View Full Version : โคตรมหาการทดลองที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ (Large Hadron Collider) ที่จะพลิกชะตามนุษย์ไปตลอดกาล
asylu3
05-09-2008, 12:37 PM
http://cache.boston.com/universal/site_graphics/blogs/bigpicture/lhc_08_01/lhc1.jpg
qQNpucos9wc
เมื่อคืนนี้ฟังข่าวเรื่องการทดลองนี้มาฟังดูแล้วก็งงๆว่าทำอะไรกัน ทำไมมันยิ่งใหญ่มหาสารขนาดนี้ทำไปทำไม
ก็เสียเวลาไปดูสารคดีใน Youtube มาสรุปสิ่งที่ได้ทราบมานั้น มันยิ่งใหญ่มาก
เป็นสิ่งที่หาทำสำเร็จจะเกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของมนุษย์ก้าวใหญ่ๆเลยก็ว่าได้
ดังนั้นเลยอยากเอามาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ CITEC ได้รับรู้กัน
-LHC ย่อมาจากอะไร
Large Hadron Collider เป็นโครงการทดลองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการศึกษาเกี่ยวกับการหาที่มาของต้นกำเนิดจักรวาล
- Hadron คืืออะไร
มันคือ สถานะของพันธะชนิดหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวอนุภาค quarks เข้าไว้ด้วยกันซึ่งแรงที่ยึดนี้เป็นแรงแบบ strong nuclear force คล้ายคลึงกับแรง electromagnetic ที่ทำการยึดเหนี่ยว Atom ไว้นั้นเอง
อนุภาคhadrons ที่รู้จักกันดีก็ประกอบด้วย protons และ neutrons
-ขอคำนิยามสั้นๆของเป้าหมายการทดลองนี้
LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาค จุดประสงค์ก็เหมือนเครื่องเร่งอนุภาคอื่นๆ ที่ CERN และ LAB อื่นๆ ทั่วโลก คือ เอาไว้ศึกษา Particle Physics/ High Energy Physics ที่ต้องสร้างเครื่องใหม่ก็เพื่อจะเพิ่มขีดความสามารถให้เร่งอนุภาคได้พลังงานสูงขึ้น
ตามทฤษฏีทางฟิสิกส์อนุภาค ได้ทำนายอนุภาคชนิดใหม่ๆ หรือพฤติกรรมใหม่ๆ ของอนุภาคและแรง ในระดับพลังงานสูงๆ
LHC ก็เอาไว้ทำการทดลองเพื่อทดสอบทฤษฏีพวกนี้
-ทดลองแล้วมีโอกาสเสี่ยงเกิดปัญหาหลุ่มดำไหม
หลุมดำที่ว่าอาจจะเกิด เรียกว่า Primordial Black Hole
เป็นหลุมดำขนาดจิ๋ว ที่ไม่เสถียร จะสลายตัวไปในทันทีที่เกิดขึ้นมา
และตามทฤษฏีจริงๆ ระดับพลังงานของ LHC ก็แค่ใกล้เคียงระดับที่จะเกิด Primordial BH เท่านั้น (คือเป็นไปได้ว่าจะเกิด)
PBH (หลุมดำจิ๋ว) ตามทฤษฏี Hawking Radiation คำนวนไว้ว่าหลุมดำมีการแผ่รังสีออกมา ยิ่งหลุมดำมวลน้อยๆ ยิ่งแผ่รังสีออกมามาก
แผ่ออกมามาก ก็หมายถึงมันสลายตัวไปเร็วไม่เกิดหลุมดำที่เสถียร
- ในวงการวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วๆเขาควรจะตื่นตัวกับการทดลองนี้ไหม ? มันสำเร็จหรือไม่มันส่งผลยังไงกับเขา?
ทดลองเพื่อทดสอบให้รู้ว่า ทฤษฏีมันถูกต้องหรือเปล่า
ถ้าผิด ก็จะได้ล้มทฤษฏีเดิม หาทฤษฏีใหม่ ถ้าถูก ก็พัฒนากันต่อไป จะออกมาทางไหนก็ไม่เรียกว่า fail
ทุกผลการทดลองหรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆของนักวิทยาศาสตร์นั้นส่งผลต่อการดำรงค์ชีวิตของคนเราทั้งนั้น
แต่ว่าจะรู้หรือไม่นั้นก็อีกเรื่องนึง เช่นโทรทัศน์จอคอมที่เราๆท่านๆใช้อยู่ ใครจะคิดละว่าเป็นวิวัฒนาการมาจาก
Physic เรื่อง electromagnetic ทั้งนั้นดังนั้น หากการทดลองนี้สามารถพิสูจน์และไขที่มาของกำเนิดจักรวาลได้ อาจจะเสมือนเป็นก้าวใหญ่ให้มนุษย์เราเรียนรู้
และสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในนิยายต่างๆเช่นเครื่อง ย้อนเวลา หรือเครื่องย้ายมวลสารต่างๆก็เป็นได้
ข่าวล่าสุด (ที่มา - esciencenews.com)
CERN ได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเดินเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ข่าวนี้มาพร้อมกับระยะทำเครื่องให้เย็นหลังจาก CERN ได้ประสบความสำเร็จในการข้อสรุปในการเดินเครื่องเร่งอนุภาคตัวใหม่ สถานีโทรทัศน์ได้ทำรายงานครอบคลุมตั้งแต่เการเริ่มเดินเครื่องผ่านทางสถานี Eurovision LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่มีกำลังมากสุดในโลก สร้างลำแสงอิเล็กตรอนที่มีพลังงานมากกว่า 7 เท่าของเครื่องเก่า และมีความเข้มมากกว่า 30 เท่าเมื่อไปถึงประสิทธิภาพที่คาดหวังไว้ในปี 2010 อุโมงค์ขนาด 27 กิโลเมตรที่เป็นท่อลำแสง LHC อิงเทคโนโลยีที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เครื่อง LHC ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนเครื่องต้นแบบในตัวมันเอง
รูปภาพ LHC จาก CERN
http://mediaarchive.cern.ch/MediaArchive/Photo/Public/2005/0510028/0510028_04/0510028_04-A5-at-72-dpi.jpg
สิ้นเดือนกรกฎาคม งานทั้งหมดใกล้จะเสร็จสมบรูณ์แล้ว กับเครื่องยิงอนุภาค 8 ส่วนที่มีอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ 1.9 องศาเหนือจุดเยือกแข็งสมบูรณ์ (-271ฐC) ระยะต่อไปขอการทำงานคือการทำเชื่อมต่อ LHC กับเครื่องเร่ง Super Proton Synchrotron (SPS) ที่จะมารวมเป็นส่วนเชื่อมต่อสุดท้ายของห่วงโซ่การยิงของ LHC เวลาระหว่างเครื่องทั้ง 2 ต้องมีความแม่นยำในระดับส่วนเสี้ยวของนาโนวินาที การทดสอบการเชื่อมต่อจะเริ่มในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และการยิงลำแสงอิเล็กตรอนที่สองแบบหมุนตามเข็มนาฬิกาจะเริ่มในสัปดาห์ถัดไป การทดสอบจะทำเรื่อยจนถึง 9 กันยายน เพื่อแน่ใจว่าเครื่องพร้อมที่จะเร่งและทำให้เกิดการชนของแสงอิเล็กตรอนที่ยิงไปที่มีระดับพลังงาน 5 TeV ต่อลำแสง ซึ่งเป็นพลังงานเป้าหมายในปี 2008 นี้ และลำแสงที่จะวิ่งวนภายใน LHc อย่างเป็นทางการนี้คือวันที่ 10 กันยายน ซึ่งจะใช้พลังงาน 450 GeV (0.45 TeV)
เมื่อการโคจรของลำแสงอิเล็กตรอนสเถียรแล้ว นักวจัยก็จะนำเข้าสู่ระยะการชนและสุดท้ายก็จะเร่งระบบ LHC ให้เร่งพลังงานไปถึง 5 TeV
รูปภาพการทดลองต่างๆ
http://fahrusha.files.wordpress.com/2008/04/hadron.jpg
http://www.symmetrymagazine.org/images/200608/article13_image01.jpg
http://cache.boston.com/universal/site_graphics/blogs/bigpicture/lhc_08_01/lhc2.jpg
The Globe of Innovation in the morning. The wooden globe is a structure originally built for Switzerland's national exhibition, Expo'02, and is 40 meters wide, 27 meters tall. (Maximilien Brice; Claudia Marcelloni,
jaynarol
05-09-2008, 12:52 PM
สุดยอดจริงๆครับ :lol:
มนุษย์เราช่างคิดกันมาได้
ถ้ามันสำเร็จขึ้นมาจริงๆ กลัวอย่างเดียวคือผลกระทบต่อธรรมชาติอะครับ
คงเสียสมดุลไปมากมายน่าดู :mellow:
asylu3
05-09-2008, 01:05 PM
More images
**Hidden Content: Check the thread to see hidden data.**
More images
**Hidden Content: Check the thread to see hidden data.**
petzaun
05-09-2008, 04:43 PM
ว่าแต่ไอเจ้าเครื่อง LHC นี่มันจะเดินเครื่องเมื่อไหร่เหรอครับ
ข่าวนี้ผมก็ได้ยินมานานละ :)
SheLLniX
05-09-2008, 05:01 PM
ว่าแต่ไอเจ้าเครื่อง LHC นี่มันจะเดินเครื่องเมื่อไหร่เหรอครับ[/b]
อ่านกระทู้แรกของท่านแอดมินอีกรอบ นะครับ :D
Natkub
09-09-2008, 10:24 PM
มาช่วยเพิ่มเติมข่าวสาร Credit เว็บsanook ครับ
**Hidden Content: Check the thread to see hidden data.**
hina_lovex
10-09-2008, 03:36 PM
ผมก็สนใจเรื่องนี้มานานแล้วครับ ถ้าใครเคยอ่านเรื่อง จักรวาลในเปลือกนัท จะทราบว่าโครงการนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด นักวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องที่เล็กที่สุดในชีวิตประจำวัน คือโครงสร้างของอะตอม ในขณะที่สนใจเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตประจำวัน คือจักรวาลที่เราอยู่ บังเอิญ เรื่องที่เล็กที่สุด อันว่าด้วยทฤษฏีควอนตัมฟิสิกส์ ยังไม่สามารถเปิดเผยส่วนที่เล็กที่สุด ว่าอนุภาคในอะตอมมีกี่ชนิด
เดิมทีทึ่เคย บอกว่า อะตอบประกอบด้วยอนุภาคของ โปรตอน,นิวตรอน และอิเล็คตรอน เป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุด ในสมัยที่เราเรียนวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันก็ไม่ใช่แล้ว เพราะค้นพบว่า ยังสามารถแยกส่วนได้เล็กกว่านั้นเป็น นิวคลีออน คว๊าก ..ฯลฯ ซึ่งแต่ละอนุภาคประกอบด้วย สปิน ซึ่งเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากทฤษฏีควอนตัมฟิสิกส์
ในขณะที่ระดับที่ใหญ่ที่สุดที่ใกล้ตัวเราคือ เรื่องจักรวาล เราจะอธิบายด้วยทฤษฏีสัมพันธ์ภาพของไอส์สไตน์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังคิดหาวิธีรวมทฤษฏีทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้แ่ก่ ทฤษฏีของแม็ค ฟลังค์ เรื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ทฤษฏีสัมพันธ์ภาพ และทฤษฏีควอนตัมฟิสิกส์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าถ้ารวมทฤษฏีเหล่านี้ได้ จะสามารถอธิบายสรรพสิ่ง ด้วยทฤษฏีเดียว ไม่ว่าจะเล็กระดับอะตอม หรือใหญ่ระดับจักรวาลครับ
ทีนี้การค้นพบที่ผ่านมา บ่งบอกว่า หลุมดำเป็นต้นกำเินิดจักรวาล เพราะที่เส้นขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำ การเกิดและการสลายตัวของ อะตอมเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบทางทฤษฏีว่า การแยกตัว และการสลายตัว ณ ขอบฟ้าเหตุการณ์ นั้นเหตุใดอนุภาคที่ส่งออกมา กับเข้าสู่หลุมดำจึงหักลบกัน (อันนี้ผมเข้าใจตามที่ผมอ่านนะอธิบายทฤษฏีลึกๆไม่ได้) จึงเท่ากัน
นักวิทยาศาสตร์จึงคาดว่า ถ้าเรารู้จักเหตุการณ์การเกิดหลุมดำได้ จะสามารถรู้วิธีการกำเนิดของ อะตอมได้ว่าเกิดมาได้อย่างไร รวมทั้งรู้วิธีการสลายตัวของอะตอมได้ จึงเกิดเป็นโครงการ LHC ครับผม
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จากการเรียนรู้อะตอม
- สามารถเปลี่ยนแปลง ธาตุคาร์บอนประเภท การ์ไฟต์ เป็นเพชรได้ โดยการเปลี่ยนโครงสร้างของการ์ไฟต์ แต่ผมว่าคงต้องพัฒนาเทคโนโลยีอีกเยอะ กว่าจะทำได้ในราคาต้นทุนต่ำ
- สามารถเปลี่ยนสนามแม่เหล็กโลก โดยการสร้างเครื่องย้ายสนามแม่เหล็ก ขนาดเล็ก อาจจะทำให้มนุษย์บินได้ โดยการเปลี่ยนสนามแม่เหล็ก
- คนสามารถเดินทะลุกำแพงได้ ถ้าสามารถสร้างเครื่อง สลายพลังงานของอะตอมชั่วคราว
- ยานอวกาศ จะเป็นระบบใช้การเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็ก น้ำมันไม่ต้องใช้ การเดินทาง การขนส่งจะถูกลง
ฯลฯ
หนังสือจักรวาลในเปลือกนัท แต่งโดย Stephen Hawking ผู้คิดค้นทฤษฏีของหลุมดำ
ใครสนใจเรื่องนี้ ผมว่ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็น่าจะดีครับ
หลัการคร่าวๆ ที่ผมนึกเอาตามสิ่งที่เคยเรียนมาในสมัยมัธยม แต่อาจจะไม่ใช่ความจริง ตามที่เขาทดลองนะครับ
โดยปกติ ที่เราทดลองกันใน lab วิทยาศาสตร์ การที่เราจะรู้ว่า อะตอมมีประจุบวกหรือประจุลบ เราจะมีเครื่องทดลอง ที่เป็นหลอดที่บรรจุก๊าซที่ประกอบด้วยขั้วแคโทด(-) และแอโนด(+) ฉากเรืองแสง และแหล่งกำหนดไฟฟ้า 1000V
http://www.kr.ac.th/tech/detchm48/atommodel020.html
เมื่อเราเอาแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีประจุบวก หรือประจุลบ ไปใส่ไว้ แล้วทำให้รังสีเบี่ยงแบนออกมา จากจุดกึ่งกลาง ณ ฉากเรืองแสง ทำให้เรารู้ว่าอะตอม นั้นประกอบด้วยประจุบวก ประจุลบ
ต่อมาเมื่อเรารู้จักทฤษฏีทางด้านนิวเคลียว์ เราค้นพบว่า การยิงอนุภาค โฟรตอน เข้าไปทำลายอนุภาคของ ธาตุกัมมันตรังสี จะทำให้เกิดพลังงานมหาศาล แสดงว่าอะตอมของธาตุกัมมันตรังสีธาตุหนึ่ง สามารถแตกตัวเป็นธาตุที่เล็กลง โดยการทำลายโครงสร้างการยึดเหนื่ยวของอะตอมได้
ดังนั้นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังจะทำ คือนำความรู้จากการที่อะตอม มีประจุบวกกับประจุลบ ในตัวอยู่แล้ว จึงสร้างสนามแม่เหล็ก ที่มีพลังงานมหาศาลโดยเร่งอนุภาค ให้อะตอมวิ่งด้วยความเร็วสูง แล้วนำมาชนกันเพื่อดูปฏิกิริยาที่เกิดจากการ เร่งอนุภาคให้ัมันมาชนกัน
อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนกับเราสร้างทางที่เป็นแบบหลอดรังสีแคโทด แอโนด ในระยะทางเป็นหลายกิโล เพื่อเร่งอนุภาคที่มีประจุให้วิ่งด้วยความเร็วสูงพอที่เมื่อชนกัน แล้วอะตอมจะสลายตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ
asylu3
10-09-2008, 04:17 PM
ข้อ update ข้อมูลไว้เพิ่มนะครับว่าไปถึงไหนแล้ว (แปลให้จากเว็บ twitter)
10 Sep 2008
15:57 -- CERN press release: นักวิจัย LHC แจ้งว่าจะเริ่มนำลำแสงมาปะทะกัน ภายในอีกไม่กี่อาทิตย์นี้ (โลกยังไม่แตก ไปหาอะไรทำพลางๆไปก่อน)
15:30 -- ข่าว update จาก AP แจ้งว่าขณะนี้ได้เริ่มยิง ลำแสงอนภาค protons ออกไปแล้วที่ระยะ 17-mile
15:28 -- ล่าสุด CERN ยืนยันแล้วว่าประสบความสำเร็จในการติดเครื่อง LHC แล้ว
15:13 -- หัวหน้าโครงการ LHC แจ้งว่าประสบปัญหาบางอย่างในการเริ่มยิงลำแสง หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
14:20 -- โฆษกของ Lab CERN ได้จ้งแหล่งข่าวว่า ขบวนการเริ่มต้นการยิ่งลำแสงแรกนั้นยังไม่เรียบร้อยกำลังดำเ้นินการอยู่
14:13 -- CERN ยืนยันแล้วว่ากำลังเริ่มขบวนการติดเครื่อง LHC ไปแล้ว
อ้างอิงจาก http://twitter.com/LHCLatest
The following link suggested by iLLuSioN Ex:
Live broadcast: http://www.rte.ie/live/
Live Radio: http://www.bbc.co.uk/iplayer/console/radio4fm
rayanddaw
10-09-2008, 11:43 PM
นี่เราจะตายกันแล้วหรือนี้ เห็นข่าวออกทดลอง วันที่ 10 กันยายา ก็วันนี้ เห็นเขาบอกว่า ทดลองเร่งอนุภาค เป็น 7 เท่าของปกติ แต่เดินเครื่องแค่ เศษเสี๊ยว ของความแรงของเครื่อง ผมหละเสียว จิง ๆ เห็นด้วยก็เยอะ ไม่เห็นด้วยก็เยอ่ะ มีข่าวบอกคนไม่เห็นด้วย จะฆ่านักวิทยาศาสตร์ซ๋ะนี่ แล้วโครงการนี้ใช้เงินเยอ่ะมาก แยะที่สุดเปล่าไม่รู้ โครงการเริ่มมา เกือบ 30 ปีแล้ว ถ้าจำไม่ผิด จะทดลองอะไรก็ทำไปเด้อ อย่ามาทำแถวบ้านผมก็พอ เสียว.. :)
warcraft
11-09-2008, 12:09 AM
จะทดลองอะไรก็ทำไปเด้อ อย่ามาทำแถวบ้านผมก็พอ เสียว.. :)
[/b]
ไม่ต้องห่วงงับท่าน เพราะถ้าผิดพลาดจิง แล้วเกิดหลุมดำอย่างที่กลัวกัน ก้อตายพร้อมกันหมดและคับ อิอิ ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
แล้วก้อมีชาวบ้านตาดำๆอีกเยอะที่ยังไม่รู้ว่ามีการทดลองนี้
แต่ถ้าสำเร็จ เด๋วพวกเราก็ได้นั่งทามแม็คชีนแล้ว อิอิ(เหมือนในโดเรมอนป่าวหว่า)
asylu3
11-09-2008, 01:25 AM
สำหรับกระทู้แรก และรายละเอียดอื่นดูที่ http://citec.us/forum/index.php?showtopic=24344&st=0
สร้างห้องแยกพร้อมข้อมูล update ทุกๆ 15 นาทีให้แล้วครับ
http://citec.us/forum/Large-Hadron-Collide...oject-f156.html (http://citec.us/forum/Large-Hadron-Collider-Project-f156.html)
akira
13-09-2008, 04:55 PM
หลายท่านคงได้ทราบข่าวใหญ่เกี่ยวกับการเร่งอนุภาคโปรตอนมาชนกันใน LHC เพื่อพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของ ฮิกส์โบซอน ทำความเข้าใจ กลไกของฮิกส์ และทฤษฎีกลไกการเกิดไมโครแบล็คโฮล จากสเตรนจ์ควาร์กไปในตัว
แต่หลายท่านอาจไม่ทราบว่าในประเทศเราก็มีเครื่องเร่งอนุภาคกับเขาเหมือนกัน แต่ไม่ได้นำมาใช้เร่งอนุภาคมาชนกันแต่อย่างใด แต่นำมาใช้ผลิตแสงซินโครตรอนความเข้มสูงเพื่อใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ
ท่านใดสนใจในฟิสิกส์อนุภาค และอยากมีประสบการณ์ตรง ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงได้ที่นี่ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ
http://www.nsrc.or.th/new_th/_contents/PR/ActivitySchedules/August08/news3/poster_syn.gif
ดร.บัวบาล กัวประเสริฐ หัวหน้าส่วนงานบริการผู้ใช้ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ จะจัดโครงการค่ายวิทยาศาสตร์แสงสยาม
ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 20 - 24 ตุลาคม 2551 ณ ห้องปฏิบัติการแสงสยาม จังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษาในสาขา วิชาวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจถึงบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านแสงซินโครตรอน ที่มีต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้จากนักวิทยาศาสตรชั้นนำ และวิทยากร ทางด้านเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน และการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน อีกทั้งได้เข้าร่วม กิจกรรมปฏิบัติงานวิจัยโดยใช้เทคนิคการวัดต่างๆ ร่วมกับนักวิจัยของศูนย์ฯ ตามสาขาที่สนใจ โดยการจัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์แสงสยามนี้ มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาที่กำลังศึกษา อยู่ในปัจจุบันได้มีโอกาสเรียนรู้ และสัมผัสงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจนเทคโนโลยี ระดับสูงทางด้านเทคโนโลยีซินโครตรอน เพื่อเป็นประสบการณ์ในการศึกษาต่อระดับสูง และการพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่มีศักยภาพในอนาคต สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3, 4 และ/หรือ ปริญญาโทในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ผู้สนใจ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนงานบริการผู้ใช้ สำนักงานผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ โทรศัพท์ 0-4421-7040 ต่อ 605 - 607 ตั้งแต่บัดนี้ - 30 กันยายน 2551
รับจำนวนจำกัด ประกาศผล ผู้ผ่านการคัดเลือก ในวันที่ 3 ตุลาคม 2551 ที่ http://www.nsrc.or.th (http://www.nsrc.or.th/)
Downloads : ใบสมัคร (http://www.nsrc.or.th/new_th/_contents/PR/ActivitySchedules/August08/news3/apply.doc) , กำหนดการ (http://www.nsrc.or.th/new_th/_contents/PR/ActivitySchedules/August08/news3/program.doc) , รายละเอียดโครงการ (http://www.nsrc.or.th/new_th/_contents/PR/ActivitySchedules/August08/news3/detail.doc) , โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ (http://www.nsrc.or.th/new_th/_contents/PR/ActivitySchedules/August08/news3/poster.pdf)
จาก รุ่นที่ 4
SheLLniX
13-09-2008, 10:38 PM
Hacker จู่โจมเว็บของ Large Hadron Collider
**Hidden Content: Check the thread to see hidden data.**
akira
14-09-2008, 04:30 PM
ข้อความจากกลุ่มของแฮกเกอร์เป็นภาษากรีก ในนาม GST: Greek Security Team เพื่อพยายามบอกกล่าวแก่ทีมงานที่รับผิดชอบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของ CMS detector ให้รับรู้ถึงความอ่อนแอของ infrastructure ของตน
http://pic.citec.us/out.php/i6682_scicern212big.gif
LSbo8gamaK0
http://pic.citec.us/out.php/i6686_CMSnc.jpg
CMS detector ล้อมรอบด้วยแม่เหล็กโซลีนอยด์ขนาดยักษ์ ได้จากเคเบิลทรงกระบอกของซูเปอร์คอนดักเตอร์บิดเป็นคอยด์เพื่อให้กำเนิดสนามแม่เหล็กแรงสูง 4 เทสล่าร์(ประมาณ หนึ่งแสนเท่าของสนามแม่เหล็กโลก) สนามแม่เหล็กแรงสูงนี้จะถูกกักไว้ด้วยชั้นของโลหะผสมที่เรียกกันว่า yoke ทำให้ detector นี้มีน้ำหนักถึง 12500 ตัน ด้วยคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาของ CMS detector แทนที่จะสร้างให้ลงไปใต้ดินเหมือนกับ detector อื่นๆที่ใช้ในการทดลองของ LHC แต่มันกลับถูกสร้างอยู่บนดิน ก่อนที่ระบบอื่นใต้ดินอีก 15 ส่วนจะถูกสร้างขึ้นตามมา
ในปี 2006 มีนักวิทยาศาสตร์มากกว่า สองพันคนทำงานวิจัยร่วมกันใน CMS จาก 155 สถาบันใน 37 ประเทศ
razor
15-09-2008, 01:07 PM
<div align="center">ผลกระทบจาก การทดลองครั้งยิ่งใหญ่</div>
ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะมีหลายยคนที่ได้อ่านข่าวนี้กันแล้วหรือยัง แต่พอดีไอ่านมาเจอก็เลยนำมาเล่าต่อให้ฟังกันนะครับ
<blockquote>จากการทดลองยิ่งเครื่องเร่งอนุภาคของ LCH ไปเมื่อไม่กี่วัน หนังสือพิมพื ฮินดูสถาน ไทม์ ของอินเดียก็ได้ออกมาเปิดเผยว่ามีเด็กหญิงวัย 16 ปีที่ได้ชมการถ่านทอด แล้วเกิดอาการวิตก และกลัวการทดลองดังกล่าวเพราะคิดว่าโลกกำลังจะแตก ก็เลยกินยาพิษที่ไม่เปิดเผยชนิด เข้าไป ชิงตายก่อน ซึ่งแพทย์ได้พยายามอย่างเต็มที่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้
</blockquote> เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับที่เกิดเรืองแบบนี้ ก็เอามาฝากกันนะครับ
.
.
จากหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ 15 กันยายน 2551
razor
24-09-2008, 03:05 PM
ไม่ทราบเหมือนกันว่าหลายคนอ่านข่าวนีหรือยัง แต่วันนี้ไปอ่านข่าวจากไทยรัฐมา ไปเจอข่าวอัพเดทเกี่ยวกับการทดลองนี้มา เลยเอามาบอกต่อกัน
<div align="center">เครื่องศึกษาการเกิดจักวาลพัง ดับเครื่องซ่อมใช้เวลานานกว่า 2 เดือน</div>
เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ในอุโมงคืใต้ดินระหว่างพรมแดน สวิสกับฝรั่งเศส ต้องปิดเครื่องซ่อมนานคาดเกิน 2 เดือน องค์การพัฒนาเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป เจ้าของเครื่องบอกว่าเครื่องเริ่มเสีย มีก๊าซ ฮีเรียมรั่วไหลออกมาในอุโมงคจำนวนมาก จากการตรวจสอบในขั้นต้น อาจจะเกิดจากการต่อเชื่อมทางไฟฟ้าของแม่เหล็ก 2 ตัว เกิดการขัดข้อง "จากระเบียบข้อบังคับเรื่องความปลอดภัย" ทำให้รับประกันได้ว่าไม่มีอันตรายใดๆ ต่อบุคคล ซึ่งจะใช้เวลาในการซ่อมแซมแล้วเสร็จประมาณ 2 เดือน
.
.
.
จากข่าวไทยรัฐ หน้า 7 ประจำวันที่ 24 กันยายน 2551
akira
10-10-2008, 07:39 PM
อ่านเรื่อง LHC เพิ่มเติม
โครงการ LHC - 01 : เกริ่นนำ
http://gotoknow.org/blog/science/207770
โครงการ LHC - 02 : หลุมดำจิ๋ว (1)
http://gotoknow.org/blog/science/209492
โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
nut777
23-10-2008, 02:41 PM
เห็นข่าวออกทดลอง วันที่ 10 กันยายา ก็วันนี้ เห็นเขาบอกว่า ทดลองเร่งอนุภาค เป็น 7 เท่าของปกติ แต่เดินเครื่องแค่ เศษเสี๊ยว ของความแรงของเครื่อง ผมหละเสียว จิง ๆ เห็นด้วยก็เยอะ ไม่เห็นด้วยก็เยอ่ะ มีข่าวบอกคนไม่เห็นด้วย จะฆ่านักวิทยาศาสตร์ซ๋ะนี่ แล้วโครงการนี้ใช้เงินเยอ่ะมาก แยะที่สุดเปล่าไม่รู้ โครงการเริ่มมา เกือบ 30 ปีแล้ว ถ้าจำไม่ผิด จะทดลองอะไรก็ทำไปเด้อ อย่ามาทำแถวบ้านผมก็พอ
hina_lovex
01-04-2009, 03:30 PM
มาเพิ่มเติมข้อมูล และแนะนำหนังสือไปในตัว
หลังจากที่เครื่อง LHC ปิดซ่อมไปด้วยระยะเวลา 2 เดือน ผมยังไม่ได้ข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องว่า LHC ซ่อมเสร็จหรือยัง
แต่ที่ออกมาเพิ่มข้อมูลในวันนี้ จะมาแนะนำหนังสือที่พึ่งอาจจบไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
นั่นก์คือหนังสือเรื่อง
ชื่อหนังสือ ทอถักจักรวาล (The Fabric of The Cosmos)
เขียนโดย Brian Greene
แปลโดย ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ
พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ มติชน
http://pic.citec.us/out.php/i13749_Fabric.gif
เป็นหนังสือฟิสิกส์ ที่อธิบายเกี่ยวกับ
-จักรวาลในระดับเล็กที่สุด (ควอนตัมฟิสิกส์)
-จักรวาลในระดับใหญ่ที่สุด (ทฤษฏีสัมพันธภาพทั่วไป,ทฤษฏีสัมพันธภาพพิเศษ)
-ความก้าวหน้าในทฤษฏี ที่พยายามรวบรวมควอนตัมฟิสิกส์ กับสัมพันธภาพ (M-Theory)
-ทฤษฏีสตริง,หลุมดำ,การสร้างเครื่องย้อนเวลา
ฯลฯ
ถามว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ?
คงต้องบอกว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยที่ต้องการ จะรู้ว่าเราเรียนฟิสิกส์ไปเืพื่ออะไร เพราะใช้ภาษาง่ายๆ ในการอธิบาย
เรื่องของ เวลา,จักรวาล,เครื่องไทน์แมชชีน,อะตอม,..ฯลฯ ด้วยภาษาง่ายๆ โดยที่ไม่มีสูตรทางฟิสิกส์ เลยซักนิดเดียว
คนที่มีความรู้และสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์สามารถอ่านได้
เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับคนที่ จบป.ตรี ทุกสาขา ที่สนใจความรู้ใหม่ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์
**Hidden Content: Check the thread to see hidden data.**
hina_lovex
01-04-2009, 03:49 PM
สำหรับหนังสือ อีก 2 เล่มที่อยู่ในซีรี่เดียวกัน
สำหรับคนที่อยากอ่านในภาพกว้างๆ ไม่เน้นความเข้าใจลึกซึ้ง ให้อ่านเล่ม
ทอถักจักรวาลเล่มเดียวก็พอ
ส่วนผู้ที่อยากเข้าใจเชิงลึกให้อ่านอีก 2 เล่มคือ
http://pic.citec.us/out.php/i13750_BlackHoles.jpg
ชื่อหนังสือ : ประวัติย่อของหลุมดำ (ฺBlack Holes and Time Warps)
เขียนโดย : Kip S. Thorne
แปลโดย : รศ ดนัย วิโรจน์อุไรเรือง
พิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ มติชน
พึ่งสอบ stat ไปเมื่อวันอาทิตย์ พร้อมๆกับประกาศคะแนนวิชาก่อนหน้า และรับรายงานที่ต้องทำส่งปลายเทอมอีกตั้งยักษ์ๆ
รวมความแล้ว ผมสรุปได้ว่าหนีโลกแห่งความจริงดีกว่า แล้วก็คว้าประวัติย่อของหลุมดำ(Black Holes and Time Warps) ผลงานเขียน 15 ปีของ คิฟ เอส ธอร์น(Kip S. Thorne) ที่มติชนแปลกลับบ้าน
โดยความสัตย์จริง ผมซื้อเพราะเห็นชื่อ ฮอร์กิ้น แปะอยู่ด้านล่าง ซึ่งเมื่ออ่านอย่างละเอียดแล้ว ฮอร์กิ้น เขียนแค่คำนำ
ใน ประวัติย่อของกาลเวลา ฮอร์กิ้น นำเราเลียบเคียงไปสู่ความมหัศจรรย์ของห้วงเวลาที่บิดเบี้ิยว และ ไม่สัมบูรณ์ และขยายความยิ่งใหญ่ของทรรศนะเหล่านั้นใน จักรวาลในเปลือกนัท
คิฟ ธอร์น ตรงกว่านั้น เขาไมไ่ด้เลียบๆเคียงๆไปยังเรื่องอื่นเลย แต่อุทิศหนังสือร่วม 700 หน้า เข้าสู่ใจกลางอันดำมืด ปริศนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดด้านจัีกรวาลวิทยา ของ หลุมดำ
ธอร์น เริ่มจากบทนำ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นนิยายวิทยาศาสตร์ในการสำรวจหลุมดำ การเดินทางข้ามเอกภพ และการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแบล็คโฮล ซึ่งมอบพลังใกล้เคียงอนันต์แก่มนุษยชาติ ในบทนำ ตัวเอกของเรื่องจะได้พบพฤติกรรมแปลกๆของหลุมดำที่เข้าสำรวจ พฤติกรรมซึ่ง ธอร์น จะบรรยายละเิอียดในบทต่อๆไป
หลังจากนั้น ธอร์น นำเราย้อนอดีต กลับไปยังยุโรป ในต้นศตวรรษที่ 19 ในยุคที่แนวคิดแบบนิวโตเนียนเฟื่้องฟู และรากฐานอันหนักแน่น ซึ่งอธิบายโลกและจักรวาล รากฐานซึ่งไม่มีผู้ใดคิดว่าจะถูกทุบทำลายด้วยอัจฉริยภาพของเสมียนหัวฟูแห่งซูริคในเวลาต่อมา
อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ และเมื่อทำนายการเบี่ยงเบนพาริลเรียน ของดาวพุธ(ซึ่งทฤษฏีของนิวตัน ให้คำตอบผิดพลาด)ได้ถูกต้อง โลกทัศน์อันยืนยงของนิวตันก็พังทลาย ไอนสไตน์ได้จุดคบเพลิงอันแรกขึ้นและแสงของมันได้ทำให้มนุษย์เห็นโลกแบบใหม่ โลกอันพิศวงและขัดแย้งต่อจิตใต้สำนึก
ภายใต้แสงของคบเพลิงอันแรก นักฟิสิกส์ต่างกรูกันเข้าไปเหมือนมดวิ่งหาขนมหวาน และอีกไม่นานคบเพลิงอื่นๆก็ถูกจุดขึ้นเรื่อยๆ จันทรเศขร เสนอมวลวิกฤติ ซึ่งก่อให้เกิดหลุมดำ ชวาสไชลน์แสดงสภาวะของขอบฟ้าเหตุการณ์ เลฟลันดอ เสนอโครงสร้างดาวนิวตรอน ซึ่ง ออฟเปนไฮเมอร์ ปรับปรุงจนสมบูรณ์ในภายหลัง
แต่แล้วสงครามโลกครั้งที่สอง เกือบจะทำให้แสงสว่างเหล่านี้ดับลง นักฟิสิกส์จำนวนมาก ย้ายไปศึกษาเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ ออฟเปนไฮเมอร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการแมนฮัตตัน กล่าวหลังสงครามว่า "นี่เป็นตราบาปที่นักฟิสิกส์ต้องแบกรับ" ด้วยความขมขื่น หลังสงครามออฟเปนไฮเมอร์ ยกเลิกการวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ และไม่มีผลงานอื่นออกมาอีกเลย
เลฟลันดอ และนักฟิสิกส์ซีกรัสเซีย เลวร้ายยิ่งกว่า ในยุคของสงครามเย็น และเผด็จการ นอกจากการวิจัยทางทหารแล้วไม่มีอะไรอีกเลย ลันดอถูกสั่งจำคุก หลายๆคนโดนประหาร ความเลวร้ายดำเนินไป จนสตาลินตายการฟื้นตัวของวงการวิทยาศาสตร์ของรัสเซียจึงเริ่มต้นขึ้นได้อีกครั้ง
และที่จุดนี้ มรดกที่คาดไม่ถึงของสงครามโลกก็ผลิดอกออกผล
เทคโนโลยีการคำนวณและโครงสร้างอย่างละเอียดของอะตอมที่ถูกพัฒนาเพื่อสร้างระเบิดปรมาณู สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาโครงสร้างของอวกาศได้ แล้วคบเพลิงใหม่ๆ ก็ถูกจุดติดขึ้นอีกครั้ง โดย วีเลอร์ เซียมา และ โนวิคอฟ(ซึ่งใกล้ปัจจุบันมากแล้ว คิฟ ธอร์น เป็นศิษย์เอก ของวีเลอร์ ส่วนสตีเฟน ฮอร์กิ้น เป็นศิษย์เอกของเซียมา)
ผมคงขอจบการสปอยด์เนื้อหาไว้เท่านี้(คือยังอ่านไม่จบ )
ศาสตราจารย์ คิฟ ธอร์น ได้พยายามอย่างถึงที่สุด ที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย สมการและสัญลักษณ์แปลกๆ ถูกเนรเทศจากหน้ากระดาษ รูปวาด และแบบจำลองจำนวนมาก ถูกแทรกเป็นระยะๆ เพื่ออธิบายสิ่งที่ขัดสามัญสำนึก ให้คนอ่านรู้สึกว่ามันพอจะมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง
ผู้อ่านจะระทึก และตามติด พัฒนาการทางด้านฟิสิกส์ ตั้งแต่ปี 1900 แนวคิดพื้นฐานของทฤษฏีสัมพัทธภาพ และควอนตัม สภาพภายในหลุมดำ การบิดเบือนของเวลาและความจริงแท้ของจักรวาล
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ประสานกันอย่างงดงามกับหนังสือของ ฮอร์กิ้นทั้งสองเล่ม มันทำให้ผมเข้าใจว่า ทฤษฏีสัมพัีทธภาพไม่ได้กำเนิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดขึ้นพร้อมๆกับสัญญาณชี้นำการล่มสลายของแนวคิดนิวโทเนี่ยนนานัปการ
ถ้าคุณอ่านไซไฟ ถ้าคุณอยากรู้ความจริงของจักรวาล คุณต้องอ่านเล่มนี้ครับ
ปล.
หนังสือเล่มนี้อ่านไม่ง่าย ระดับของผู้อ่านใกล้เคียงกับหนังสือของฮอร์กิ้น (และทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้บอกว่ามันยากนะ)
แหล่งที่มา : http://house.exteen.com/20080818/entry
http://pic.citec.us/out.php/i13753_QuantumMini.jpeg
ชื่อหนังสือ : ควอนตัมจักรวาลใหม่ (The New Quantum Universe)
เขียนโดย : Tony Hey / Patrick Walters
แปลโดย : ดร. พิเชษฐ กิจธารา
พิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ มติชน
ควอนตัมคืออะไร?
คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ ได้ดีกว่านักฟิสิกส์ ที่ศึกษาวิจัยเรื่องนี้โดยตรง และแม้ไม่ได้ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือออกมาเอง แต่ "ดร.พิเชษฐ กิจธารา" นักฟิสิกส์ผู้คร่ำหวอดในทฤษฎีควอนตัมก็ถอดความหนังสือ "ควอนตัมจักรวาลใหม่" ให้คนไทยได้เข้าถึงศาสตร์ที่ชวนพิศวงง่ายขึ้น
ว่างจากงานสอนและวิจัย ดร.พิเชษฐ กิจธารา อาจารย์ภาควิชาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปลีกตัวมาแปลหนังสือ "ควอนตัมจักรวาลใหม่" (The New Quantum Universe) ผลงานเขียนของโทนี เฮย์ (Tony Hey) และแพ็ทริค วอลเตอร์ส (Patrick Walters) แล้วหนังสือที่แปลโดยนักวิทยาศาสตร์นี้จะเต็มไปด้วยเนื้อหาหนักๆ ที่ยากต่อการเข้าใจ หรือจะทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น คงต้องให้เจ้าตัวสาธยาย
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - ทำไมจึงแปลหนังสือเล่มนี้?
ดร.พิเชษฐ - สำนักพิมพ์มติชนเสนอหนังสือเล่มนี้ให้ผมพิจารณา หลังจากอ่านดูแล้วผมรู้สึกประทับใจกับหนังสือเล่มนี้ จึงตกลงแปล เล่มนี้เป็นเล่มแรก ก่อนหน้านี้เคยเป็นบรรณาธิการของหนังสือแปลเรื่องผู้ชายที่หลังรักตัวเลข (The Man Who Loved Only Numbers) ของสำนักพิมพ์มติชนเช่นกัน
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - ใช้เวลาแปลนานแค่ไหน?
ดร.พิเชษฐ - ประมาณ 5-6 เดือน ใช้เวลาแปลเดือนละประมาณ 4-5 วัน บทแรกๆ เป็นการปูพื้นฐาน องค์ความรู้ที่จะนำไปใช้ในบทหลังๆ ทำให้การแปลง่ายพอสมควร แต่ก็ต้องพิถีพิธันในการเลือกใช้คำและเรียงประโยคเพื่อป้องกันความสับสน เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับทฤษฏีฟิสิกส์มากนัก
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรบ้าง? ไฮไลท์ของหนังสือเล่มนี้คืออะไร?
ดร.พิเชษฐ - ทุกอย่างที่เกี่ยวกับทฤษฏีควอนตัม ทั้งประวัติผู้ค้นพบพื้นฐานและแนวคิดสำคัญๆ ของทฤษฏี ผลกระทบของมันต่อชีวิตประจำของเรา ถ้าหากนับว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือควอนตัมฟิสิกส์สำหรับผู้อ่านทั่วไป (popular science) แล้วละก็ ผมถือว่าหนังสือเล่มดีที่สุดที่ผมเคยอ่านมา
สิ่งที่ชอบที่สุดคือรูปประกอบที่มีอยู่แทบทุกหน้า แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นอย่างชัดเจน รูปประกอบเหล่านี้ทำให้หนังสือน่าสนใจ ช่วยในการจินตนาการ ทำให้ทฤษฏีที่หลายคนคิดว่ายากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทางสำนักพิมพ์มติชนเองก็ใจดี รูปสำคัญๆภายในเล่มก็ทำเป็นรูปสีเกือบทั้งหมด
หนังสือเล่มนี้พาเราท่องไปยังโลกควอนตัม ค่อยๆ เสริมให้เราเข้าใจเพิ่มขึ้นทีละน้อย เริ่มด้วยพื้นฐานและหลักการสำคัญๆของควอนตัม โดยเฉพาะเรื่องการแทรกสอดของคลื่น ในการทดลองสลิตคู่ (The Double-Slit Experiment) ของโธมัส ยัง (Thomas Young) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ ของกลศาสตร์ควอนตัม และเป็น 1 ใน 10 การทดลองที่ดีที่สุดของวงการฟิสิกส์ สามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์สำคัญๆ หลายอย่าง เช่น หลักความไม่แน่อนของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg's Uncertainty Principle)
หลังจากเข้าใจพื้นฐานแล้ว ผู้เขียนก็นำเราไปสู่เรื่องราวที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ในโลกของควอนตัม ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอะตอมและนิวเคลียส ธาตุ กลไกต่างๆ ในดวงดาวรวมถึงหลุมดำ และข้อขัดแย้งต่างๆในควอนตัม (quantum paradox) ที่บางส่วนยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบ ในระหว่างนั้นก็มีแทรกเกร็ดประวัติของนักฟิสิกส์อัจฉริยะ ที่เผยให้เห็นแง่มุมอันน่าทึ่งและน่าแปลกของเขาเหล่านั้น
จากนั้น เป็นการนำผู้อ่านให้มองเห็นการประยุกต์ใช้ทฤษฏีควอนตัมในเทคโนโลยีต่างๆ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่นการสร้างซิลิคอนชิป เลเซอร์ ก่อนจะนำเราไปมองโลกอนาคต ที่เต็มไปด้วยนาโนเทคโนโลยี (nanotechnology) วิทยาการรหัสลับเชิงควอนตัม (quantum cryptography) และการย้ายวัตถุไร้สัมผัส (teleportation) ก่อนจะจบด้วยการบรรยายเกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บนทฤษฏีควอนตัม
หลายท่านอาจจะเคยคิดว่า ทฤษฏีวิทยาศาสตร์ยากๆ เป็นเรื่องสุดโต่งที่ไกลตัว แต่หากพิจาราณาดีๆ จะพบบางเรื่องเป็นสิ่งใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่น ในการกระโดดข้ามกำแพง เราต้องวิ่งและกระโดดให้มีพลังงานสูงมากพอ จึงจะกระโดดข้ามได้ เมื่อเพิ่มกำแพงให้สูงขึ้น ถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่สามารถข้ามได้ แต่ในระบบควอนตัม มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์ควอนตัม (Quantum Tenneling) ที่อนุภาคประพฤติตัวเหมือนเคลื่อนที่ทะลุกำแพง คือหายตัวจากข้างหนึ่งไปโผล่อีกข้างหนึ่งแบบทันทีทันใด ถึงแม้อนุภาคมีพลังงานไม่พอที่จะข้ามกำแพง แต่มันสามารถหายตัวไปโผล่อีกข้างได้
อาจจะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะในชีวิตประจำวันเราไม่เคยเห็นมนุษย์หายตัวแล้วโผล่อีกข้างของกำแพงได้ แต่ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของแสงจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นปฏิกริยานิวเคลียร์ของการรวมนิวเคลียสไฮโดรเจนเข้าด้วยกัน นิวเคลียสเหล่านี้ มีแรงผลักทางไฟฟ้าที่ทำหน้าที่คล้ายกำแพงพลังงาน คอยป้องกันไม่ให้มันเข้ามาใกล้กันมากพอจนรวมกันได้ แต่ที่มันรวมกันได้และให้แสงออกมาก็เพราะมันสามารถ 'ลอดอุโมงค์ควอนตัม' เข้าไปรวมกันนั่นเอง นั่นคือแสงจากดวงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานให้กับพืชและสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนโลก ก็ต้องอาศัยกลไกของกลศาสตร์ควอนตัมในการทำงาน หรือพูดได้ว่ามนุษย์เราเป็นหนี้บุญคุณ 'การลอดอุโมงค์ควอนตัม' นั่นเอง
ผมมั่นใจว่า หลังจากอ่านจบแล้ว ท่านจะไม่สงสัยอีกต่อไปเลยว่า เราเรียนรู้วิชาควอนตัมไปทำไม โลกในชีวิตประจำวันของเรานั้นแวดล้อมไปด้วยโลกของควอนตัม ตัวเราเองประกอบด้วยอิเล็กตรอน อะตอมและโมเลกุล ซึ่งก็ถือว่าเป็นระบบควอนตัม เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เลเซอร์ พลังงานนิวเคลียร์ ต่างก็พัฒนามาจากทฤษฏีควอนตัมทั้งนั้น ถือได้ว่ามนุษย์โลกถือกำหนดขึ้นมาได้และมีวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ก็ด้วยกลไกและปรากฏการณ์ทางควอนตัมนั่นเอง
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - ใครที่เหมาะจะอ่านหนังสือเล่มนี้?
ดร.พิเชษฐ - ประชาชนทั่วไปที่อยากรู้ว่าทฤษฏีควอนตัมคืออะไร และเกี่ยวกับชีวิตประจำวันอย่างไร และเหมาะนักเรียนนักศึกษาอ่านเป็นหนังสือเสริมความรู้นอกห้องเรียน ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะให้คำตอบบางเรื่องที่ท่านสงสัยอยู่ และหวังว่าจะช่วยกระตุ้น ความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนนักศึกษา สักวันหนึ่งในอนาคตพวกเขาจะก้าวขึ้นมาช่วยหาคำตอบ ของปริศนาบางอย่างของควอนตัม ที่นักฟิสิกส์เองยังตอบไม่ได้ในปัจจุบัน
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - อุปสรรคในการแปลหนังสือเล่มนี้มีบ้างหรือไม่?
ดร.พิเชษฐ - มีเงื่อนไขเวลาที่จำกัด และการเลือกหาคำภาษาไทย แทนศัพท์เฉพาะทางในภาษาอังกฤษ อย่างเช่นการที่อนุภาคหายตัวแล้วไปโผล่อีกข้างของกำแพงในปรากกฏการณ์ Quantum Tunelling ก็คิดและค้นหาอยู่นานว่าจะใช้คำว่าอะไรดี เช่น ปรากฏการณ์หายตัวทะลุกำแพง ปรากฏการณ์ไชอุโมงค์ ปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์ ฯลฯ แต่ก็พอมีศัพท์มาตรฐานของราชบัณฑิตอยู่บ้าง
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - งานที่อาจารย์ศึกษาอยู่ มีส่วนช่วยให้การแปลหนังสือง่ายขึ้นหรือไม่?
ดร.พิเชษฐ - ก็มีส่วนช่วยครับ แต่หนังสือมีเรื่องราวที่หลากหลาย ครอบคุลมหลายประเด็นที่เกี่ยวกับควอนตัม ไม่ได้เกี่ยวกับงานวิจัยของผมโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นความรู้รอบตัวที่น่าสนใจในแวดวงของควอนตัมฟิสิกส์ ที่นักฟิสิกส์ทั่วไปคุ้นเคยและคอยติดตามอยู่แล้ว
ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ - คำถามสุดท้าย ได้อะไรจากการแปลหนังสือเล่มนี้?
ดร.พิเชษฐ - ตรงไปตรงมาก็ได้ตังค์ (หัวเราะ) จริงๆ เกร็ดชีวประวัติของนักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังบางแง่มุมผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน
อ่านแล้วก็น่าทึ่งดี แล้วผมรู้สึกมีความสุขที่ได้แปลเล่มนี้ มันเป็นความรู้สึกคล้ายๆเวลาเราเจออะไรดีๆ เราก็อยากแนะนำต่อให้ญาติเหรือเพื่อนๆเรา ทำนองนั้น
ส่วนตัวผมคิดว่าหนังสือและตำราวิทยาศาสตร์ บ้านเรามีน้อยมากๆ ในหลายประเทศที่มีความก้าวหน้าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนรู้ คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์เป็นอันดับแรก ผมอยากเห็นอย่างนั้นบ้างในประเทศไทย
แหล่งที่มา : http://www.khum.net/news-read/968806
Powered by vBulletin® Version 4.2.5 Copyright © 2026 vBulletin Solutions Inc. All rights reserved.