่งเป็น ดีแอลพี โปรเจกเตอร์ 50% และแอลซีดี โปรเจกเตอร์ 50% พานาโซนิคถือเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20%
ด้านอัตราการเติบโตของตลาดโดยรวมเฉลี่ย 15% ต่อปี และในปี 2551 เบ็นคิวคาดว่าตลาดรวมจะมีจำนวนโปรเจกเตอร์ถึง 40,000 เครื่อง เนื่องจากราคาจะมีการปรับลดลง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเบ็นคิวตั้งเป้าไว้ว่าจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในภาพรวม ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 20% หรือคิดเป็นจำนวน 8,000 เครื่องในปีหน้า
จากเป้าหมายที่วางไว้ เบ็นคิวได้วางกลยุทธ์การทำตลาดสินค้าโปรเจกเตอร์ไว้ 4 ส่วน คือ
1. การออกสินค้าใหม่ ให้ครอบคลุมทุกความต้องการ ล่าสุด เปิดตัวโปรเจกเตอร์ใหม่ 8 รุ่น ประกอบด้วย MP511, MP612/MP612c, MP622/MP622c, MP771, MP723 และ SP820 เพื่อขยายเข้าสู่ฐานลุกค้ากลุ่มบ้าน โฮมออฟฟิศ ธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง คอร์ปอเรต ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,000 เครื่อง หรือมีส่วนแบ่งการตลาด 17% ของตลาดรวมในปีนี้
2. กำหนดราคาให้มีความเหมาะสมกับความสามารถของสินค้า ให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้ในระดับราคาเดียวกัน โดยบริษัทกำหนดราคาไว้ตั้งแต่ 22,900 บาท ขึ้นไป (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
3. เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ด้วยการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายหลักหรือดิสทรีบิวเตอร์ใหม่ 2 ราย คือ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) และ บริษัท เดอะ แวลลู ซิสเต็มส์ จากเดิมที่ให้บริษัท สยามเทค แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นผู้กระจายสินค้าเพียงรายเดียว
4.บริการหลังการขาย “ BenQ Back Up” เพื่อเพิ่มคุณภาพในการให้บริการหลังการขาย ผ่านศูนย์เซอร์วิส เซ็นเตอร์ ของทั้ง 3 ดิสทรีบิวเตอร์ทั่วประเทศ
เหตุผลที่เบ็นคิวแต่งตั้งคู่ค้าเพิ่มเพราะเห็นว่า การมีตัวแทนจำหน่ายรายเดียวไม่ได้มีข้อเสีย แต่เป็นข้อดีสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น แต่สำหรับเบ็นคิวต้องการที่จะเติบโตมากกว่านี้ การหาพันธมิตรให้เข้ามาช่วยกระจายสินค้า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้เติบโตให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ เบ็นคิววางแผนไว้ว่าให้บริษัท สยามเทค แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ ขยายสินค้าเข้าสู่กลุ่มขนาดกลาง-ใหญ่ บริษัท เดอะ แวลลู ซิสเต็มส์ ขยายสินค้าเข้าสู่กลุ่มคอร์ปอเรต และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) กระจายสินค้าไปยังต่างจังหวัด ซึ่งจะทำให้ครอบคลุมทุกความต้องการและทุกพื้นที่
ผู้บริหารเบ็นคิวกล่าวถึงแผนการตลาดในปี 2551 ว่า จะเน้นการทำตลาดเชิงรุก เพื่อเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดของโปรเจกเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 20% โดยเตรียมออกสินค้าโปรเจกเตอร์ใหม่อีก 15 รุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ครบทุกกลุ่ม
ส่วนรายได้ของบริษัทปัจจุบันมาจากแอลซีดี มอนิเตอร์ 40% คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก 40% และโปรเจกเตอร์ 20% ทั้งนี้ จากการที่ออกสินค้าใหม่ และเพิ่มช่องทางการจำหน่าย คาดว่าสัดส่วนรายได้จากสินค้าประเภทโปรเจกเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2551
นอกจากการนำโปรเจกเตอร์ใหม่ออกสู่ตลาดแล้ว เบ็นคิวยังมีแผนจะนำเข้ากล้องดิจิตอลใหม่ 5 รุ่น ความละเอียดตั้งแต่ 7 ล้านพิเซล เพื่อทำตลาดในประเทศไทย ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2550 นี้ แม้ว่าปัจจุบันจะมีการแข่งขันที่รุนแรง และมีความเป็นเจ้าตลาดในเรื่องของแบรนด์ซึ่งเป็นที่จดจำ (รอยัลตี้) แต่เบ็นคิวเชื่อมั่นว่า การนำเข้ามาทำตลาดใหม่อีกครั้ง จะสร้างความแตกต่างให้กับตลาดและผู้บริโภค
ก่อนหน้านี้ เบ็นคิวเคยนำเอากล้องดิจิตอลเข้ามาทำตลาดในไทยแล้ว แต่ด้วยภาวะการณ์ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง เบ็นคิวจึงค่อยๆ หายไป แต่การกลับมาครั้งนี้ เบ็นคิวมั่นใจว่ามีสินค้าที่พร้อม และจะทำการตลาดที่แตกต่างจากเจ้าตลาด ส่วนการทำตลาดในสินค้าประเภทพีดีเอโฟน และสมาร์ทโฟน ขณะนี้ยังมีสินค้าอยู่ในตลาด โดยเป็นในกลุ่มของสมาร์ทโฟน ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ก่อนว่า แนวโน้มผู้บริโภคจะชอบใช้อะไรระหว่าง พีดีเอโฟน และสมาร์ทโฟน
Company Related Links
BenQ


Reply With Quote
