ภาวะเครียด นับว่าเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยในปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทำงานที่ต้องแข่งขันกับเวลา ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยเผชิญกับภาวะเครียดเพิ่มมากขึ้น
รศ.พญ.วันเพ็ญ ธุรกิตต์วัณณการ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ความเครียดนั้นเกิดจากจิตใจที่ตื่นตัวเพื่อเตรียมเผชิญกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความยากลำบากในการตัดสินใจ เกิดความ รู้สึกไม่สบายใจ เกิดความกลัวในสิ่งต่าง ๆ วิตกกังวล คับข้องใจ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิต การเจ็บป่วยทางกายที่รุนแรง หรือแม้แต่กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้น
ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอด ซึ่งหากเราไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะทำให้เราเกิดความเครียดขึ้นได้ แต่ความเครียดนั้นก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อยหากว่าความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมก็จะเป็นแรงกระตุ้นที่ดี ช่วยให้เราเกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน เกิดความมุมานะพยายามที่จะเอาชนะกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ แต่ในทางกลับกันหากความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่ในระดับที่สูงมากโดยที่เราเองนั้นไม่รู้จักผ่อนคลาย ก็จะส่งผลกระทบก่อให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจได้ อีกทั้งยังเป็นเหตุก่อให้โรควิตกกังวล ซึมเศร้า แผลในกระเพาะอาหาร ความดันโลหิตสูง หัวใจ เบาหวาน รวมทั้งการติดสารเสพติดชนิดต่างๆ ได้
หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ กล่าวแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อลดความเครียดว่ามีมากมาย เช่น การเล่นดนตรี การฟังเพลง วาดรูป ปลูกต้นไม้ การพูดระบายความเครียดการออกกำลังกาย การฝึกการเกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การทำสมาธิเบื้องต้น การใช้เทคนิคความเงียบ การใช้เทคนิคจินตนาการ การใช้เทปเสียงคลายเครียดด้วยตนเอง การฝึกการผ่อนคลายความเครียดจากใจสู่กายและการเข้ารับบริการในคลินิกคลายเครียดในโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการ
“ส่วนวิธีง่ายๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง คือ
การฝึกการหายใจเป็นการ ฝึกการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลมบริเวณหน้าท้องแทนการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอก เมื่อหายใจเข้า หน้าท้องจะพองออก และเมื่อหายใจออก หน้าท้องจะยุบลง ซึ่งจะรู้ได้โดยเอามือวางไว้ที่หน้าท้องแล้วคอยสังเกตเวลาหายใจเข้าและหายใจออกหายใจเข้าลึกๆ และช้าๆ กลั้นไว้ชั่วครู่แล้วจึงหายใจออก ลองฝึกเป็นประจำทุกวันจนสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ การหายใจแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ทำให้สมองแจ่มใส ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน”
รศ.พญ.วันเพ็ญ ทิ้งท้าย


Reply With Quote
