-
แนะนำให้ ปริ๊นเก็บไว้อ่าน(ยาว แสดดดดด) แล้ว แบ่งให้เพื่อนๆของคุณดู จะได้เข้าใจ
การก่อความไม่สงบในภาคใต้ของไทย
1. กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติปัตตานี
( The Barisan Nasional Pemberbasan Pattani/ BNPP หรือ Patani National Liberation Front)
ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2502 โดย Tengu Abdul Jalal หรือนายอดุลย์ ณ สายบุรี วัตถุประสงค์ของกลุ่มต้องการได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์จากประเทศไทย ไม่ยอมรับการปกครองตนเองหรือการเข้าไปรวมกับประเทศมาเลเซีย ขณะที่ยุทธศาสตร์ของกลุ่มเน้นการรบแบบกองโจร แต่ในปี พ.ศ. 2533 กลุ่มได้ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์หันไปสนับสนุน การต่อสู้ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทั่วโลก พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น Barisan Islam Perberbasan Pattani (BIPP) อย่างไรก็ตาม เมื่อปีพ.ศ.2532 กลุ่มได้ยุติความเคลื่อนไหวในประเทศไทยไปในระยะหนึ่งแล้วกลับมาเคลื่อนไหวใหม่เมื่อปี พ.ศ.2545 ภายหลังมีการประชุมแกนนำของกลุ่ม ที่บริเวณภาคเหนือของมาเลเซีย ทั้งนี้นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงเชื่อว่า BIPP มีส่วนร่วมในการโจมตีหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2545 แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2547หรือไม่
2.กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมาลายู (The Barisan Revolusi Nasional / BRN หรือ National Revolutionary Front)
ก่อตั้งเมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2503 ผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการมีจำนวนมากที่สำคัญได้แก่นายหะยีอามีน โต๊ะมีนา, เตงกูยาลาล์ นาเซร์/อดุลย์ ณ สายบุรี อุสตาซการิม/หะยีการิม ฮาซัน อดีตโต๊ะครูปอเนาะในพื้นที่ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส และนายอับดุลกายม ผู้บุกเบิกก่อตั้งกลุ่มดาวะห์ในประเทศไทย และได้ก่อตั้งหน่วนทหารขึ้นเมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2511 โดยใช้ชื่อว่า กองกำลังติดอาวุธปลดแอกปัตตานี หรือ Angkatan Bersenjata Revolusi Patani :ABRIP (เลียนแบบชื่อย่อของกองทัพ อินโดนีเซีย ซึ่งใช้คำว่า ABRI : Angkatan Bersenjata Republik Indonesia) อุดมการณ์เริ่มแรกของ BRN ยึดแนวความคิดในการปกครองแบบสังคมนิยม แต่ต่อมาหันมาชูอุดมการณ์ด้านศาสนา
อย่างไรก็ตามได้เกิดความแตกแยกภายในขึ้นหลายครั้งตั้งแต่ปีพ.ศ.2521 จนแตกเป็น 3 กลุ่มคือ BRN Congress ( สายกองกำลังติดอาวุธ) BRN ULAMA (สายศาสนา) และ BRN Coordinate (สายการเมืองและศาสนา) แต่ในปัจจุบันเชื่อว่าเหลือเพียงขบวนการเดียวและมีบทบาทมากที่สุดคือขบวนการ BRN Coordinate ซึ่งหลักการสำคัญของกลุ่มนี้คือ การยึดมั่นแนวคิดแบ่งแยกดินแดนไม่เจรจากับฝ่ายรัฐ และใช้วิธีการรุนแรงในการปฏิบัติการโดยไม่เลือกว่าเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิมที่ให้ความร่วมมือกับรัฐ
3.องค์กรปลดปล่อยรัฐปัตตานีหรือองค์การสหปัตตานีเสรี
(Pesatuan Pembebasan Patani Bersatu / PPPB หรือ Patani United Liberation Organization / PULO )
ก่อตั้งเมื่อ 22 มีนาคม พ.ศ.2511 เป็นองค์กรจัดตั้งที่มีรูปแบบสมบูรณ์ที่สุด ผู้ริเริ่มก่อตั้งคือ ตนกูบีรอ กอตอนีรอ และนายกาบีร์ อับดุลเราะห์มาน ทั้งนี้แม้ว่าได้เกิดความแตกแยกภายในหลายครั้งภายในกลุ่ม PULO ตั้งแต่ปีพ.ศ.2528 จนเกิดการแยกตัวออกเป็น PULO เก่า และ PULO ใหม่ แต่ล่าสุดมีรายงานยืนยันว่า ขบวนการดังกล่าวได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้วเมื่อมิถุนายน 2548 และปัจจุบัน PULO ได้เข้ารวมเป็นพันธมิตรกับแนวร่วมเพื่อเอกราชปัตตานีหรือเบอร์ซาตู (BERSATU)แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ของ PULO ในปัจจุบันเน้นงานด้านการเมืองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนกองกำลังของกลุ่มใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มีน้อยมาก และแทบไม่พบความเคลื่อนไหวในด้านการใช้กำลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านความยังคงจับตากลุ่ม PULO อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในกลางปี พ.ศ.2549 เป็นต้นมาเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวของกองกำลัง PULO อีกครั้งอย่างผิดสังเกต
4. ขบวนการมูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี (Therakan Mujahideen Islam Pattani/GMIP)
มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบหลายกลุ่ม เริ่มจากการก่อตั้งแน่วร่วมมูจาฮีดีนปัตตานี หรือ BBMP (Barisan Bersatu Mujahidin Patani ) ขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2528 โดยมีแนวคิดที่จะรวบรวมขบวนการต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อให้มีเอกภาพและความเข้มแข็งในการต่อสู้ และอยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกันคือการปลดแอกจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ร่วมก่อตั้งมีนายหะยีอามีน โต๊ะมีนา แกนนำของ BRN Coordinate หะยีอับดุลเราะห์มาน/โต๊ะครูพ่อมิ่ง (นักวิชาการทางศาสนา) ตนกูบีรอ กอตอนีรอ แกนนำ PULO นายแวหามะ แวยูโซ๊ะ แกนนำ BNPP/BIPP อุสตาซการิม บินฮาซัน แกนนำ BRN ULAMA และนายบือราเฮง กูทาย/บือราเฮงขนส่ง แกนนำ BNPP/BIPP
แต่ต่อมาเมื่อปี พ.ศ2529 เริ่มปรากฎการเคลื่อนไหวของอีกขบวนการหนึ่งชื่อ “ขบวนการมูจาฮีดีนปัตตานี” GMP (Gerakan Mujahideen Pattani) ซึ่งเชื่อว่าแยกตัวจากขบวนการ BIPP และ BBMP โดยมีแกนนำคนสำคัญประกอบด้วยนายวันอาหมัด วันยูซุฤ/แวหามะ แวยูโซ๊ะ อดีตสมาชิก BNPP/BIPP นายอาวัง/อาแว บินอับดุลเลาะห์ กาบีร์/อาแวยะบะ นายมูฮัมหมัด/มะ โดล์/อุสตาซมะ โดล์ นายแจ๊ะกูแม กู/อับบัส บินอาหมัด ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้เน้นงานด้านการเมืองอยู่ในมาเลเซีย บทบาทสำคัญของ GMP คือเป็นหนึ่งในแกนนำที่รวบรวมขบวนการต่างๆ ก่อตั้งเป็นขบวนการร่วมเพื่อเอกราชปัตตานีหรือเบอร์ซาตู (BERSATU) เมื่อปี พ.ศ.2532 (ยกเว้น BRN Coordinate ที่ไม่ได้เข้าร่วมขบวนการ แต่ก็อยู่ในฐานะที่เป็นพันธมิตร)
5. กลุ่มแนวร่วมเพื่อเอกราชปัตตานี ( The United Front for the Independence of Pattani / BERSATU)
ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 31 สิงหาคม พ.ศ.2532 โดยความเห็นชอบร่วมกันของแกนนำกลุ่ม BIPP BRN GMP และ PULO โดยมีจุดมุ่งหมายจะรวมขบวนการต่อสู้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งในระยะเริ่มต้น แกนนำของทั้ง 4 กลุ่ม ตกลงให้จัดตั้ง “องค์การร่วม” หรือ “องค์การปายง” หรือ Umbrella Organization ขึ้นเพื่อความเป็นเอกภาพและให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันต่อสู้เพื่อปลดแอกปัตตานี ใช้หลักการต่อสู้เพื่อศาสนา (ญีฮาด) ด้วยกำลังติดอาวุธ ต่อต้านหลักการและนโยบายต่างๆของรัฐบาลไทย เรียกร้องให้ประเทศอิสลามทั้งหลายสนับสนุนการต่อสู้ แต่ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2534 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แนวร่วมเพื่อเอกราชปัตตานี” หรือ BERSATU โดยปัจจุบันมี ดร.วัน กาเดร์ เจ๊ะมาน เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ตามข้อเท็จจริงที่หน่วยงานด้านความมั่นคงรบทราบ BERSATU ไม่มีอำนาจสั่งการกลุ่มต่างๆที่เป็นสมาชิกเพียงแต่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายหรือแนวทางการปฏิบัติกว้างๆเพื่อให้การดำเนินงานของแต่ละกลุ่มเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนกลุ่มสมาชิกยังคงมีการเคลื่อนไหวเป็นเอกเทศแต่มีการประสานความร่วมมือกันมากขึ้นเท่านั้น
6. กลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี ( Pemuda Merdeka Pattani/PMP )
ก่อตั้งโดยขบวนการ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงคุณวิฒิทางศาสนา (Ulama) และได้พัฒนาการต่อสู้ในมิติใหม่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2535โดยการฝึกอบรมเยาวชนทหารตามโครงการและจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธทั้งภายในและภาย นอกโรงเรียน ด้วยการปลุกกระแสการต่อสู้ในแนวทางญีฮาด (Jihad) หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเตรียมการทำสงครามประชาชนกรือการรบแบบกองโจรการดำเนินงานจะแฝงกิจกรรมอยู่ในตาดีกาและในปอเนาะ ตลอดจนในสถาบันการศึกษษของรัฐบาลบางแห่ง รวมทั้งบริเวณมัสยิดประจำหมู่บ้าน โดยได้ปฏิบัติการทางทหารที่สำคัญหลายครั้งในลักษณะการปล้นอาวุธ ลอบยิง/สังหารเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 และเชื่อว่ากลุ่มดังกล่าว มีการเชื่อมโยงและแสวงหาแนวร่วมกับกลุ่มอื่นๆ เช่น PULO BRN Congress และ GMIP เป็นต้น
7. สภาอูลามาปัตตานีดารุสลาม (Ulama Patani Daruslam)
เป็นกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาหรือปราชญ์มุสลิม (อูลามาอ์) ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่จบการศึกษาด้านการศาสนาในระดับสูงมาจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและอินโดนีเซีย แล้วกลับมาทำงานเป็นครูสอนศาสนา โต๊ะครู อิหม่าม และเจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม/ปอเนาะ แต่ละคนมีลูกศิษย์มากมาย และเป็นที่ศรัทธาเคารพของประชาชนมุสลิม จึงเป็นตัวแปรหลักของสถานการณ์ในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะเป็นผู้ชี้นำและกำหนดทิศทางการต่อสู้ของมุสลิมได้โดยตรง ผู้ที่เป็นแกนหลักสำคัญในการจัดตั้งกลุ่ม Ulama คนแรกก็คือ หะยีสุหลง อัล-ฟาตอนี หรือนายสุหลง บิน อับดุลกอเดร์ ซึ่งได้เดินทางไปศึกษาด้านการศาสนาที่เมืองเมกกะ ซาอุดิอาระเบีย นานถึง 20 ปี ภายหลังเดินทางกลับปัตตานี เมื่อปีพ.ศ.2470ได้นำแนวความคิดมาวางรากฐานในการเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาจากระบบปอเนาะมาเป็น ระบบโรงเรียน โดยในปี พ.ศ.2476 ได้เปิดอาคารเรียนชื่อ “Madrasah Al Maarif Al Wataniah Fatani” ซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนมาหะอัดดารุลมาฮาเรฟ อยู่ที่เดียวกับสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี และนับเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งแรกในปัตตานีและในประเทศไทย
ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมากลุ่ม Ulama มีบทบาทในทางเปิดลดลงไปมากจนกระทั่งเมื่อ 24 มกราคม พ.ศ.2545 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกันก่อตั้งสภาอูลามาปัตตานีดารุสลาม ตั้งอยู่ที่โรงเรียนมูลนิธิสมบูรณ์ศาสน์ดาลอ หรือปอเนาะดาลอ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี สมาชิกประกอบด้วยผู้นำศาสนา โต๊ะครู นักวิชาการอิสลามในพื้นที่จำนวน 29 คน โดยคัดเลือกจากผู้นำศาสนา ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (อิหม่าม โต๊ะครู โต๊ะบิหลั่น หรือผู้จบด้านการศาสนาชั้นสูง) และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
8. สมาคมนิสิตนักศึกษาชาวไทยมุสลิมในอินโดนีเซีย ( Persatuan Mahasiswa Papani [Selatan Thailand] Indonesia/PMIPTL)
ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ 2511 โดยกลุ่มนิสิตนักศึกษาใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สำเร็จการศึกษาด้านการศาสนาจากประเทศอินโดนีเซีย เพื่อประสานงานด้านการศึกษาและดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่ภายหลังแกนนำของกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN ได้แทรกซึมเข้าไปและบิดเบือนเป้าหมายขององค์กรให้หันมาดำเนินกิจกรรมการปลุกระดม การฝึกอบรมด้านการทหาร และเชื่อมโยงกับองค์กรต่อสู้ทางศาสนาในต่างประเทศหลายองค์กร เพื่อความมุ่งหมายในการต่อสู้แบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้จนถึงปัจจุบันสมาคมดังกล่าวมีสมาชิกไม่ต่ำว่า 3,000 คน ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะครู อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ครูสอนศาสนา (อุสตาซ) กรรมการอิสลามระดับจังหวัดรวมทั้งบางส่วนเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบด้วย หรือเป็นทายาทของสมาชิกหรือแนวร่วมกลุ่มก่อวามไม่สงบที่บาดเจ็บหรือสูญเสียจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ และเนื่องจากประเทศอินโดนีเซียการต่อสู้ของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง เช่น ขบวนการเจมาอะห์อิสลามมิยะห์ (JI) และขบวนการอาเจะห์เสรี (GAM) จึงเอื้ออำนวยให้สมาคมดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องตลอดมาในลักษณะการฝึกร่วม หรือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน PMIPTI ในปัจจุบันจึงมีสถานะเป็นหนี่งในองค์กรแนวร่วมขององค์กรกู้ชาติปัตตานี
9. ขบวนการเยาวชนแห่งชาติปัตตานี (Patani National Youth Movement/PANYOM หรือ Gerakan Pemuda Kebangsaan Patani)
เป็นกลุ่มที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเชื่อว่าก่อตั้งมานานแล้ว เพียงไม่ได้ดำเนินงานอย่างเปิดเผยหรือมีชื่อเสียงมากนัก จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2540 เริ่มปรากฏการเคลื่อไหวครั้งแรก โดยการทิ้งจดหมายข่มขู่กรรโชกทรัพย์ที่จังหวัดปัตตานี และได้เงียบหายไประยะหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อ 19 ธันวาคม พ.ศ.2541 ได้ปรากฏการเคลื่อนไหวอีกครั้ง ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตมีเนื้อหาปลุกระดมมวลชนโฆษณาชวนเชื่อโดยใช้ประเด็นด้านศาสนา เชื้อชาติ ประเพณี วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ปัตตานี ในอดีตมาเป็นสิ่งปลุกเร้าให้ชาวไทยมุสลิมลุกขึ้นมาต่อสู้รัฐบาลไทยรวมทั้งเผยแพร่ข่าวสารการต่อสู้ของกลุ่มก่อ การร้ายขบวนการต่างๆซึ่งนับเป็นการพัฒนาบทบาทของกลุ่มไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
10. สภาองค์กรนำ (Dewan Pimpinan Parti/DPP)
เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และตัดสินใจ รวมทั้งเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์/แผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน หรืออาจกล่าวให้ชัด DPP มีสถานภาพเสมือนส่วนมันสมองหรือรัฐบาลของกลุ่มก่อความไม่สงบนั่นเอง โดยโครงสร้างการจัดองค์กรมีลดหลั่นกันลงไป ตั้งแต่ระดับเขต/จังหวัดถึงระดับหมู่บ้าน มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิก/แนวร่วม การปฏิบัติทางยุทธวิธีของสมาชิก/แนวร่วม อีกทั้งมีการจัดแบ่งหน้าที่ในองค์กรย่อยอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการปฏิบัติการจิตวิทยา/โฆษณาชวนเชื่อ ด้านศาสนา ด้านเศรษฐกิจ และด้านการทหาร (การใช้กำลังปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ) โดยมีเป้าหมายสูงสุดเมื่อการปฏิวัติตามขั้นตอนดังกล่าวสำเร็จจะสถาปนารัฐปัตตานีขึ้นใหม่ โดยมีอาณาเขตครอบคลุม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และบางส่วนของจังหวัดสงขลา และสตูล โดยมีการจัดโครงสร้างดังต่อไปนี้
10.1 โครงสร้างของรัฐปัตตานีที่จะสถาปนาขึ้นใหม่
จากข้อมูลจะพบว่าองค์กรมีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 เขตได้แก่
1) เขตปัตตานีอูตารา (ปัตตานีตะวันออก) ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนราธิวาสและบาง่สวนของจังหวัดปัตตานี โดยใช้แม่น้ำสายบุรีเป็นเส้นแบ่งเขต ตั้งแต่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ไปถึงอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส
2) เขตปัตตานีตือเงาะ (ปัตตานีกลาง) ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และบางส่วนของจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดสงขลา ตามแนวภูมิประเทศตั้งแต่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลาไปถึงอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา
3) เขตปัตตานียาโต๊ะ (ปัตตานีตะวันตก) ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเทพา อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอนาทวี อำเภอสะเดา อำเภอควนโดนและอำเภอเมือง จังหวัดสตูล
10.2 โครงสร้างระดับบริหาร (ส่วนกลาง)
มีประธานและรองประธาน DPP เป็นผู้นำ และมีฝ่ายที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องหลักๆอีก 7 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายต่างประเทศ ฝ่ายทหาร (งานด้านกำลังรบ) ฝ่ายเยาวชน (งานด้านกำลังพล) ฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยา/ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายศาสนา (อูลามา) ฝ่ายเศรษฐกิจ และฝ่ายเขต/พื้นที่ (ดูแลงานด้านการปกครองท้องที่) ซึ่งมีลักษณะคล้ายงานปกครองของกระทรวงมหาดไทย
10.3โครงสร้างในระดับเขต/จังหวัดไปจนถึงระดับกลุ่ม/หมู่บ้าน
(การปกครองส่วนท้องถิ่น)
มีการจัดโครงสร้างเลียนแบบระดับบริหาร โดยระดับเขตประกอบด้วย
1. ฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยา ทำหน้าที่ปลุกระดมโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่างๆผู้ที่ทำหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นอุสตาซ (ครูสอนศาสนา) ที่สอนอยู่ตามสถานการศึกษา/ปอเนาะ/ตาดีกา
2. ฝ่านศาสนา ทำหน้าที่สร้างความเชื่อถือและศรัทธา โดยนำหลักการทางศาสนาอิสลามมาบิดเบือนรวมถึงการสร้างความเชื่อทางไสยศาสตร์ และการสาบานตน ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้นำศาสนา
3. ฝ่านเหรัญญิก ทำหน้าที่ด้านการเงิน ทั้งการหารายได้ และจัดทำรายการรายรับและรายจ่าย โดยมีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิก/แนวร่วม เป็นรายวันหรือรายเดือนบ้างและจัดตั้งกลุ่มอาชีพหรือสหกรณ์ของกลุ่มเพื่อบังหน้า
4. ฝ่ายเลขานุการ ทำหน้าที่ด้านงานธุรการ การจัดหาสมาชิก/แนวร่วม และประสานงานด้านการปลุกระดม การฝึก ในฝ่ายนี้ยังมีผู้มีความรู้หรือผู้อาวุโสซึ่งเป็นที่เคารพยำเกรงมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้มีอิทธิพลจากธุรกิจผิดกฏหมาย
10.4 ที่ตั้งและพื้นที่อิทธิพลหรือพื้นที่เคลื่อนไหวของก่อความไม่สงบ
จากการวิเคราะห์เอกสารที่ทางการได้มานั้น พอจะพิสูจน์ทราบที่ตั้งและพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบได้ดังนี้
10.4.1 ระดับบริหาร (โครงสร้างส่วนบทของ DPP) น่าจะอยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี พื้นที่หนึ่ง ระหว่างเมือง อำเภอยะหริ่ง หรืออำเภอหนองจิก
10.4.2 ระดับเขตหรือจังหวัด คาดว่า
1)ปัตตานีอูตารา (ปัตตานีตะวันออก) น่าจะอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งระหว่างอำเภอเมือง อำเภอเจาะไอร้อง หรืออำเภอระแงะ
2)ปัตตานีตือเงาะ (ปัตตานีกลาง) น่าจะอยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งระหว่างอำเภอยะรัง หรืออำเภอมายอ
3) เขตปัตตานียาโต๊ะ (ปัตตานีตะวันตก) น่าจะอยู่ในพื้นที่จังหวัดยะลาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ระหว่างอำเภอเมือง อำเภอบันนังสะตา หรืออำเภอยะหา
จุดประสงค์ของกลุ่มพวกนี้คือแบ่งแยกดินแดน ชึ่งตอนนี้หน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วย ก็ออกมายืนยันแล้วว่าจุดประสงค์คือการแบ่งแยกดินแดน โดยจะจัดตังเป็นรัฐ ปัตตานีดาลุซาลาม โดยเป็นรัฐอิสลามแบบเต็มรูปแบบ ที่ไม่ให้คนต่างศาสนาสามารถอยุ่ได้ ไม่ไห้คนต่างเชื่อชาติอยู่ได้
-
จะได้เข้าใจนี่หมายความว่ายังไงหรอครับ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นของประเทศไทย ไม่มีทางที่จะแบ่งแยกได้
แต่ก็อย่างว่า ปัญหานี้มันอยู่ไกล เลยไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าที่ควรละมั๊ง ลองปัญหานี้เกิดที่ กทม ซิ แปปเดียวก็แก้ไขได้ละ เฮ้อ
-
เออครับยาวจริงๆนั้นแหละแต่ปัญหานี้เปงปัญหาที่แก้ยากเพราะถ้าคนไทยไม่สามัคคีกันก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้
อีกอย่างปัญหานี้เปงมานานแล้วด้วยหลายคนจะบอกว่าเปงตอนประมาณยุดทักสินขึ้นเปงนายยกแต่ปัญหานี้
เปงตั้งแต่ท่านชวนเปงนายยกแนะ ขอบคุงครับthk
-
ขอแสดงความคิดเห้นหน่อยนะครับ : ผมว่าไม่ว่าจะมีประวัตืความเป็นมายังไงก็ตาม แต่การก่อการร้ายหรือสิ่งต่างๆที่คนเหล่านี้ได้กระทำลงไป ผมเห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง การแบ่งแยกนั้นเกิดจากคนแค่คนเดียวที่เกิดความมักใหญ่ใฝ่สูง ละโมบโลภมาก และเห็นแก่ประโยชน์และอำนาจส่วนตัวและนำความเดือดร้อนมาให้คนหมู่มากซึ่งในที่นี้คือคนไทยทั้งประเทศ โดยมีข้ออ้างว่าทำเพื่อการประกาศอิสรภาพโดยแท้จริงแล้วใช้ศาสนา และ คำพูดโน้มน้าวให้คนหลงเชื่อ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว คนไทยรวมกันมายาวนานหลายร้อยปี ซึ่งรวมถึงจังหวัดที่มีปัญหานี้ด้วย แล้วทำไมภึงอยากจะแบ่งแยกซะหละครับ การแบ่งแยกทำไปแล้วประชาชนในปัตตานีได้รับประโยชน์อะไรหรือครับ? ดีกว่าการอยู่ในประเทศไทยตรงไหนหรือ นอกเสียจากกลับไปสู่ระบบการปกครองแบบเผด็จการเต็มรูปแบบเหมือนในประเทศตะวันออกกลางเมื่อก่อน ถ้าเช่นนั้นการเรียกร้องประชาธิปไตยที่คนทั้งประเทศรวมทั้ง คนในปัตตานี ทำไปนั้นทำไปเพื่ออะไรครับ? หรือทำไปเพื่อให้มันล่มสลายไปเพียงเพราะความบ้าอำนาจของคนเพียงคนเดียว? เพื่อยอมเป็นเครื่องมือให้ คนบ้าอำนาจคนนั้นบงการหรือครับ?
สุดท้ายนี้ ขอแสดงความคิดเห็นสุดท้าย : ไม่ว่าใครไม่ว่าศาสนาใดแต่เราทุกคนนั้น เกิดใต้ร่มพระบารมีขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เดียวกัน เกิดใต้ร่มธงโตรรงค์เดียวกัน เกิดในดินแดงที่เรียกว่าสยามประเทศ(ประเทศไทย) เหมือนกัน แล้วทำไมเราถึงไม่มาสามัคคีกันเพื่อสนองและทดแทนคุณแผ่นดิน ทดแทนคุณ พระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของเราหละครับ? ต่างประเทศจ้องแข่งขันกับเรามากมายหลายประเทศไม่ว่าทางเศรฐกืข ,เทคโนโลยี ,หรือพูดได้ว่าทุกๆด้าน ประเทศที่เราเคยเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดจนตอนนี้เขาพัฒนาตัวจนเหนือกว่าเราแล้วมีมากมาย เพราะอะไรครับ? เพราะพวกเขาสามัคคีกันเองในชาติช่วยกันต่อสู้กับประเทศอื่นๆเพื่อให้ชาติที่เขารักนั้นเหนือกว่าประเทศอื่นๆ แล้วเราจะมาแก่งแย่งชิงดีกันเองเพื่ออะไรกันครับ...
PS: แล้วคุณจะยอมเป็นเครื่องมือของคนๆเดียวที่บ้าอำนาจแล้วให้เขาใช้ไปเพื่ออะไร?
-
ไหนๆก็มาเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้แล้ว ลองมาอ่านเรื่องนี้ดูครับ
ลับเฉพาะ กะเทาะเปลือก ไฟใต้ ใครบงการ ? ความจริงที่เรายังไม่รู้
หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ไว้ เข้าใจว่ามีประสงค์จะเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจให้แก่เรา พี่น้อง
ชาวไทยทั้งหลายให้รู้เรื่องกันไว้ มันจะเป็นหนังสือประวัติศาตร์ของชาติไทยต่อไปถึงอนุชนรุ่นหลังๆ ถ้าท่านหา
อ่านได้ก็จะดี ISBN 978-974-344-455-5 แต่กลัวว่าจะถูกเก็บเสียเพื่อปิดหูปิดตาคนไทยอย่างที่เรารู้ๆกัน
เมื่อมีผู้กล้าหาญรักชาติยิ่งกว่าชีวิตความปลอดภัยของตัวท่านเอง เราควรจะยกย่องคนทำความดีมิใช่หรือ? ไม่
ว่าเหตุการณ์จะเป็นไปอย่างไรในอนาคต เราควรถือสุภาษิตที่สั้นแต่มีความหมายมาก นั่นคือ "ผิดเป็นครู"
ยาวมาก ลองอ่านดูครับ เพื่อเก็บเอาไว้เป็นแง่คิดอีกมุมหนึ่ง
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K...2/K5537452.html