เอปสันรุกป้ายโฆษณาสิ่งพิมพ์รับขาขึ้น
18 ตุลาคม พ.ศ. 2550 10:27:00
เอปสันชน "เอชพี" รุกตลาดเครื่องพิมพ์หน้ากว้าง เปิดตัวรวดเดียว 4 รุ่น เจาะตลาดป้ายโฆษณาสิ่งพิมพ์ หลังเห็นแนวโน้มอุตสาหกรรมการพิมพ์มูลค่าแตะ 600 ล้านบาท
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นาโอยูกิ ซาเอกิ ประธาน บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์หน้ากว้างทั้งหมด 4 รุ่น โดยชูรุ่น เอปสัน สไตลัส โปร 11880 เครื่องพิมพ์หน้ากว้างขนาด 64 นิ้ว เป็นไฮไลต์ เน้นเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์ เพื่อใช้ในการโฆษณาเป็นหลัก ถือว่าการเปิดตัวครั้งนี้เป็นการท้าชนคู่แข่งสำคัญอย่าง "เอชพี" ซึ่งเป็นเจ้าตลาดอยู่ก่อน
ทั้งนี้ แนวโน้มธุรกิจสิ่งพิมพ์โฆษณา เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการพิมพ์ขนาดใหญ่ คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีมูลค่ารวมถึง 600 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่สื่ออินสโตร์ภายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะโตไม่ต่ำกว่า 150% แม้ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะสิ่งพิมพ์โฆษณา ยังคงเป็นสื่อหลักที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ดี
"วันนี้ผู้ประกอบการธุรกิจโฆษณาสิ่งพิมพ์ต่างๆ จะเน้นออกแบบสื่อโฆษณาสิ่งพิมพ์ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย แปลกใหม่ออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจโฆษณาสิ่งพิมพ์คึกคัก และทำให้การเติบโตของธุรกิจเครื่องพิมพ์หน้ากว้างมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามไปด้วย" นายซาเอกิกล่าว
พร้อมกันนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องพิมพ์หน้ากว้างเพิ่มจาก 35% เป็น 40% ภายในสิ้นปี 2551 และมั่นใจว่าจะสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มโฟโต้ และกลุ่มพรีปรู๊ฟถึง 80% ในปีนี้
ด้านนายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหารบริษัทเดียวกัน กล่าวว่า การเปิดตัวเครื่องพิมพ์หน้ากว้างของเอปสันครั้งนี้ ถือว่าเป็นการท้าชนคู่แข่งสำคัญในตลาดอย่างเอชพีเต็มตัว โดยเชื่อว่าชูจุดเด่นทั้งในเรื่องของเม็ดสี การไล่เฉดสี และรายละเอียดของภาพที่คมชัดสูง
ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ขนาดกว้างในตลาดมีอยู่ประมาณ 800 เครื่อง ราคาเฉลี่ยเครื่องละเกือบ 2 แสนบาท
ด้านกลยุทธ์การตลาด จะเพิ่มพันธมิตรในธุรกิจสิ่งพิมพ์โฆษณาจากที่มีอยู่ 4 ราย เป็น 10 ราย รวมทั้งการเน้นให้บริการแบบครบวงจร โดยตัวแทนจำหน่ายทั้ง 10 ราย จะมีเครื่องสาธิต อย่างน้อย 1 เครื่องไว้คอยให้บริการลูกค้าที่ต้องการทดสอบเครื่อง สามารถนำเครื่องไปทดลองใช้กับงานจริงได้ ก่อนตัดสินใจซื้อ (Try and Buy)
นายยรรยง กล่าวถึง ภาพรวมของธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังว่า มียอดขายผลิตภัณฑ์ทุกประเภทเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้น 20-30% ซึ่งเป็นยอดเพิ่มขึ้นจากช่วงที่มีการรัฐประหาร โดยเฉพาะในกลุ่มคอร์ปอเรท และภาครัฐ เพราะช่วงรัฐประหารนั้นลูกค้าส่วนใหญ่รอความชัดเจน แต่หลังจากที่มีรัฐบาล และมีกำหนดการเลือกตั้งลูกค้าส่วนใหญ่เลยใช้งบจับจ่ายซื้อของมากขึ้น


Reply With Quote
