sereepap2029
14-03-2009, 03:30 AM
เพชรจากหัวคางคก
อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
จากหนังสือ “ประโยชน์ของเก้าอี้ .มีก็ต่อเมื่อมันว่าง”
เพชรจากหัวคางคก
เรามักจะนึกถึงกันแต่เพียงว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างไร
แต่ไม่ค่อยได้นึกถึงว่า มันมีประโยชน์เมื่อใด ไม่มีประโยชน์เมื่อใด
เราจะรู้สึกว่ามันทำประโยชน์แก่เราไม่ได้
ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นมันไม่ว่าง
โปรดอย่าเกลียดกลัวความทุกข์ แต่จงพยายามศึกษาความทุกข์ให้รู้จัก เข้าใกล้และเป็นเพื่อนกับมันให้มากที่สุด อย่าถอยหนี อย่าถอยห่าง เพราะการศึกษาความทุกข์เท่านั้นที่จะทำให้เรามองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในความลวง แต่ถ้าเราอยู่ใกล้ความสุข ไขว่คว้าหาความสุขมากเท่าใด เราจะยิ่งอยู่กับความลวงและความวุ่นมากเท่านั้น แล้วก็อยู่กับความเป็นความตายอยู่ทุกขณะจิต เดี๋ยวเป็น เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเกิดอยู่ตลอดเวลา ถูกเผาลนให้ร้อนอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
ถ้าหากว่าการรักษาความทุกข์ไม่เป็นประโยชน์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านคงไม่เริ่มต้นอริยสัจสี่ ด้วยเรื่องของความทุกข์เป็นข้อแรก ท่านแนะนำว่า จงรู้จักความทุกข์ ไม่ใช่แต่รู้จักเฉยๆ ต้องรู้ด้วยว่า ลักษณะของความทุกข์แต่ละอย่างนั้นมันเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันแต่เพียงว่า ถ้าเรื่องความทุกข์ต้องเป็นความตายของคนที่รักต้องเป็นอุบัติเหตุใหญ่ๆ ไฟไหม้บ้าน ลูกหลานถูกจี้ ถูกข่มขืน อะไรอย่างนั้นจึงจะเรียกว่าความทุกข์
ก็ถูก ใช่ แต่ความทุกข์ใหญ่ๆ อย่างนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันและไม่ได้เกิดกับคนทุกคน ความทุกข์ที่ทุกคนมีและทุกคนเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือความอึดอัดขัดเคืองที่มันแน่นอยู่ในใจของเราตลอดเวลา หงุดหงิด โกรธ จนกระทั่งยากล่อมประสาทขายดิบขายดีหรือไม่พอขายโรงพยาบาลประสาทไม่มีที่พอที่จะรับคนไข้ ทุกข์นี้ต่างหากที่เราควรจะศึกษาให้ชัดเจนจนเห็นความจริงที่ซ่อนอยูในความลวง จิตใจของเราก็จะได้ผ่อนคลายจากความยึดมั่นถือมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยึดมั่นอีกมันในการมีตัวฉัน เมื่อมีตัวฉันก็มีของฉัน คำว่า “ของฉัน”นี่แหละที่ทำให้เราเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
เมื่อใดที่เราสามารถศึกษาจนรู้จักความทุกข์ เข้าใจความทุกข์มองเห็นลักษณะของความทุกข์แต่ละอย่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจแต่ละครั้งว่าเป็นอย่างไร เกิดจากอะไร เราก็สามารถจะจัดการแก้ไขให้เกิดความว่างขึ้นได้ เพราะได้เห็นเพชรในหัวคางคกแล้ว
คางคกเป็นสัตว์ที่ใครๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้โดยเฉพาะผู้หญิงตัวมันเองก็คงไม่อยากเป็นสัตว์น่าเกลียดที่เราเขี่ยทิ้งหรือถอยหนี ท่านกล่าวอุปมาอุปไมยไว้ว่า คางคกก็เหมือนกับความทุกข์ที่ใครๆ ก็เกลียดกลัว แต่ถ้าเราศึกษาความทุกข์ก็เหมือนจับตัวคางคกมาพิจารณา ดูมันให้ดีๆ ก็จะเห็นเพชรที่ฝังอยู่ในหัวของมัน ฉันคือความจริงตามกฏของธรรมชาติที่บอกให้เรารู้ว่า ธรรมชาติที่แท้จริงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรคงที่ อย่ายึดมั่นถือมั่นกันนักเลย ถ้ายึดมั่นถือมั่นก็จะพบแต่ความลวง และจะต้องร้องไห้เกลือกกลิ้งอยู่กับความลวงนั้นตลอดไป
ถ้าเราศึกษาสิ่งที่น่าเกลียดคือความทุกข์ให้ยิ่งขึ้นๆ ก็จะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในสิ่งลวง และจะถอนใจออกจากมายาเสียได้ เมื่อนั้นความว่างก็เกิดขึ้น คือภาพได้เพชรจากหัวคางคก เราจะไม่ได้เพชรจากดอกกุหลาบ หรือนางงามแสนสวย แต่เราจะได้จากสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว จากสิ่งที่ใครๆ ก็ชิงชังและวิ่งหนี
เราจะรู้ขึ้นว่า เราจะรักไปทำไม เราจะโกรธไปทำไม เกลียดไปทำไมกลัวไปทำไม รักก็เช่นนั้นเอง โกรธก็เช่นนั้นเอง เกลียดก็เช่นนั้นเองกลัวก็เช่นนั้นเอง ไม่มีอะไรพ้นไปจากความเปลี่ยนแปลง มันจะต้องเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ แล้วทำไมเราไม่ทันใจของเราให้อยู่ตรงกลาง ว่างจากการยึดมั่นถือมั่น จิตนั้นจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ ได้ใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งตามที่ควรใช้
อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
จากหนังสือ “ประโยชน์ของเก้าอี้ .มีก็ต่อเมื่อมันว่าง”
เพชรจากหัวคางคก
เรามักจะนึกถึงกันแต่เพียงว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างไร
แต่ไม่ค่อยได้นึกถึงว่า มันมีประโยชน์เมื่อใด ไม่มีประโยชน์เมื่อใด
เราจะรู้สึกว่ามันทำประโยชน์แก่เราไม่ได้
ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นมันไม่ว่าง
โปรดอย่าเกลียดกลัวความทุกข์ แต่จงพยายามศึกษาความทุกข์ให้รู้จัก เข้าใกล้และเป็นเพื่อนกับมันให้มากที่สุด อย่าถอยหนี อย่าถอยห่าง เพราะการศึกษาความทุกข์เท่านั้นที่จะทำให้เรามองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในความลวง แต่ถ้าเราอยู่ใกล้ความสุข ไขว่คว้าหาความสุขมากเท่าใด เราจะยิ่งอยู่กับความลวงและความวุ่นมากเท่านั้น แล้วก็อยู่กับความเป็นความตายอยู่ทุกขณะจิต เดี๋ยวเป็น เดี๋ยวตาย เดี๋ยวเกิดอยู่ตลอดเวลา ถูกเผาลนให้ร้อนอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
ถ้าหากว่าการรักษาความทุกข์ไม่เป็นประโยชน์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านคงไม่เริ่มต้นอริยสัจสี่ ด้วยเรื่องของความทุกข์เป็นข้อแรก ท่านแนะนำว่า จงรู้จักความทุกข์ ไม่ใช่แต่รู้จักเฉยๆ ต้องรู้ด้วยว่า ลักษณะของความทุกข์แต่ละอย่างนั้นมันเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันแต่เพียงว่า ถ้าเรื่องความทุกข์ต้องเป็นความตายของคนที่รักต้องเป็นอุบัติเหตุใหญ่ๆ ไฟไหม้บ้าน ลูกหลานถูกจี้ ถูกข่มขืน อะไรอย่างนั้นจึงจะเรียกว่าความทุกข์
ก็ถูก ใช่ แต่ความทุกข์ใหญ่ๆ อย่างนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันและไม่ได้เกิดกับคนทุกคน ความทุกข์ที่ทุกคนมีและทุกคนเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือความอึดอัดขัดเคืองที่มันแน่นอยู่ในใจของเราตลอดเวลา หงุดหงิด โกรธ จนกระทั่งยากล่อมประสาทขายดิบขายดีหรือไม่พอขายโรงพยาบาลประสาทไม่มีที่พอที่จะรับคนไข้ ทุกข์นี้ต่างหากที่เราควรจะศึกษาให้ชัดเจนจนเห็นความจริงที่ซ่อนอยูในความลวง จิตใจของเราก็จะได้ผ่อนคลายจากความยึดมั่นถือมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยึดมั่นอีกมันในการมีตัวฉัน เมื่อมีตัวฉันก็มีของฉัน คำว่า “ของฉัน”นี่แหละที่ทำให้เราเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
เมื่อใดที่เราสามารถศึกษาจนรู้จักความทุกข์ เข้าใจความทุกข์มองเห็นลักษณะของความทุกข์แต่ละอย่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจแต่ละครั้งว่าเป็นอย่างไร เกิดจากอะไร เราก็สามารถจะจัดการแก้ไขให้เกิดความว่างขึ้นได้ เพราะได้เห็นเพชรในหัวคางคกแล้ว
คางคกเป็นสัตว์ที่ใครๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้โดยเฉพาะผู้หญิงตัวมันเองก็คงไม่อยากเป็นสัตว์น่าเกลียดที่เราเขี่ยทิ้งหรือถอยหนี ท่านกล่าวอุปมาอุปไมยไว้ว่า คางคกก็เหมือนกับความทุกข์ที่ใครๆ ก็เกลียดกลัว แต่ถ้าเราศึกษาความทุกข์ก็เหมือนจับตัวคางคกมาพิจารณา ดูมันให้ดีๆ ก็จะเห็นเพชรที่ฝังอยู่ในหัวของมัน ฉันคือความจริงตามกฏของธรรมชาติที่บอกให้เรารู้ว่า ธรรมชาติที่แท้จริงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรคงที่ อย่ายึดมั่นถือมั่นกันนักเลย ถ้ายึดมั่นถือมั่นก็จะพบแต่ความลวง และจะต้องร้องไห้เกลือกกลิ้งอยู่กับความลวงนั้นตลอดไป
ถ้าเราศึกษาสิ่งที่น่าเกลียดคือความทุกข์ให้ยิ่งขึ้นๆ ก็จะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในสิ่งลวง และจะถอนใจออกจากมายาเสียได้ เมื่อนั้นความว่างก็เกิดขึ้น คือภาพได้เพชรจากหัวคางคก เราจะไม่ได้เพชรจากดอกกุหลาบ หรือนางงามแสนสวย แต่เราจะได้จากสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว จากสิ่งที่ใครๆ ก็ชิงชังและวิ่งหนี
เราจะรู้ขึ้นว่า เราจะรักไปทำไม เราจะโกรธไปทำไม เกลียดไปทำไมกลัวไปทำไม รักก็เช่นนั้นเอง โกรธก็เช่นนั้นเอง เกลียดก็เช่นนั้นเองกลัวก็เช่นนั้นเอง ไม่มีอะไรพ้นไปจากความเปลี่ยนแปลง มันจะต้องเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ แล้วทำไมเราไม่ทันใจของเราให้อยู่ตรงกลาง ว่างจากการยึดมั่นถือมั่น จิตนั้นจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ ได้ใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งตามที่ควรใช้