[b]VOTE See HaCK คร๊าฟฟฟฟฟฟ[font=Tahoma]
ง่ะมาช้าไปป่าวหว่า ฮื่อๆๆๆๆๆๆ งานเค้ายุ่งอ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ม่ะด้ายเข้ามาในนี้เลยยยยย
Printable View
[b]VOTE See HaCK คร๊าฟฟฟฟฟฟ[font=Tahoma]
ง่ะมาช้าไปป่าวหว่า ฮื่อๆๆๆๆๆๆ งานเค้ายุ่งอ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ม่ะด้ายเข้ามาในนี้เลยยยยย
ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ นิตยสารที่ดีจริงๆ และสามารถอยู่รอดได้จริงๆในสังคมไทยและไม่ถูกต่อต้านQuote:
โหวตชื่อ h4ck3r ไปนะครับ เหตุผลง่ายมาก ชื่อนี้จะดึงดูดใจ คนที่ต้องการเป็นแฮกเกอร์จากส่วนลึกของจิตใจ ให้ต้องหยิบมันทันทีที่เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่รู้เรื่องก็ยังอยากครอบครองไว้เหมือนเป็นคัมภีร์ อะไรสักอย่าง ขอแค่ให้ได้ครอบครองไว้ก่อนแล้วค่อยมาฝึกวรยุทธ์ทีหลัง อะไรประมาณนี้
[/b]
แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะได้ชื่อ นิตยสารว่าอะไรก็ตามแต่อยากให้ มีโลโก้ By http://citecclub.org/forum/style_ima...ck_s/logo4.gif อยู่ที่ปกด้วย อาจจะเป็นมุมล่างขวา หรือมุมใดมุมหนึ่งเล็กๆ ของปก เหตุผลนั้นง่ายมาก
1.เพื่อให้รู้ว่า นิตยสารที่หลายท่านร่วมแรงร่วมใจกันเขียนขึ้นมา บุคคลเหล่านั้นเข้าได้เจอะเจอกันที่ไหนนั่นเอง
2.ต่อให้อ่านชื่อวารสารแล้วงงไม่รู้ว่าเป็นหนังสืออะไร โลโก้นี้จะช่วยบอกอย่างชัดเจนว่า เกี่ยวข้องกับ computer security
3.ถ้าในอนาคตมีการแตกกิ่งประเภทของ นิตยสาร เป็นประเภท อ่านง่าย กับ เข้มข้น โลโก้นี้ก็ยังรับประกันคุณภาพ
4.การแปะโลโก้ ยังรองรับอนาคตอีกมาก เช่นอาจจะใช้ในการเผยแพร่เอกสาร หรือ หนังสือคอมพิวเตอร์ ในลักษณะของ ARIP,SE-ED ,Provision,By Nature ซึ่งเมื่อเราได้ยินชื่อ หรือได้เห็นโลโก้ เราจะนึกออกทันทีว่าหนังสือของเครือ CITEC จะเน้นเรื่องใด จัดรูปเล่มแบบใด ฟอนต์แบบไหน เนื้อหาเชื่อถือได้หรือไม่ เอาไว้อ่านคลายเครียด หรือเอาไว้อ่านเพิ่มพูนความรู้ หรือสุดท้ายถ้าในอนาคตมีการพิมพ์ออกมาเป็นนิตยสารจริงๆ ที่เป็นรูปเล่ม ถ้าอยากจะไปซื้อในงานสัปดาห์หนังสือมันจะวางอยู่บูตไหนเป็นต้น
5.ตามความคิดผมต้องการให้เนื้อหา เป็นบทความต่างๆเขียนขึ้นแล้วสามารถใช้อ้างอิงได้ เมื่อเขียนเป็นตอนๆต่อๆกันไป เมื่อบทความจบ สุดท้ายสามารถนำบทความทั้งหมดมารวมเป็นเล่มขายได้อีกรอบ หรือก่อนรวมเล่มขายก็มีการแก้หรือ เพิ่มเติมขยายความได้
6.เรื่องการวางแผงตามร้านหนังสือ เมื่อผมมองดูนิตยสารที่ดี เช่น Update ของ SE-ED หนังสือวิทยาศาสตร์ดีๆ สำหรับหล่อหลอมให้เกิดสังคมวิทยาศาสตร์ หรือสังคมอุดมปัญญา หรือ MATH ซึ่งเป็นวารสารคณิตศาสตร์ที่ใช้กระดาษอย่างดีมาก และเนื้อหาเข้าขั้นดีเยี่ยม พร้อมนักเขียนที่ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ และส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ต้องลดคุณภาพกระดาษหรือลดหน้าสีลงอะไรพวกนี้เห็นแล้วก็ท้อใจ เพราะขายราคาแพงมากไม่ได้ ในขณะเดียวกันต้นทุนอาจจะเพิ่มขึ้น หรือขาดทุนมาตลอด ในขณะที่ Virtual Magazine ก็ต้องอ่านในคอมพิวเตอร์เท่านั้น มันก็ปวดตา จะปรินต์ออกมาอ่านก็เป็นหน้าสี แต่ก็เนื่องจากเราเองก็ยังไม่มีทุน และทุนที่ต้องใช้ก็ไม่ใช่น้อย ส่วนเรื่องสปอนเซอร์ก็จะทำให้บทความมีความลำเอียง หรือต้องโปรโมตสินค้าที่ให้การสนับสนุน ทำให้ขาดอิสระในการถ่ายทอดข้อมูลที่เป็นความจริง ปราศจากโฆษณาชวนเชื่อ
7.หนังสือคอมพิวเตอร์ส่วนมากของไทยหากอ่านง่ายจะเต็มไปด้วยรูปภาพ และกราฟฟิคสวยงาม เนื่องจากเป็น step-by-step ผ่านไปห้าปีก็ต้องโยนทิ้งเพราะเก่าไปไม่อัพเดต ถ้าโปรแกรมออกแบบ GUI ใหม่ก็ต้องมาหัดคลิกกันใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกมาก และยอดขายจะตกลง เพราะคนที่มีความสามารถในการเรียนรู้ โปรแกรมใหม่ๆได้เร็วจะไม่ซื้อหนังสือพวกนี้อีกถ้าเขาใช้เองเป็นแล้ว ในขณะที่หนังสือวิชาการก็จะเต็มไปด้วยตัวหนังสือยาวปื้ด ภาษาเครียดๆยืดเยื้อ ภาพเล็กน้อยและสมจริงไม่มีกราฟฟิค เล่มหนาปึ๊กกว่าจะอ่านจบเลือดตาแทบกระเด็น พอเวลาผ่านไปนานก็ต้องโละเช่นกันเนื่องจากไม่อัพเดต หรือคนเลิกใช้ซอฟท์แวร์นั้นไปแล้ว
อยากลองให้ดู นิตยสาร Scientific American ซึ่งเนื้อหาด้านในเป็นเนื้อหาอ่านง่าย แต่คงความถูกต้องทางวิชาการครบเป๊ะ และภาพสวยงามแต่ก็ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ แม้เวลาจะผ่านไปนานแต่คนก็โยนทิ้งไม่ได้เลย เพราะ ทรงคุณค่าทั้งเนื้อหาที่ถูกต้องตามวิชาการ เพราะไม่มีการบิดเบือนจากภาษาที่ใช้สื่อสาร และภาพก็สวยงามจนวางไม่ลง การทำงานร่วมกันระหว่างศาสตร์และศิลป์จะช่วยให้ยอดขายดีแน่นอน
ในเรื่องนี้ผมคิดว่า Mac น่าจะช่วยจัดการได้
8.การ Proof reading คือตรวจสอบคำผิด และ Proof of concept คือตรวจสอบความถูกต้อง และการใช้งานได้จริงของเทคนิคหรือ วิธีการตามที่กล่าวในบทความ ควรจะต้องมีฝ่ายที่ทำหน้าที่แยก และเช็คความถูกต้องกันและกัน
เช่น หากแก้คำให้สละสลวย ได้แต่สื่อความหมายผิดทำให้คนอ่านตีความไปอีกอย่าง หรือฟอนต์เพี้ยนจน code ผิด ผมได้เห็นความผิดพลาดจากหนังสือเกี่ยวกับ Computer และ Network security สำนักพิมพ์หนึ่ง ซึ่งพิมพ์ผิดอย่างน่าทุเรศ ในหลายจุดของบทท้ายๆ ทำให้คนเขียนดูไม่ดีเลยทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น ซึ่งน่าจะเิกิดจากการต้องการ คลอดหนังสือให้ทันสัปดาห์หนังสือมากกว่า ทำให้บทหลังๆของหนังสือ พิมพ์ผิดมากมายทำให้เสียอรรถรสมากเมื่ออ่านหนังสือใกล้จะจบเล่ม
9.เรื่องของแถมในรูปแบบซีดี พบว่า ถ้ามีการวางแผงลงในร้านที่ไม่มีความเข้มงวด ผลก็คือซีดีจะโดนขโมยอย่างน่าทุเรศ หรือซีดีหัก และเป็นรอยขีดข่วนระหว่างการขนส่ง ทำให้หนังสือขายไม่ได้ และงบบานปลาย
10.เนื้อหาที่เผยแพร่ออกไปให้โดย บอกว่าเพื่อให้รู้เท่าทันเหล่านี้ เมื่อตกไปอยู่ในมือคนแต่ละประเภทจะมีผลตอบรับแตกต่างกัน
-ตกอยู่ในมือเกรียน จะลองของ เอาไปทำตามทันที
-ตกอยู่ในมือเทพ บทความเหล่านี้ก็จะจุดประกายความเทพ ให้ชั่วอย่างเทพขึ้นไปอีก
-ตกอยู่ในมือคนอ่อนด้อย จะเกิดการแอนตี้ ว่าเป็นเพราะการเผยแพร่เรื่องแบบนี้นี่เองทำให้ แฮกเกอร์เลวๆมันเยอะขึ้นๆ
-ตกอยู่ในมือพวกเลวอยู่แล้ว ก็จะเกิดอาการ พระเจ้าจอร์ช มันยอดมาก
-ตกอยู่ในมือนักกฎหมาย ก็จะออกกฎห้ามกระทำอะไรก็ตาม ตามนิตยสารเล่มนี้โดยเด็ดขาด
-ตกอยู่ในมือผู้เชียวชาญด้านซีเคียวริตี้ พวกมันเขียนอะไรกันฟระ อ่อนเป็ดทั้งนั้น
-ตกอยู่ในมือคนดี ขอบคุณมากนะทุกท่านที่ช่วยเตือนพวกเรา
นี่เป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ท้าทายให้แก่สังคมไทย ร่วมถึงผลักดันให้มีนักเขียนใหม่ไฟแรงที่พร้อมถ่ายทอดความรู้(ความเกรียน)
หนังสือแนวนี้เพียวๆทุกหน้าทั้งเล่มในบ้านเรา ยังไม่เคยมีมาก่อน กระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรยังไม่แน่ใจ แต่บทความประเภทเดียวกันนี้ นั้นยังคงใช้เป็นไฮไลท์กลางเล่มของวารสาร และนิตยสารเกือบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ในขณะนี้
ค่อนข้างเห็นแบบเดี่ยวกับ ท่าน akira ชื่อ อะไรก็ได้
แต่ควรมี logo citec ด้วย
ขอแสดงความเห็น บ้าง
สมัยเด็กๆ ผมเองก็ชอบ อ่านหนังสือ ประเภท electronic
ช่วง ม.ต้น มักจักกลุ่มกับเพื่อนๆ ประกอบวงจร เล่นๆ
ทำแผ่นปริ๊นท์เองสมัยนั้น อยู่บ้านนอก
ไม่มีร้านรับทำแบบ แถวๆ บ้านหม้อ เลยต้องทำเอง
พวก transistor ,IC,R,C ต่างๆ เบอร์ประหลาดทั้งหลาย
ก็มักหาซื้อไม่ได้ร้านต่างจังหวัด มีไม่กี่เบอร์หรอก
ต้องดัดแปลงมั่ง หรือ งัดวงจรทีวี วิทยุ เก่าๆมาใช้
เลยจะนำมาเปรียบเทียบกับหนังสือ แนวๆ Security
ที่ citec จะทำ ลองมาเปรียบเทียบกับ electronic ที่ผมอ่าน
ตั้งแต่สมัยเด็กๆ
หากพูดถึงความง่าย ในการทำวงจร การหาอุปการณ์ความซับซ้อน
ต่างๆในการทำ ก็จะมีหนังสือ electronic ที่ชื่อ hobby electronic
เข้าฉลาดในการนำเสนอโครงงาน ที่ง่าย ไม่ซับซ้อน
ใครๆ ก็สามารถทำได้ และ หาอุปการณ์ก็ง่ายๆ
แม้แต่อยู่บ้านนอกก็มักหาอุปกรณ์ได้ครบเสมอ
หนังสือประเภทนี้ ผมและเพื่อนๆ ติดตามทุกเืดือน
ตามซื้อทุกเล่ม
แต่ก็มีหนังสือแบบยากๆ ของ se-ed เหมือนๆ กันคือ semeconductor electronics อันนี้จะเป็นโปรเจ็คที่ใหญ่ๆ ยากๆ ซับซ้อน
และมักมีการเชื่อต่อกับ computer (สมัยผมม.ต้น ไม่เคยแตะเครื่องคอมเลย cpu สมันนั้นน่าจะประมาณ 186 ยังไม่มี windows 95 เลย)
ดังนั้น มักจะเหมาะสำหรับมือโปร(พ่อผมสมัยนั้นเป็นสมาชิกอยู่ยืมพ่อมาอ่านประจำแต่ไม่รู้เรื่องเลยยากเกิน)
ไม่มี computer ให้ลอง ไม่เคยเรียน computer มาเลยไกลตัวเกิน
หนังสือประเภทนี้มักปล่อยผ่าน
อ่านไม่รู้เรื่องเนื้อหายากเกินเด็กม.ต้น อย่างผมและเพื่อน สมัยนั้นจะทำได้
และที่สำคัญพวก อุปการณ์นี้หากไม่มาซื้อ กรุงเทพฯ แถวบ้านหมอ
หมดสิทธิ์ทำสำเร็จ เพราะมันเยอะและหายากในบางตัว
ที่กำลังจะพูดคือ หลายคนคิดว่าจะมีปัญหาแน่นอนหากมีคนนำความรู้ที่ได้
จากการอ่านหนังสือ แล้วทดลอง ลองวิชาที่ได้อ่าน ทำความผิดต่างๆ แกล้งชาวบ้าน
มาดูว่าในวงการ electronics สมัยเด็กๆ ของผมทำอะไรไว้กับชาวบ้านมั่ง
สมัยนั้นที่เคยทำกับชาวบ้านไว้และผิดกฎหมายแต่ด้วยความยังเด็กและอยากลอง (ลองวิชาตอนเด็กๆ เริ่มเป็น electronic ใหม่ๆ )
- ขโมยสัญญาณโทรศัพท์สาธารณะใช้(สมัยนั้นไม่มีการป้องกันเข้ารหัสอะไรเลย ทำวงจรเครื่องดักฟังจัมก็ได้แล้ว ดัดแปลง
ให้ส่งสัญญาณผ่านวงจร wireless mic ฟังผ่านวิทยุได้เลย)
- ทำวงจรกระจายเสียงแบบ FM Stereo (boot สัญญาณขี้นไปประมาณ 2 วัตต์) ได้เป็น กิโลเลยต่างจังหวัดคลื่นน้อยมาก
ไว้กวนสาวๆ ที่กำลังฟังวิทยุอยู่ ปรับความถี่ในการส่งได้ในย่าน 88-108 MHz แถมเป็น stereo อีกด้วย
- ทำวงจรขยายสัญญาณ harmonic กวนทีวี (หากมีใครดูทีวีในระยะ 100 เมตร ดูไม่ได้เลยภาพและเสียงจะมี noise กวน)
เกลียดบ้านไหน ก็ไปกวนเล่นๆ
ความรู้ทั้งหมดมาจากหนังสือทั้งนั้นเลย สามารถนำไปป่วนชาวบ้านได้แล้ว(สมัยเด็กๆ ที่มักทำกับเืพื่อนๆ ตั้งกลุ่มกันทำ)
เรียกได้ว่าชาวบ้านแถวนั้นเอือมระอากันเป็นแถวๆ
พอมาพูดถึง หนังสือ ที่ citec จะทำ แนวๆ security
เช่น อาจจะ สอน hack เว็บ ด้วยวิธีการต่างๆ,สอนหาช่องโหว่,สอน crack โปรแกรม หรือ สอนอื่นๆ
แล้วกลัวคนนำไปใช้ในทางที่ผิด แน่นอนอยู่แล้ว คนอยากลองมีเยอะแน่ๆ
แต่ก็ต้องคิดค้นวิธี ว่าจะอธิบายบทความอย่างไง เพื่อให้ไปต่อยอดเองอย่างไง
ได้ความรู้ ไม่หวงวิชามากเกินไป ผมเคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับ computer
มาบ้าง หากวิชาการมากเกิน น่าเบื่อแน่ๆ มีแต่น้ำทั้งนั้น วกไปวนมา อ้อมไป
อ้อมมา ออกทะเลแล้วก็กลับมาใหม่อีก อ่านแล้วอยากนอน
หากสอนแบบตรงไปตรงมาเกินไป ใครๆ ทำกันได้หมดก็คงปวดหัวแน่ๆ
เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ การทำหนังสือให้น่าอ่านน่าสนใจ
อ่านได้ตั้งแต่มีออาชีพ ไปจนถึง เด็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความเห็นโดยเฉพาะ Akira และ neoclassic
การดำเนินทำ virtual magazine ในครั้งนี้มุ่งเป้า ว่าให้เกิดความตื่นตัวทางด้าน computer security
ให้คนไทยมีความไม่ประมาทในการ ใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ internet ต่างๆ
เป้าหมายผู้อ่าน มุ่งเป้าเพื่อให้ ครอบคลุมผู้อ่านที่เป็น ผู้อ่านทั่วๆไปเป็นหลัก ที่เป็นฐานปิรามิด เพื่อให้คนกลุ่มใหญ่ได้ เรียนรู้มากขึ้น
และต่อยอด เผยแพร่ความรู้กลับคืนมาสู่ต้นน้ำ
และแน่นอน นอกเหนือจากนั้นจะมีบทความสำหรับผู้อ่านระดับ กลาง และ ระดับสูง สอดแทรกเข้าไปด้วยเพื่อให้ นิตยาสารมีความเข้มข้นและ น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีสองด้าน เราเจตนาที่จะให้เนื้อหาที่เสนอ ออกไปนั้นคงคุณภาพความน่าสนใจไว้ ในขณะเดียวกันก็จะ
ไม่เป็นการยืนอาวุธให้กับโจร เป็นอันขาด ดังนั้นการนำเสนอหรือเผยแพร่บทความที่เป็นอันตรายสามารถผลิกแพลงการนำเสนอโดยให้สามารถ อ่านได้ความรู้จริงทำได้จริง ก็ต่อเมื่อผู้อ่านมีสนใจต่อยอดและค้นคว้าเพิ่มเติมเท่านั้น ซึ่งค่อนค้างเป็นไปได้ยากสำหรับผู้อ่านทั่วไป ที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นไป สร้างปัญหา จะทำได้อย่างมากก็เพียงได้รับความรู้ ในระดับ overview ตามแต่เหมาะสมเท่านั้น
จริงอยู่ คนที่ไม่ดีและมีความรู้ความพยายามสูงนั้นมีมาก ในจุดนี้เราทำได้สุดกำลังความรับผิดชอบของเราแล้ว ที่จะคัดกรองบทความและเน้นส่งเสริมจริยธรรมควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะลดผลกระทบกระเทือนต่อสังคมในให้มากที่สุด นอกเหนือจากนั้นก็คงต้องให้ผู้อ่านตระหนักถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น หากนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งก็ทราบดีอยู่แล้วว่า หากทำกรรมที่ไม่ดี ไม่วันใดวันหนึ่งผลกรรมนั้นก็ต้องกลับมาสนองกลับอยู่แล้ว ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นไปจากกฏของธรรมชาติข้อนี้ได้แน่นอน
นิตยสารของเราก็เปรียบเสมือน หนังสือสอนยิงปืน ที่เผยแพร่ความรู้ที่จะใช้ยิงปืนงานอย่างถูกต้องและปลอดภัยขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ผู้ยิงปืนนำความรู้ไปใช้ในทางที่ถูก หากผู้เรียนท่านใดนำไปใช้ในทางที่ผิดก็ย่อมได้รับดังที่กล่าวมาแล้วแน่นอน
และหากแม้นไม่มีนิตยสารของเรา ความรู้เหล่านี้ก็มีและหาได้จาก internet อยู่แล้ว พร้อมที่จะให้ใครก็ได้ นำมาใช้
ซึ่งก็หมายความว่าไม่ใช่เฉพาะคนไทยที่สามารถ เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ ทั่วโลกสามารถนำความรู้นี้มาใช้ได้เช่นกัน
กล่าวคือ ถึงแม้การเผยแพร่ความรู้ด้านนี้ ก็คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยก็ถูก hack จาก hacker ต่างๆทั่วโลก พรุ่นอย่างที่เป็นอยู่ อย่างทุกวันนี้อยู่แล้ว
ดังนั้น มันน่าจะดีกว่า หากคนไทย จะได้ตาสว่างและพร้อมที่จะปรับปรุง พฤติกรรมการใช้งาน หรือ ระบบให้ปลอดภัย มากกว่าที่จะตกเป็นเหยือไปเรื่อย หรือ เมินเฉยเช่นในอตีตที่มักมองว่าปัญหาด้าน security เป็นปัญหาไม่สำคัญตราบใดที่ระบบยังทำงานได้ รอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ ซึ่งตรงกับสุภาษิตไทยว่า "วัวหายล้อมคอก"
เชื่อมั่นว่าหากเจตนาการนำเสนอ เป็นไปด้วยเจตนาและความรับผิดชอบที่ดี โดยการคัดกรอกบทความที่รอบคอบ จะทำให้การนำเสนอเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ ตามเจตนารมณ์ที่เราตั้งไว้
ส่วน นิตยาสารจะได้รับการตอบรับดีมากน้อยเพียงใดก็คงจะขึ้นอยู่กับ ทุกท่านใน community นี้แล้ว
Before you guys decide on the name of this Magazine, please hear me out.
Name does make a lot of different. Hackazine got the highest vote at the moment, but to think of it, what kind of image we would get for the magazine with this name. Secondly, it has no uniqueness at all. As for "Security Focus", FYI, it's the same name with security mailing list. We are not trying to be a copy cat here guys, and shouldn't. Myself, I would vote for "root#", because this is the ultimate goal for any hacker. Hope you get the idea. It's simple, unique, got theme and has a real agenda behind the name. So i hope you all think about it before making any wrong step. Once you choose, you can't get back and change, just so you know. So think hard my fellow members. Peace out! :)
ผมขอเสนอชื่อว่า Hexerz Flow (Hex + Hack + Crack).
มันน่าจะครอบคลุม Hackers, Crackers ได้มากว่าชื่ออื่นๆนะในความคิดของผม.
ลองปรับดูได้ถ้ามันยาวเกินหรือไม่ทันสมัย...
ผมจะลองเล่า concept คร่าวๆของแต่ละคำให้ฟัง
คำว่า Hex ก็มาจากคำว่า Hexadecimal คือเลขฐาน 16 ที่เราๆท่านนั้นรู้จักกันดีมันเป็นพื้นฐานของเหล่า crackers, hackers จะต้องอยู่กับมันและเข้าใจ natural ของมันจะส่งผลให้เข้าใจคำว่า Flow มากขึ้นอย่างเช่น App Flow, Mind Flow, etc...
ส่วนคำว่า Flow นี้ผมให้มันแทนความหมายของ 'ความคิด'. Flow คือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะบอกเล่าหรืออธิบายให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับ Flow ของผู้เขียนเช่น วิธีการ hack หรือ crack อันนี้ผู้เขียนพยายามจะอธิบายขั้นตอนในแต่ละ step และเนื้อความที่อธิบายขั้นตอนของการ hack หรือ crack นั้นก็คือ Flow ของผู้เขียนที่อย่างน้อยก็ไหลอยู่ในสมองของผู้เขียน. ซึ่งผู้อ่านเมื่อได้อ่านแล้วอาจจะได้ Flow ไม่เหมือนกับของผู้เขียนแต่ output ของ Flow ของผู้อ่านเหมือนกับของผู้เขียนก็อาจเป็นไปได้. ส่วน Flow จะแบ่งออกไปได้หลายชนิดเช่น App Flow อันนี้โดยตรงกับ crackers แต่ก็ไม่น้อยไปกว่าทางของ hackers เลยคือคุณต้องรู้ 'การไหล' หรือ 'ความคิด' ของ Apps หรือ Scripts หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณต้องการจะ crack หรือ hack ผมคิดว่าคงไม่มีใครที่จะต้องการ patch หรือ exploit Apps โดยไม่รู้อะไรอย่างเช่นตำแหน่งของ code หรือ routine ของ Target นั้นเลย, ทำได้หรือ? และ Mind Flow อันนี้ก็โดยตรงกับ hackers เหมือนกันแต่ก็ใช้ได้ในบางสถานะการณ์ของ crackers, ในส่วนของ hackers ก็เช่น ถ้าคุณสามารถหยั่งความรู้, ความคิด, ความสามารถของ Admin แล้วคุณก็จะเข้าใจการทำงานของ Admin นั้นๆได้ไม่ยากเช่น Config, Behaviour, etc... และสามารถวิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบเขาได้ส่วนของ crackers นั้นน่าจะเป็นการใช้ algorithm หรือ method ในการป้องกันหรือ keygen routine โดยใช้หลักต่างๆอย่างเช่น สถิติและ computation method อื่นๆเข้ามาช่วยทำให้ใช้เวลาในการ crack น้อยลงหรือง่ายขึ้นได้...
สุดท้ายนี้ก็คงจะพูดรวมๆได้ว่า Hexerz Flow ก็คือหนังสือรวม Flow ของเหล่า crackers, hackers ดังที่กล่าวมาข้างบนและอยากจะถ่ายทอด Flow นั้นๆซึ่งอาจจะได้ขนาดและลักษณะของ Flow ไม่เหมือนกันและนั่นก็อาจจะหมายความว่าผู้ที่ได้อ่านอาจจะเอา Flow นี้นำไปใชในทางใดก็ได้ตามแต่เขาเหล่านั้นจะต้องการ...
(*หวังว่าคงจะมีใคร get สักคนนะเพราะขณะที่ผมเขียนเองผมยังมึนเลย*)
ขณะที่ผมเขียนผมรู้สึกดีกับคำว่า Hexerz Flow อย่างบอกไม่ถูก.
ถ้ากลุ่มเป้าหมายของท่านที่ท่านจะเจาะซึ่งเป็นบุคคลโดยทั่วไป
เราควรจะสื่อว่าสิ่งนี้"เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด"
เพราะคนส่วนใหญ่(ที่ไม่ค่อยจะชำนาญการด้านนี้)ได้ยินคำว่า Security นี่
"โห!! ไม่เอาล่ะ มันน่าจะยาก ปวดหัวตายเลย"(อาจจะเป็นความคิดแรกของคนที่มองผ่านๆ)
เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่อยู่แล้วครับว่า "ไม่มีใครอยากจะทำสิ่งที่ดูแล้วมันยากไปในครังแรกที่เห็น"
ยังไงก็ตามตรงไปเลยน่ะครับ แหะ!
"SecurEZY"(เฉพาะชื่อนะครับ ยังไม่นับการดีไซน์)
ยังไงก็เน้นที่ Ezy แหละครับ
:D
(มาช้าไปป่าวหว่า)
ปล.อย่ามองข้ามสโลแกนน่ะครับ ^^-
ผมโหวตให้ Hackazine ไปครับ เหตุผลผมว่าชื่อนี้มันดูจำง่ายดีนะครับ แต่ก็น่าจะมีประโยคที่บ่งบอกถึง citec ด้วยครับ จะได้จำง่ายดี
ผมโหวดให้ @Security ละกันครับเก๋ดี จะได้เป็นแบบศูนย์รวมข้อมูลทางด้านความปลอดภัยไปเลย โดยส่วนตัวนะครับ
แต่ดูจากสกอ แล้ว ท่าจะดันไม่ขึ้น เท่าไหร่นะเนี่ย
+1 Hackazine ยังไงซะ ตอนนี้ผมว่าคำว่า hacker ยังขายได้นะครับ คนทั่วไป ที่สนใจเรื่อง network security ก็เริ่มรู้จักจากเรื่อง hacker ที่เป็นกระแสของไทย ประมาณ 10 กว่าปีก่อน ขอยืนยันว่ายังไง ก็ต้องมีคำว่า Hack ในชื่อครับ เป็นจุดขาย