PDA

View Full Version : ชีวิตนี้เพื่อใคร



asylu3
29-01-2003, 02:19 PM
สรุปการบรรยายของ พล.อ.ต.บุญเลิศ จุลเกียรติ หัวข้อ ?ชีวิตนี้เพื่อใคร? ณ ห้อง 206 อาคารเรียนรวม 3 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2545
วิทยากรเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบคนกับขนม กล่าวคือ ในการทำขนมครั้งหนึ่งๆ ไม่ใช่ว่าขนมทุกชิ้นจะออกมาดูดีสวยงามทั้งหมด แต่จะมีบกพร่องบ้าง โดยวิทยากรได้แบ่งหยาบๆออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มที่ดูสวยงามน่ากินสมบูรณ์แบบ มีประมาณ 5% เปรียบได้กับคนที่โชคดีเกิดมามีความพร้อม มีบุคลิกภาพดีเยี่ยม มีแต่คนรักใคร่
2. กลุ่มที่มีข้อเสียอยู่บ้าง มีประมาณ 90% เปรียบได้กับคนส่วนใหญ่ที่เกิดมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีข้อดีบ้างข้อเสียบ้าง เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
3. กลุ่มที่มีข้อเสียอยู่มาก หากเป็นขนมก็ต้องถูกคัดทิ้ง มีประมาณ 5% เปรียบได้กับคนที่มีความผิดปกติ(ทางบุคลิกภาพ) ทำให้สังคมรังเกียจ
วิทยากรแสดงภาพสองภาพที่อ้างว่าเป็นภาพที่เปลี่ยนชีวิตของวิทยากรได้แก่ ภาพชาวเขาเผ่าคอยาวสามคนยืนมองทหารซึ่งมีคอสั้นเป็นปกติ ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับการตีความเรื่องความผิดปกติ อีกภาพหนึ่งคือ ภาพเซลล์ไข่และสเปิร์ม มีความหมายว่า มนุษย์นั้นแท้จริงแล้วก็เริ่มต้นจากสิ่งนี้เหมือนๆกัน ดังคำบาลีว่า ?ปทมัง กลลมัง โหติ? ดังนั้นจึงควรมีความรักกันฉันพี่น้อง ไม่ควรทะเลาะเบาะแว้งหรือรบราฆ่าฟันกัน และหากเมื่อใดเกิดความขัดแย้งขึ้น จงพึงระลึกว่าความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากความบกพร่องของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นให้พยายามค้นหาและแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองก่อนที่จะไปมองความผิดพลาดของผู้อื่น
หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ถูกกำหนดให้ทำคือ การดำรงเผ่าพันธุ์ ซึ่งธรรมชาติได้กำหนดแรงผลักดันสองแรงให้กับสิ่งมีชีวิต คือ แรงต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และ แรงต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการเสพกาม ทำให้เกิดความรู้สึกตัวกูของกูขึ้นคนทุกคน มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นทาสของแรงสองแรงและความรู้สึกตัวกูของกูนี้ ดังนั้นคนที่มีปัญญาจึงต้องรู้จักมีชีวิตอยู่อย่างรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ และรู้จักตนเองและการพัฒนาตนเองเพื่อให้ชีวิตเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด
การรู้จักตนเอง
1. รู้ว่าเราทุกคนมี 2 ฟากอยู่ในตัวเพื่อจรรโลงและปรับปรุง
2. รู้ว่าธรรมชาติจิกหัวเราอยู่ เพื่อการอยู่กับธรรมชาติอย่างรู้เท่าทัน
3. รู้ว่าเราอยู่ในโลกแห่งความไม่แน่นอน เพื่อการเตรียมพร้อม
ชีวิตนี้เพื่อใคร
1. เพื่อรู้จักตนเอง
2. เพื่อพัฒนาตนเอง
3. เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี หลักการแก้ไขปัญหา ได้แก่
4. เพื่อการเสพสุขอย่างรู้เท่าทัน เนื่องจากปุถุชนยังจำเป็นต้องใช้โลกียสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
5. เพื่อโอกาสที่จะได้แบ่งปันความโชคดีให้ผู้อื่นที่ด้วยโอกาสกว่า แต่อย่าช่วยคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อน
ข้อที่ห้านี้นับว่าสำคัญที่สุด จากห้าข้อนี้ สรุปได้ว่า ชีวิตนี้มีเพื่อตนเอง แต่เราจะต้องรู้จักมีชีวิตเพื่อตนเองอย่างฉลาด คือการมีชีวิตอยู่ด้วยความรัก ความเมตตา และปัญญา ถึงแม้คนทุกคนจะเลือกเกิดไม่ได้ ว่าจะให้ตนเองเกิดมามีนิสัยหรือบุคลิกภาพเช่นใด แต่สามารถที่จะพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ได้ ดังคนควรปลูกฝังความรักความเมตตาให้พอกพูนขึ้นในจิตใจของตนเอง รู้จักใช้ปัญญาให้รู้เท่าทันธรรมชาติ เพื่อชีวิตที่มีความสุข
อาจมีผู้กล่าวว่าในทางปฏิบัตินั้นตนเองไม่สามารถทำได้ วิทยากรได้แนะนำว่า เนื่องจากคนทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน บางคนเป็นกล้วย บางคนเป็นปลา, กล้วยนั้น เมื่อตากแดดก็สามารถสุกได้ เหมือนกับคนที่สามารถเห็นธรรมได้ด้วยการฟังหรือเรียนรู้ แต่บางคนนั้นเหมือนปลา ไม่สามารถสุกได้ด้วยการตากแดด จำเป็นจะต้องใช้เลนส์มารวบรวมแสงให้เกิดความร้อนเพียงพอ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยเชื้อเพลิงสำหรับต่อไฟเพื่อให้ปลาสุกอย่างทั่วถึง ในที่นี้ เปรียบเลนส์ คือ สมาธิ และ เชื้อเพลิงคือ สิ่งที่เราได้สดับตรับฟังเก็บสะสมมาโดยตลอด เมื่อใดที่สามารถฝึกสมาธิได้แก่กล้าพอแล้ว ก็จะต้องนำสิ่งที่ได้เก็บสะสมไว้มาพิจารณาให้เห็นจริง ก็จะช่วยให้เห็นธรรมได้
สำหรับหลักการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นย่อย คือ
1. ดำรงอยู่บนความอยู่รอดและดำรงเผ่าพันธุ์ โดยไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
2. ดำรงตนอยู่บนความดีงาม อันได้แก่
a. มีวินัย
b. มีพรมวิหาร 4
c. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน
d. มีความกตัญญูกตเวทิตา
e. ไม่ยึดติดกับวัตถุ ไม่ละโมบ
3. ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน

สุดท้ายวิทยากร ได้สรุปว่า ให้รู้จักรักตนเอง และ รักผู้อื่น โดยใช้เมตตาและปัญญา จะทำให้ได้คำตอบว่าแท้จริงว่า ?ชีวิตนี้เพื่อใคร?