PDA

View Full Version : วิธีเสียบปลั๊กโน้ตบุ๊ก อย่างถูกวิธี เสียบแล้วไฟไม่แล้ปปป..



golf0099
09-12-2008, 03:12 PM
หลาย คนคงเคยมีปัญหา (แบบผม) ที่เวลาเสียบปลั๊กแล้วไฟมันจะแล้ปปป.. ทำเอาน่าหวาดเสียวทุกครั้ง เชื่อว่าคงเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ เนื่องจากหลายคน (รวมผมด้วย) ไม่ค่อยจะให้ความสนใจกับคู่มือโน้ตบุ๊กที่ซื้อมาสักเท่าไหร่ และคิดว่าเราใช้เป็นแล้ว ไม่จำเป็นต้องอ่านหรอก ผมว่าความคิดนี้ ไม่ค่อยถูกต้องนัก

http://dd4share.katomnoy.com/mac-tip-sep-plug.html

csmaster
10-12-2008, 12:16 AM
ยังมีอีกวิธีคับ ที่บ้านเราใช้ปลั้กพ่วงอ่ะ เสียบปลั้กโน้ตบุคไว้กับปลั้กพ่วงน่ะแหละปิดสวิทไว้ก่อน

พอเสียบปลั้กพ่วงแล้วก้อกดเปิดสวิทปลั้กพ่วง ใช้วิธีนี้ยังไม่เคยเห็นไฟแล้บเลยอ่ะครับ

มาแชร์กันนะ

raylove
01-04-2009, 08:42 PM
ตามทีผมใช้ เสียบ อ่ะครับ ผม เอาสายปรับ Adapterเสียบเข้าไปในปรับก่อน คือ ยังไม่เสียบเข้าNotebook นะครับ

พอเสียบปรั๊กแล้วก็ เอาสายไปเสียบเข้ากะ Notebook ไม่ก็ไม่มีเสก๊ตไฟแตกแล้วละครับ

nutgigza
16-04-2009, 01:52 AM
จะว่าไปเราก็เสียบ ส่่งๆไม่ค่อยได้สนใจของสักเท่าไหร่ต้องสังเกตสะแหละ

jieker
16-04-2009, 01:02 PM
ขอเสริมวิธีการทำcalibrate ให้แก่แบตเตอรี่ โน๊ตบุ๊ค และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ละกันนะครับ

มี ความสงสัยกันมากในหมู่ผู้ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีพลังงานไฟฟ้า จากแบตเตอรี่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเพลง MP3 กล้องถ่ายรูป และอื่นๆ ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้แบตเตอรี่ชนิดประจุไฟได้ที่มาพร้อมเครื่องมีอายุยืนยาว เพราะเมื่อเสื่อมสภาพแล้วจะซื้อใหม่ราคาช่างเจ็บปวดหัวใจเสียเหลือเกิน

บาง คนก็บอกว่า ให้ถอดแบตเตอรี่ออกใช้การเสียบอะแดปเตอร์แทน วิธีการนี้อายุของแบตยิ่งจะไปเร็วเพราะไม่มีการกระตุ้นด้วยการใช้งานเลย บางคนก็บอกว่า เสียบอะแดปเตอร์ไว้ตลอดเวลาจะได้ชาร์ทให้เต็มตลอดเวลา นี่ก็ไม่เหมาะอีกเพราะยังไม่ได้คลายประจุออกมาก็อัดคืนเข้าไปแล้ว แล้วจะทำอย่างไรดี?

นี่คือคำตอบ ที่ได้มาจากฝ่ายสนับสนุนฮาร์ดแวร์ของบริษัท แอบเปิ้ล ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ Mac ชื่อดัง และโทรศัพท์ iPhone เครื่องเล่นเพลงอย่าง iPod แนะนำมาอย่างนี้ครับ

การปรับแต่ง แบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อยืดอายุให้นานวันและมีพลังเพียงพอในการทำงานเสมอ (โดยเฉพาะแบตเตอรี่ยุคใหม่ที่เป็น Lithion) ควรจะทำการ calibrate ตามขั้นตอนดังนี้

1. เสียบปลั๊กเพาเวอร์อะแดปเตอร์ให้ชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็ม จนกระทั่งไฟแสดงการชาร์ท หรือไอค่อนแสดงการชาร์ทในอุปกรณ์นั้นแสดงว่าเต็ม 100%.
2. ปล่อยให้มีการชาร์ทต่อไปอีกสัก 2 ชั่วโมง ซึ่งในระหว่างการชาร์ทนี้คุณยังสามารถทำงานกับเครื่องอุปกรณ์ได้ตามปกติ.
3. ถอดปลั๊กเพาเวอร์อะแดปเตอร์ แล้วใช้งานไปตามปกติจนกระทั่งแบตเตอรี่หมด (ถ้าทำงานสำคัญให้หมั่นเซฟงานไว้ด้วย) จนกระทั่งแบตเตอรี่จ่ายไฟจนหมด ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์จะมีกรอบหน้าต่างเตือน หรือเสียงเตือน (ถ้าตั้งค่าไว้) ก็แค่กดปุ่มปิดกรอบแจ้งเตือนนั้น แต่ทำงานต่อไป.
4. จนกระทั่งแบตเตอรี่หมดจริงๆ และเครื่องเข้าสู่ภาวะหลับ (sleep) อย่าลืมเซฟงานสำคัญไว้ก่อนเมื่อมีการเตือนก่อนที่เครื่องจะหลับไป.
5. ปิดเครื่องหรือปล่อยให้มันหลับไป ทิ้งไว้ประมาณ 5 ชั่วโมงหรือมากกว่า ถ้ามีงานต้องทำอาจจะถอดแบตเตอรี่ออกแล้วใช้กำลังไฟจากเพาเวอร์อแด็ปเตอร์แทน ได้ (ถ้าเครื่องนั้นทำได้ เพราะมีบางเครื่องถ้าถอดแบตเตอรี่ออกจะเปิดไม่ได้ก็มี กรณีนี้ก็นอนหลับพักผ่อนเถอะ).
6. ครบ 5 ชั่วโมงแล้วเชื่อมต่อเพาเวอร์อะแดปเตอร์อีกครั้ง ทำการชาร์ทไฟให้เต็มที่อีกครั้ง แบตเตอรี่ของคุณจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง.

Tip: วิธีการนี้ผมลองทดสอบกับเครื่องโน้ตบุ๊คที่ใช้งานมาประมาณปีเศษ จากที่เคยใช้งานได้นานสามชั่วโมงก็จะเหลือเพียงชั่วโมงเศษๆ แบตเตอรี่ก็หมดประจุแล้ว เลยใช้วิธีการนี้ดูบ้าง ปรากฏว่าทำให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้เกือบสองชั่วโมง เลยทำการ calibrate ซ้ำไปสี่ห้าครั้ง เรื่องไม่น่าเชื่อก็บังเกิด แบตเตอรี่ก้อนนั้นสามารถกลับมาจ่ายประจุได้สามชั่วโมงอีกครั้งหนึ่ง ทดลองดูซิครับ อาจจะไม่ต้องเสียเงินห้าหกพันสำหรับแบตเตอรี่ก้อนใหม่ก็ได้นะครับ


แหล่งที่มา:http://www.somdai.com/forum/viewtopic.php?f=30&t=30

ลองแล้วได้ผลกันอย่างไร มาบอกต่อด้วยนะครับ ส่วนผมยังไม่ได้ลองเพราะแบตยังใหม่อยู่เลย