PDA

View Full Version : Cyberwar สงครามจารกรรม และ สงครามโลก ระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย



asylu3
11-06-2010, 01:53 PM
Cyberwar สงครามจารกรรม และ สงครามโลก ระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fwww.oknation.net%2Fblog%2FtalkwithMetha%2F2008%2F08%2F20%2Fentry-1)


หมายเหตุ : ตอนผมยังอยู่อเมริกา เปิด CNN เวลาไหนก็เจอแต่ข่าวสงครามรัสเซียกับจอร์เจีย และข้อวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อนของทางการสหรัฐต่อสงครามดังกล่าว กำลังสนใจว่านั่นเป็นเพียงแค่สนามแสดงศักยภาพทาง "อาวุธ" เพื่อเสนอแก่ผู้ซื้อหรือเปล่า (คิดไปโน่น) มาเจองานเขียนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้พอดี ข้อเขียนนี้เขียนโดยคุณเช กูวารา(นามแฝง) หนึ่งในสามสหายจาก http://biolawcom.de (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fbiolawcom.de%2F) "แตกต่างหลากหลายแต่สายใยเดียวกัน", ซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่อยู่เยอรมัน และรังสรรค์ Website ที่มีคุณค่าขึ้นร่วมกัน ผมเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงขออนุญาตนำมาลงไว้ที่นี้ครับ - - - ข้อเขียนนี้มี link ข้อมูลข่าว โปรดสังเกตุสีขาวและ click ดูเพิ่มเติมได้ครับ

Cyberwar
http://www.biolawcom.de/files/member/23/blog/826/070522_Tech_CyberWarTN.jpgสัปดาห์ที่แล้ว หลายคนน่าจะทราบว่า ก่อนที่สงครามในโลกจริงระหว่างรัสเซียกับจอร์เจียจะเกิด ด้วยเหตุความขัดแย้งในเขต เซาท์ ออสเซเทีย (South Ossetia) ประเทศจอร์เจีย แฮกเกอร์รัสเซีย ก็แอบดอดไปเปิดสมรภูมิไซเบอร์ รอท่าไว้ก่อนแล้ว โดยมีรายงานว่า ก่อนที่สงครามจะเริ่มไม่กี่วัน (ก่อน 8 สิงหาคม) เว็บไซท์รัฐบาล รวมทั้งเว็บกระทรวงหลายแห่งของจอร์เจีย อาทิ เว็บ ไซท์ประธานาธิบดี Mikheil Saakashvili (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fpresident.gov.ge%2F), เว็บทำเนียบรัฐบาล (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fwww.government.gov.ge%2F), หน้า Homepages กระทรวงต่างประเทศ (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fwww.mfa.gov.ge%2F) และ กระทรวง กลาโหม (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fwww.mod.gov.ge%2F) ไม่สามารถเข้าถึงได้ บางแห่งเข้าได้แต่ถูกเปลี่ยนเนื้อหา ในขณะที่เซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศจอร์เจีย ถูกโจมตีโดยวิธี "ระดมยิงคำสั่งลวง" (Distributed Denial of Service attacks หรือ DDos) จนระบบปฏิบัติการล้มเหลว หรือมิเช่นนั้นก็ถูกควบคุมเส้นทางจาก Autonomous System ที่อยู่ภายนอกประเทศ Jart Armin เจ้าของบล็อก rnbexploit-Blogs (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Frnbexploit.blogspot.com%2F) ที่เปิดเผยเรื่องนี้เป็นแห่งแรก วิเคราะห์และแสดงหลักฐานว่า การโจมตีครั้งนี้ แฮกเกอร์รัสเซีย ภายใต้ชื่อเครือข่าย Russia Business Network (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fen.wikipedia.org%2Fwiki%2FRussian_Business_Network) (RBN) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลรัสเซีย เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งต่อมาการวิเคราะห์ของเขาก็ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ

อัน ที่จริง Cyberwar หรือบางแห่งเรียก Internet War (iWar) ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่อะไรครับ เพราะปี 2007 รัสเซียก็เคยใช้กองทหารไซเบอร์ โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศเอสโตเนีย (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fnews.bbc.co.uk%2F1%2Fhi%2Fworld%2Feurope%2F6665145.stm) มาแล้ว หรือถ้าจะระลึกย้อนให้ไกลอีกหน่อย ก็ต้องบอกว่า Cyberwar ครั้งแรก เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2001 แล้ว โดยมียักษ์ใหญ่อย่างจีน กับสหรัฐฯ เป็นคู่สงครามฟาดฟันเว็บไซท์กันและกัน (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fwww.spiegel.de%2Fnetzwelt%2Fweb%2F0%2C1518%2C133106%2C00.html) ภายหลังที่วิธีทางการทูตไม่สามารถหาข้อยุติอันเหมาะสมจากกรณีเครื่องบินรบ จีนชนกับเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐ ฯ โดยไม่ตั้งใจยังผลให้นักบินจีนเสียชีวิต ได้ แฮกเกอร์ใจร้อนสัญชาติจีน ก็เลยเปิดฉากโจมตีเว็บไซท์สหรัฐฯ ก่อน

อนึ่ง ควรต้องเข้าใจว่าคำว่า Cyberwar นั้น ไม่ได้หมายเฉพาะว่าต้องเกิดขึ้นคู่ขนาน เป็นเรื่องระหว่างประเทศ หรือระหว่างคู่กรณีที่มีการทำสงครามกันในโลกจริง ๆ เท่านั้น เพราะกรณีที่เว็บไซท์สวีเดนกว่า 5000 เว็บถูกแฮกฯ ทำลายข้อมูล (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fwww.welt.de%2Fpolitik%2Farticle1276657%2FCyberkrieg_um_Mohammed-Karikatur.html) เมื่อเดือนตุลาคม 2007 ซึ่งหนังสือพิมพ์ตุรกี "Zaman" รายงานเองว่า เป็นฝีมือของแฮกเกอร์ชาวมุสลิมตุรกี ด้วยสาเหตุ...ไม่พอใจสื่อสวีเดนที่เผยแพร่การ์ตูนล้อมูฮัมหมัด นั่นก็ถือเป็น Cyberwar เหมือนกัน
http://www.biolawcom.de/files/member/23/blog/826/mohammed_cartoon_ne_508329g.jpg
หลังจากตกเป็นฝ่ายรับแบบไม่ทันตั้งตัว แฮกเกอร์สวีเดน ก็โต้กลับด้วยการเจาะระบบเว็บบอร์ด "Ayyildiz" ของตุรกี ขโมยข้อมูล และ Password สมาชิกชาวตุรกีกว่าพันคน มาเปิดเผยบนอินเทอร์เน็ต โดยทิ้งข้อความเย้ยหยันอย่างเปิดเผยว่า เป็นการโต้ตอบจากสวีเดน โทษฐานที่ตุรกีแหยมมาแฮก ฯ เว็บสวีเดนก่อน เท่านั้นยังมิสาแก่ใจ แฮกเกอร์สวีเดนยังจัดการส่งภาพโป๊มูฮัมหมัดไปตามอีเมล หรือเอ็มเอสเอ็นที่แฮก ฯ มา ให้สมาชิกเว็บนั้นดูต่างหน้าอีกด้วย

กลาง ปี 2008 กลุ่มแฮกเกอร์ Ayyildiz-Team ซึ่งเรียกตัวเองว่า "ทหารแห่งโลกไซเบอร์" ก็พยายามแฮกเว็บไซท์ของ EU (http://citecclub.org/forum/redirector.php?url=http%3A%2F%2Fcomputer.t-online.de%2Fc%2F15%2F61%2F83%2F78%2F15618378.html) เพื่อเผยแพร่คำต่อต้านสหภาพยุโรป ที่กล่าวหาว่า มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอยู่ในประเทศตุรกี และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เว็บไซท์สมาคมฟุตบอล และนิตยสารของออสเตรียก็เคยโดนโจมตีจนได้รับความเสียหาย จากทีมนี้เช่นกัน นอกจากกรณีดัง ๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีการโจมตีกันไปมาด้วยเหตุผล และข้อพิพาทอื่น ๆ อีกมากที่ไม่ได้รับการเปิดเผย ทั้งนี้เพราะฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อกลัวว่าฝ่ายตัวจะเสียภาพพจน์

ปัจจุบัน มิเพียงแต่คำเรียกเท่านั้นครับ ที่ยังผสมปนเป หรือใช้แทนกันไปมาอยู่ แต่คำจำกัดความสงครามรูปแบบนี้ที่ยอมรับกันเป็นสากล ก็ยังไม่มีเหมือนกัน สื่อส่วนใหญ่มักให้ความหมาย Cyberwar ว่า "สงครามบนอินเทอร์เน็ต" ฝั่งสหรัฐ ฯ ไม่ได้ใช้ Cyberwar เป็นศัพท์ทางการ แต่ใช้วิธีอธิบายสงครามแบบนี้ว่า คือ "การโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์" ในขณะที่เยอรมันยังให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำ "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Information War) อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วเมื่อกล่าวถึง Cyberwar ก็ควรต้องเข้าใจนะครับว่า มันไม่ได้มีความหมายแคบ ๆ แต่เพียง การโจมตีด้วยวิธีการเจาะรบบ (Hacken) ยิงคำสั่ง (Dos หรือ DDos) ฯลฯ เพื่อทำลาย หรือสร้างความเสียหายแก่ตัวระบบคอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ยุทธศาสตร์ในการยึดครอง หรือการพยายามเข้าไปมีิิอิทธิพลครอบงำ "ความคิดเห็นสาธารณะ" ด้วย และนี่เอง ที่เป็นที่มาของคำเรียกชื่อสงครามนี้อีกคำว่า "สงครามแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ" (Propaganda War)
http://www.biolawcom.de/files/member/23/blog/826/Cyberwar.jpg
แน่นอน ที่ว่า โปรแกรมทำลายระบบอย่าง ไวรัส วอร์ม โทรจัน ระเบิดเวลา ฯลฯ ย่อมถือเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญของสงครามรูปแบบนี้ และทำนองเดียวกับ การก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ (Computersabotage) จุดประสงค์ของการโจมตีในสงครามไซเบอร์ ก็อาทิ การลบข้อมูลที่สำคัญ ทำลายระบบปฏิบัติการไม่ให้ใช้งานได้อีก หรือบิดเบือนการทำงานของระบบให้ผิดไปจากเดิม แต่ที่อาจต่างไปบ้างก็คือ เป้าหมายในการโจมตีกว้างขวางขึ้น อาทิ ทำลายระบบบริการสาธารณะ โจมตีระบบสนามบิน น้ำ ไฟ การจราจร ที่ควบคุมการทำงานโดยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเสียหายให้แก่คู่กรณีเป็นวงกว้าง อีกสิ่งที่เพิ่มขึ้น ก็คือ การกระทำในเชิง "ข้อมูลข่าวสาร" ด้วยการเข้าไปปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลในอินเทอร์เน็ต บิดเบือนเนื้อหาในเว็บไซท์ของฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำลายเครดิต หรือจารกรรมความลับทางการรบ หรือข่าวที่สำคัญต่อการทำสงครามของศัตรู

บาง คนอาจคิดว่าภัยของ iWar หรือ Cyberwar มีไม่มาก ไม่มีคนตาย ไม่มีผู้บาดเจ็บ ไม่มีซากปรักหักพัง แต่จริง ๆ แล้ว อานุภาพของสงครามนี้มีมากกว่าที่คิด ไม่เพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบรักษาความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักมีมูลค่ามหาศาล เท่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่สงครามไซเบอร์ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูป แบบ ก็อาจมากมายชนิดที่เรายังจินตนาการไปไม่ถึง ทั้งนี้ แม้จะลงทุนมองข้าม ปัญหา และผลกระทบที่ตามมา จากความเชื่อหรือความเข้าใจอย่างผิด ๆ ของประชาคมหรือสาธารณชนเกี่ยวกับข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ไปแล้วก็ตามที

asylu3
11-06-2010, 01:59 PM
แม้อันตรายของสงครามนี้จะยังประเมินได้ไม่แน่ชัดในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมาประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐ ฯ และเยอรมัน ต่างให้ความสำคัญกับการป้องกันระบบของตัวเอง รัฐบาลอเมริกาลงทุนกว่า 30 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันการแฮก และโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่ไม่ค่อยลงลอยด้วยทั้งหลาย อย่าง จีน, อิรัก หรือ คิวบา
http://www.biolawcom.de/files/member/23/blog/826/cyberwar_DeeVah.jpg
กองทัพเยอรมันให้ความสนใจสงครามรูปแบบนี้เช่นกัน แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่า เยอรมันเน้นไปที่การไขปัญหาเรื่อง "สงครามด้านการจัดการข้อมูลข่าวสาร" (Information Operating) ที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลข่าวสารของกองทัพเยอรมัน เริ่มทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของรูปแบบ และวิธีการข่มขู่ คุกคามฝ่ายตรงข้ามโดยอาศัยการจัดการด้านข้อมูล พร้อม ๆ กับพัฒนาความสามารถในการป้องกันตัวเองจากอันตรายรูปแบบพิเศษ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการคุกคามดังกล่าว

ภายหลังจากที่ระบบคอมพิวเตอร์ ของเอสโตเนียถูกโจมตีโดยรัสเซียไปเมื่อปี 2007 ซึ่งยังผลให้บริษัท, ธนาคาร หน่วยราชการของเอสโตเนียหยุดชะงัก ทำงานไม่ได้ จนองค์กร Nato ต้องส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้ความช่วยเหลือในฐานะที่เอสโตเนียเป็นประเทศสมาชิก แล้ว Nato เอง ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Cyberwar มากขึ้น มีโครงการ ตั้งศูนย์ป้องกันการโจมตีคอมพิวเตอร์ขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยทำงานภายใต้ศูนย์คอมพิวเตอร์หลักขององค์กรเอง คือ "Nato Computer Incident Response Capability´s Technical Center" (NITC) เดิมที ในหน่วยงานนี้ มีทหาร 91 นาย และผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ที่เป็นพลเรือนร่วมทำงานอีก 27 คน แต่เมื่อเพิ่มงานด้านการป้องกันการโจมตีระบบขึ้นมา จึงมีการขยายหน่วยงานขึ้นอีกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นหมายรวมถึงการควานหาบุคลากร และมือแฮกอาชีพเข้ามาเพิ่มด้วย นอกจากหน่วยงานป้องกันการโจมตีคอมพิวเตอร์ของ Nato นี้แล้ว ในส่วนของ NCSA (The NATO Communication and Information Systems Services Agency) ซึ่งเป็นหน่วยที่รับผิดชอบดูแลระบบข้อมูล และการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศสมาชิก ก็ต้องเพิ่มมาตรการป้องกันการโจมตีระบบ รวมทั้งคอยแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือด้านระบบรักษาความปลอดภัย คอมพิวเตอร์แก่ประเทศสมาชิกด้วยhttp://www.biolawcom.de/files/member/23/blog/826/georgiamapsouthossetia.jpg

กลับมากล่าวถึง Cyberwar ประเด็น Propaganda และการใช้ข่าวสารเป็นอาวุธ ในสถานการณ์ระว่างรัสเซียกับจอร์เจีย บ้างครับ เพราะในขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการลงนามไปแล้ว แต่ดูเหมือนสงครามข้อมูลข่าวสารยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมวางอาวุธน้ำลายและไอที เสนาธิการฝ่ายข่าว และการสื่อสารของทั้งสองประเทศยังอาศัยเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ ป่าวประกาศ ประชาสัมพันธ์ ด้วยการประเมินความเสียหายของฝ่ายตัว เผยแพร่ความเลวร้ายของฝ่ายตรงข้ามอย่างถึงพริกถึงขิง บรรยายถึงการปล้นสะดม และตัวเลขสูญเสียต่าง ๆ ด้วยหวังชิงเสียงสนับสนุนการกระทำของตัวจากประชาคมโลก

Christiane Eilders นักวิชาการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม มหาวิทยาลัย Augsburg ประเทศเยอรมัน เคยกล่าวไว้ว่า "สงครามยุคใหม่นั้น จะเอาชนะคะคานกันแต่ในสมรภูมิรบอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องแสวงหา "การสนับสนุน" จากสาธารณะหรือประชาคม มาประกอบด้วย" (Kriege werden nicht mehr auf dem Schlachtfeld gewonnen, sondern mit der Unterstützung der öffentlichen Meinung)

จากคำกล่าวนี้ น่าจะขยายความ หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า ในสงครามหนึ่ง ๆ ใครจะเป็นผู้ร้าย หรือผู้ดี (เหยื่อ) สมัยนี้มันไม่ได้ดูกันแค่ว่า ใครเปิดฉากโจมตีก่อน นับจำนวนผู้ตาย หรือความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่วัดกันว่า "มีใครเข้าข้างใครมากกว่ากัน" !! และสงครามไซเบอร์ ที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับสงครามโลกจริงระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย ก็ถือเป็นตัวอย่างรูปธรรมของคำกล่าวนี้ ด้วยมีประเด็นการใช้ "ข้อมูลข่าวสาร" เป็นอาวุธ และ "การโฆษณาชวนเชื่อ" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างเข้มข้น

อนึ่ง ควรต้องสังเกตนะครับว่า สงครามโบราณ คู่สงครามมักไม่ได้ใส่ใจ หรือคำนึงถึงสายตาประชาคมโลกเลยว่า ฝ่ายตัวจะเป็นตัวร้าย หรือว่า ตัวพระ เป้าหมายก็มีแค่ โรมรันศัตรูในสมรภูมิจนมันยอมจำนน แต่สงครามในยุคหลัง ๆ ซึ่งน่าจะนับตั้งแต่ สงครามเวียดนาม เป็นต้นมา (ถือเป็นสงครามแรก ที่ผู้คนสามารถรับรู้ข่าวสารการทำสงครามได้ แม้นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน) เสียงสนับสนุนจากประชาคมโลก กลายเป็นสิ่งที่คู่สงครามต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ...เป็นไปได้หรือไม่ว่า สื่อ เทคโนโลยี รวมทั้งความสะดวกของการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ มีส่วนอย่างยิ่งต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ ?

หลังจากสงครามเวียดนาม ฝ่ายต่าง ๆ ในสงครามโคซาโว ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ "สื่อ และข้อมูลข่าวสาร" เป็นเครื่องมือของตัวในการทำสงครามกันแล้ว เป้าหมายก็เพื่อชี้ให้สาธารณะเห็นว่า ใครเป็นฝ่ายเทพ และใครเป็นฝ่ายมาร ...คงไม่ผิดนัก หากที่สุดจะกล่าวว่า "สงครามไซเบอร์" ไม่ได้แตกต่างจาก "สงคราม" ในอดีต แต่เพียง วิธีการ เหยื่อ หรือประเภทความสูญเสีย เท่านั้น แต่ปรัชญาแห่งการทำสงคราม ก็ยังแตกต่างกันด้วย


http://www.biolawcom.de/files/member/23/blog/826/Bildschirmfoto.png

แน่นอนที่ว่า "ความจริง" (ของข้อมูลข่าวสาร) ไม่ใช่พระเอก สำหรับสงครามชิงเสียงสนับสนุน หรือ "สงครามแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ" (Propaganda War) ครับ เพราะปรากฎว่า ข้อมูลจำนวนมากที่ออกมาจากคู่สงครามถูกบิดเบือน และจำนวนไม่น้อยเป็นเรื่องโคมลอย โดยมีนักการเมือง บล็อกเกอร์ และแฮกเกอร์ช่วยกันทำหน้าที่ในฐานะ "กองกำลังไซเบอร์ และ นักรบพีอาร์" สำนักข่าวตะวันตกหลายแห่งเริ่มตั้งคำถามกับความแท้จริงของข้อมูล และท่ามกลางข่าวสารจำนวนมาก ตัวเลขเหยื่อสงครามที่เกินจริง คำแจ้งอย่างลวง ๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังรบ การเซ็นเซอร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน และการโจมตีเว็บไซท์เพื่อควบคุมเนื้อหาของฝ่ายตรงข้าม ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะตัดสินได้ว่า ใครคือ อาชญากรสงครามตัวจริง กันแน่ เรียกได้ว่า งานนี้ ทหารหรือพลเรือนฝ่ายไหนตายเท่าไหร่ไม่มีใครรู้แน่ มูลค่าความเสียหายตีได้เท่าไหร่ไม่ชัดเจน แต่ที่ตายเบือไปแล้ว ก็คือ "ความจริง"

ตัวอย่างการทำสงครามพีอาร์ ที่เห็น ๆ ก็อาทิ ครั้งหนึ่งในการ ประชุมทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวตะวันตก Saakaschwili ประธานาธิบดีจอร์เจีย ร้องขอว่า ได้โปรดช่วยเสนอความจริงต่อประชาคมโลกด้วย เขาเตือนนักข่าวตะวันตกเกี่ยวกับความแท้จริงของแหล่งข่าว และข้อมูลที่มาจากฝ่ายรัสเซีย พร้อมกันนั้น ก็เล่าว่า ภรรยาของเขายังมีแก่ใจบินจากเมืองหลวงจอร์เจียไปเยี่ยมเยียนเชลย ซึ่งเป็นทหารบินของรัสเซียที่โรงพยาบาลที่ Zchinwali พลางสบถด่า การกระทำของกองกำลังทหารรัสเซียว่า เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน Saakaschwili ยังยืนยันด้วยว่า ทหารรัสเซียเป็นฝ่ายทิ้งระเบิดที่เมือง Zchinwali แต่ข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง บอกว่ารัฐบาลจอร์เจีย แอบฝังเหยื่อผู้เสียชีวิตฝั่งตัวเองอย่างเร่งรีบ นัยเพื่อทำลายหลักฐานอะไรบางอย่าง ในขณะสถานีโทรทัศน์ฝ่ายรัสเซีย พยายามนำเสนอว่า จอร์เจียต่างหากที่เปิดฉากทิ้งระเบิดในเมือง Zchinwali ก่อน โดยมีภาพเด็กและผู้หญิงชาวรัสเซียที่ต้องอพยพหนีตายจากพื้นที่แถบนั้นประกอบ ฉาก

อีกเรื่องที่เกิดขึ้น ก็คือ เย็นวันจันทร์ก่อนที่สงครามจะเกิด มีการประกาศเตือนจากรัฐบาลจอร์เจีย ว่ากองกำลังรถถังของรัสเซีย กำลังจะเข้าโจมตีเมืองหลวงของจอร์เจีย แต่ในความเป็นจริง จนถึงเย็นวันอังคาร ก็ยังไม่มีใครเห็นร่องรอยของรถถังรัสเซียสักคัน แม้เพียงรอบ ๆ เมืองหลวง ในทางตรงกันข้ามกลับมีข่าวออกมาว่า ประธานาธิบดีรัสเซียประกาศจะยุติข้อขัดแย้ง แล้วถอนทหารจาก เซาท์ ออสเซเทีย ให้เร็วที่สุด

วันเสาร์หลังสงครามเกิด นักการทูตรัสเซียในประเทศจอร์เจียรายหนึ่ง กล่าวว่า จากการทิ้งระเบิดของจอร์เจียในคืนแรกของการเริ่มต้นสงคราม ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1500 คน และเมือง Zchinwalis ถูกทำลายไปกว่า 98 เปอร์เซ็นด์ แต่หลังจาก Anna Neistat ผู้อำนวยการ Human Rights Watch (HRW) สำนักงานมอสโก เดินทางไปดูสถานที่จริงด้วยความกังขา เธอพบว่า มีการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหาย และตัวเลขผู้เสียชีวิตในพื้นที่ เพราะโรงพยาบาล Alagir ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รับตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดเข้ารักษา มีตัวเลขแค่ประมาณคืนละ 12 คนเท่านั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งของการหาพวก และสร้างภาพความก้าวร้าว เกะกะระรานอย่างไม่น่าเชื่อให้กับฝ่ายตรงข้าม ก็คือ มีการปล่อยข่าวจากฝ่ายจอร์เจีย (โดย Ekaterina Scharaschidse รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ) ว่า เครื่องบินรัสเซียทิ้งระเบิดท่อส่งน้ำมัน BTC (BTC-Pipeline (http://www.deutschebp.de/genericarticle.do?categoryId=2012391&contentId=2018322)) ของบริษัทน้ำมัน BP แต่โชคดีที่ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ประเด็นของเรื่อง ก็คือ BTC-Pipeline คือ ท่อสำหรับขนส่งน้ำมันดิบระหว่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขนน้ำมันจากทะเลแคชเปียน เมืองท่า Baku ผ่านจอร์เจีย ไปจนถึงท่า Ceyhan ในตุรกี ท่อส่งน้ำมันนี้ จึงถือเป็นแหล่งขนส่งน้ำมัน ที่มีความสำคัญต่อการจัดหาพลังงานให้กับกลุ่มประเทศในยุโรป



http://www.biolawcom.de/files/member/23/blog/826/BTCPipelineMap.jpeg

Scharaschidse ต้องการให้นักข่าวตีความสารของเธอว่า รัสเซียไม่เพียงแต่มีเป้าหมายในการทำลายเศรษฐกิจในประเทศจอร์เจียเท่านั้น แต่ยังมีเป้าทำลายเศรษฐกิจของยุโรปด้วย แน่นอนที่นักข่าวไม่พลาดข่าวนี้ สำนักข่าวในยุโรปต่างเล่นประเด็นนี้ ภายใต้พาดหัวทำนองว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียเปิดฉากโจมตีท่อส่งน้ำมัน แถมบางสำนักยังช่วยโหมกระพือโฆษณาชวนเชื่อให้ด้วยว่า การโจมตีครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเตะกล่องดวงใจของยุโรป เลยทีเดียว (http://www.spiegelfechter.com/wordpress/386/das-erste-opfer-des-krieges-ist-die-wahrheit) อย่างไรก็ตาม หลังจากข่าวถูกนำเสนอ ตัวแทนบริษัทน้ำมัน BP ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP (http://news.yahoo.com/s/afp/20080809/wl_uk_afp/georgiasossetiarussiaunrestoilbp) ของอังกฤษว่า บริษัทยังไม่ได้รับรายงานใด ๆ เลยเกี่ยวกับการทิ้งระเบิดท่อขนส่งน้ำมัน และยืนยันด้วยว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ภายหลังการเช็คและพิสูจน์ข้อมูล ก็พบว่า ไม่มีร่องรอยการถูกทิ้งระเบิด หรือโจมตีใด ๆ เกิดขึ้นเลย !

เหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของการการบิดเบือนข่าวสารใน สมรภูมิข้อมูล หรือ สนามรบไซเบอร์ กับเรื่องเล่าบางส่วนเกี่ยวกับ โศรกนาฏกรรมของความจริง จากเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลก เท่านั้นครับ ยังมีการบิดเบือนอื่น ๆ ในเหตุการณ์อื่น ๆ อีกมหาศาล ที่เกิดขึ้นในทศวรรษนี้ ...และดูเหมือน เราคนไทยเอง ก็ยังคงต้องเดินป้วนเปี้ยน วนเวียนอยู่ในสมรภูมิประเภทที่ว่า ...หรือคุณว่าไม่ใช่ ?

ในยุคที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลเร็วยังกับจรวด ยากที่จะตรวจสอบอย่างละเอียด สื่อจำนวนหนึ่งนำเสนอข่าวสารแบบ "สุก ๆ ดิบ ๆ" ยุคที่ อำนาจ ภาพพจน์ การบิดเบือน ชวนเชื่อ และการ "มีพวกมาก" สำคัญกว่า มนุษยธรรม ความจริง ประโยชน์ส่วนรวม และความซื่อสัตย์ นับเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราต้องใช้วิจารณญาณที่เข้มแข็งกว่าเก่าในการเสพข้อมูลต่าง ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่ออันโอชะ ของบรรดา อาชญากรสงครามฯ เหล่านั้น


โดย เมธา (http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha)