mirujang
21-07-2007, 04:18 PM
เห็นว่าไม่เหมาะสมก็ลบได้นะครับ ขออภัยล่วงหน้าครับ
พระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ
พระรัชทายาทผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีเจ้าฟ้าพระราชอนุชาอันประสูติร่วมพระบรมราชชนนีเดียวกันอีก ๔ พระองค์
อันดับแรกคือ
๑ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสำเร็จการศึกษานายร้อยทหารบกจากประเทศรัสเซีย
๒ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงศึกษาจากประเทศอังกฤษ
๓ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ทรงสำเร็จ Bachelor of Arts จาก Cambridge ๊University
๔ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมาธิราช ทรงศึกษาวิชาทหารบกจากประเทศอังกฤษ
ทั้งนี้ไม่รวมพระเชษฐาและพระอนุชาที่ประสูติจากพระมเหสีเทวีพระองค์อื่นในรัชกาลที่ ๕ อีกหลายพระองค์
ในเมื่อทรงเป็นพระอนุชาพระองค์ท้ายที่สุด จึงไม่มีผู้ใดคิดว่าจะเสด็จขึ้นครองราชย์ รวมทั้งพระองค์เองด้วย
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเห็นความสามารถในการศึกษาพระธรรมวินัยได้ดี จึงทรงชักชวนให้อยู่ในสมณเพศตลอดไป แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เพราะทรงมีพระสุขภาพพลานามัยไม่แข็งแรงนัก
ใน ๑๕ ปีของรัชสมัย (๒๔๕๓-๒๔๖๘) เกิดเหตุน่าเศร้าสลดอย่างไม่นึกฝันหลายครั้ง
พระราชอนุชา ๓ พระองค์ สิ้นพระชนม์ตามๆกันไปทั้งที่พระชนมายุยังไม่มากด้วยกันทั้งนั้น อย่างเช่นเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯ สิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๓ พระชนม์เพียง ๓๗ พรรษา
ต่อมาอีก ๓ ปี เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ฯ ก็สิ้นพระชนม์ พระชันษาเพียง ๓๒ ปี
ปีต่อมา ๒๔๖๗ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาฯ ก็ประชวรสิ้นพระชนม์ไปอีกพระองค์หนึ่ง พระชนม์แค่ ๓๕ พรรษา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระราชโอรส มีแต่พระราชธิดาซึ่งประสูติก่อนหน้าวันสวรรคตเพียงวันเดียว คือสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ
ในพระราชหัตถเลขานิติกรรม ทรงระบุไว้ว่า หากทรงมีพระราชโอรสก็ขอให้ได้สืบราชสมบัติต่อไป โดยให้เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าไม่มีพระราชโอรส ก็มีพระราชประสงค์ให้เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯทรงสืบสันตติวงศ์
ในตอนแรก เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ทรงปฏิเสธตำแหน่งนี้ ว่าไม่เคยแก่ราชการเพียงพอ เจ้านายพระองค์อื่นที่อาวุโสพอจะรับราชสมบัติได้ก็ยังมี แต่ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ ถวายราชสมบัติ
โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นพระโอรสอันประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงรับรองแข็งแรงว่าจะภวายความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ
จึงทรงยินยอมรับเชิญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์พิเศษ ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา
ไม่มีหนังสือเล่มนั้น ไม่งั้นจะลอกมาให้อ่านกัน
ในรัชสมัยสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีกฎหมายพระราชบัญญัติสำคัญอยู่ฉบับหนึ่ง ที่พลิกผันโครงสร้างครอบครัวของไทย แต่โบราณ คือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. ๒๔๗๓
สังคมไทยโบราณ เป็นแบบ polygamy คือมีคู่สมรสได้พร้อมๆกันหลายคน (นับเฉพาะฝ่ายชาย) เมียหลวงเมียน้อย นับเป็นเมียถูกต้องตามกฎหมาย
กฎหมายตราสามดวงในรัชกาลที่ ๑ อิงหลักการจากสมัยอยุธยารับรองเมียน้อยว่ามีศักดินากึ่งหนึ่งของเมียหลวง แปลว่าถูกต้องตามกฎหมายทุกคน
ธรรมเนียมครอบครัวแบบนี้ฝังรากกันมาหลายร้อยปี จะเปลี่ยนให้เป็นผัวเดียวเมียเดียว ไม่ใช่เรื่องง่าย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงริเริ่มแบบละมุนละม่อม ให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่าทะเบียนรับรองบุตร เพื่อปลูกฝังค่านิยมแบบใหม่ แทนธรรมเนียมดั้งเดิม
จนกระทั่งมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ว่าด้วยครอบครัว ยอมรับหลักการเรื่องการมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียว ใช้ถือมาถึงปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระองค์แรก และพระองค์เดียว
ที่มีพระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียว ไม่มีเจ้าจอมพระสนมใดๆทั้งสิ้น
เจ้านายสำคัญในรัชกาลที่ ๖ พระองค์หนึ่งคือเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีพระชนม์มากกว่าเจ้าฟ้าประชาธิปก
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต
เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตเพิ่งเสด็จกลับจากสิงคโปร์ ทรงจับไข้ในเรือมาตลอดทาง แต่ก็เสด็จมาเข้าร่วมประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี
เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของเจ้าฟ้าประชาธิปก ทรงกอดพระศอและจับพระกรพระราชอนุชา ดำเนินกลับไปกลับมาหลายเที่ยว เพื่อทำความเข้าพระทัย รับสั่งว่า
"ทูลกระหม่อมเอียดน้อย เธอทำได้ รับเถิดแล้วฉันจะช่วยทุกอย่าง"
เมื่อเจ้าฟ้าประชาธิปกทรงยอมรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ในที่สุด เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์กทรุดพระองค์ลงกราบ เช่นเดียวกับพระบรมวงศานุวงศ์
ต่อจากนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับลงบนพระเก้าอี้ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯก็ถวายบังคมอีก ๓ ครั้ง กราบบังคมทูลว่า
" จะทรงใช้สอยในราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะสนองพระเดชพระคุณในราชการสิ่งนั้นทุกอย่าง แต่ขอพระราชทานเลิกคิดว่าจะเป็น 'ขบถ' เสียที เพราะได้รับหน้าที่นี้มา ๑๕ ปีแล้ว เบื่อเต็มที"
พระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล มีพระราชดำรัสว่าอนุญาตให้เลิกได้
ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีข่าวลือมาตลอดรัชกาลที่ ๖ ว่า เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ จะก่อการขบถ ทั้งที่ไม่เคยมีเหตุการณ์ขึ้นมาจริงๆสักครั้ง
พระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงรับราชการมาด้วยดีตลอดจนถึงพ.ศ. ๒๔๗๕
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ต้องเสด็จออกไปประทับที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย
จนสิ้นพระชนม์ ไม่ได้เสด็จกลับมาประเทศไทยอีกเลย
เคดิตจาก http://www.vcharkarn.com/include/article/s...cle.php?Aid=359 (http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=359)
พระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ
พระรัชทายาทผู้ปฏิเสธราชบัลลังก์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีเจ้าฟ้าพระราชอนุชาอันประสูติร่วมพระบรมราชชนนีเดียวกันอีก ๔ พระองค์
อันดับแรกคือ
๑ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสำเร็จการศึกษานายร้อยทหารบกจากประเทศรัสเซีย
๒ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงศึกษาจากประเทศอังกฤษ
๓ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ทรงสำเร็จ Bachelor of Arts จาก Cambridge ๊University
๔ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมาธิราช ทรงศึกษาวิชาทหารบกจากประเทศอังกฤษ
ทั้งนี้ไม่รวมพระเชษฐาและพระอนุชาที่ประสูติจากพระมเหสีเทวีพระองค์อื่นในรัชกาลที่ ๕ อีกหลายพระองค์
ในเมื่อทรงเป็นพระอนุชาพระองค์ท้ายที่สุด จึงไม่มีผู้ใดคิดว่าจะเสด็จขึ้นครองราชย์ รวมทั้งพระองค์เองด้วย
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเห็นความสามารถในการศึกษาพระธรรมวินัยได้ดี จึงทรงชักชวนให้อยู่ในสมณเพศตลอดไป แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เพราะทรงมีพระสุขภาพพลานามัยไม่แข็งแรงนัก
ใน ๑๕ ปีของรัชสมัย (๒๔๕๓-๒๔๖๘) เกิดเหตุน่าเศร้าสลดอย่างไม่นึกฝันหลายครั้ง
พระราชอนุชา ๓ พระองค์ สิ้นพระชนม์ตามๆกันไปทั้งที่พระชนมายุยังไม่มากด้วยกันทั้งนั้น อย่างเช่นเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกฯ สิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๓ พระชนม์เพียง ๓๗ พรรษา
ต่อมาอีก ๓ ปี เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์ฯ ก็สิ้นพระชนม์ พระชันษาเพียง ๓๒ ปี
ปีต่อมา ๒๔๖๗ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาฯ ก็ประชวรสิ้นพระชนม์ไปอีกพระองค์หนึ่ง พระชนม์แค่ ๓๕ พรรษา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระราชโอรส มีแต่พระราชธิดาซึ่งประสูติก่อนหน้าวันสวรรคตเพียงวันเดียว คือสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ
ในพระราชหัตถเลขานิติกรรม ทรงระบุไว้ว่า หากทรงมีพระราชโอรสก็ขอให้ได้สืบราชสมบัติต่อไป โดยให้เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าไม่มีพระราชโอรส ก็มีพระราชประสงค์ให้เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯทรงสืบสันตติวงศ์
ในตอนแรก เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ทรงปฏิเสธตำแหน่งนี้ ว่าไม่เคยแก่ราชการเพียงพอ เจ้านายพระองค์อื่นที่อาวุโสพอจะรับราชสมบัติได้ก็ยังมี แต่ที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ ถวายราชสมบัติ
โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นพระโอรสอันประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงรับรองแข็งแรงว่าจะภวายความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ
จึงทรงยินยอมรับเชิญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์พิเศษ ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา
ไม่มีหนังสือเล่มนั้น ไม่งั้นจะลอกมาให้อ่านกัน
ในรัชสมัยสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีกฎหมายพระราชบัญญัติสำคัญอยู่ฉบับหนึ่ง ที่พลิกผันโครงสร้างครอบครัวของไทย แต่โบราณ คือพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. ๒๔๗๓
สังคมไทยโบราณ เป็นแบบ polygamy คือมีคู่สมรสได้พร้อมๆกันหลายคน (นับเฉพาะฝ่ายชาย) เมียหลวงเมียน้อย นับเป็นเมียถูกต้องตามกฎหมาย
กฎหมายตราสามดวงในรัชกาลที่ ๑ อิงหลักการจากสมัยอยุธยารับรองเมียน้อยว่ามีศักดินากึ่งหนึ่งของเมียหลวง แปลว่าถูกต้องตามกฎหมายทุกคน
ธรรมเนียมครอบครัวแบบนี้ฝังรากกันมาหลายร้อยปี จะเปลี่ยนให้เป็นผัวเดียวเมียเดียว ไม่ใช่เรื่องง่าย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงริเริ่มแบบละมุนละม่อม ให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่าทะเบียนรับรองบุตร เพื่อปลูกฝังค่านิยมแบบใหม่ แทนธรรมเนียมดั้งเดิม
จนกระทั่งมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ว่าด้วยครอบครัว ยอมรับหลักการเรื่องการมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียว ใช้ถือมาถึงปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระองค์แรก และพระองค์เดียว
ที่มีพระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียว ไม่มีเจ้าจอมพระสนมใดๆทั้งสิ้น
เจ้านายสำคัญในรัชกาลที่ ๖ พระองค์หนึ่งคือเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงมีพระชนม์มากกว่าเจ้าฟ้าประชาธิปก
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต
เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตเพิ่งเสด็จกลับจากสิงคโปร์ ทรงจับไข้ในเรือมาตลอดทาง แต่ก็เสด็จมาเข้าร่วมประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี
เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของเจ้าฟ้าประชาธิปก ทรงกอดพระศอและจับพระกรพระราชอนุชา ดำเนินกลับไปกลับมาหลายเที่ยว เพื่อทำความเข้าพระทัย รับสั่งว่า
"ทูลกระหม่อมเอียดน้อย เธอทำได้ รับเถิดแล้วฉันจะช่วยทุกอย่าง"
เมื่อเจ้าฟ้าประชาธิปกทรงยอมรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ในที่สุด เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์กทรุดพระองค์ลงกราบ เช่นเดียวกับพระบรมวงศานุวงศ์
ต่อจากนั้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับลงบนพระเก้าอี้ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯก็ถวายบังคมอีก ๓ ครั้ง กราบบังคมทูลว่า
" จะทรงใช้สอยในราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะสนองพระเดชพระคุณในราชการสิ่งนั้นทุกอย่าง แต่ขอพระราชทานเลิกคิดว่าจะเป็น 'ขบถ' เสียที เพราะได้รับหน้าที่นี้มา ๑๕ ปีแล้ว เบื่อเต็มที"
พระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล มีพระราชดำรัสว่าอนุญาตให้เลิกได้
ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีข่าวลือมาตลอดรัชกาลที่ ๖ ว่า เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ จะก่อการขบถ ทั้งที่ไม่เคยมีเหตุการณ์ขึ้นมาจริงๆสักครั้ง
พระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงรับราชการมาด้วยดีตลอดจนถึงพ.ศ. ๒๔๗๕
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ต้องเสด็จออกไปประทับที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย
จนสิ้นพระชนม์ ไม่ได้เสด็จกลับมาประเทศไทยอีกเลย
เคดิตจาก http://www.vcharkarn.com/include/article/s...cle.php?Aid=359 (http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=359)