PDA

View Full Version : ยักษ์ไอทีผวากำลังซื้อปลายปีวูบ "คอมมาร์ท"ไม่ขลังหลุดเป้า20%



kikujang
08-11-2007, 08:43 PM
ยักษ์ไอทีผวากำลังซื้อปลายปีวูบ "คอมมาร์ท"ไม่ขลังหลุดเป้า20%


ยักษ์ไอทีจับตาสัญญาณกำลังซื้อสินค้าไอทีสะดุด หลังสถานการณ์ยอดขายในงาน "คอมมาร์ท" ตกลง ยักษ์ "เอเซอร์" ผวายอดขายลดลงจากงานกลางปีถึง 20% ประเมินผู้บริโภคไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจ รอลุ้นหลังเลือกตั้งกำลังซื้อพลิกฟื้น เดินหน้าอัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขาย ต่อเนื่อง ฟาก "อัสซุส" เกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด ขณะที่กระแสโน้ตบุ๊ก EeePC ไปได้สวย ด้าน เอ.อาร์.ฯผู้จัดงานเผยเม็ดเงินสะพัด 3 พันล้าน ยันใกล้เคียงกับช่วงกลางปีที่ผ่านมา


นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากการเข้าร่วมงานคอมมาร์ท คอมเทค ไทยแลนด์ 2007 เมื่อวันที่ 1-4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่ากำลังซื้อในครั้งนี้ลดลงจากงานคอมมาร์ทเมื่อกลางปีอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าจำนวนผู้เข้างานไม่หนาแน่นเท่ากับครั้งที่ผ่านมา โดยยอดขายโน้ตบุ๊กเอเซอร์ในงานคอมมาร์ทครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 16,000 เครื่อง ลดลงจากครั้งที่ผ่านมาประมาณ 20% ปัจจัยหลักน่าจะเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคไม่มั่นใจต่อสภาพเศรษฐกิจ ทำให้ชะลอการตัดสินใจ


"ก่อนถึงงานคอมมาร์ทกำลังซื้อหายไป เราก็ประเมินว่าเป็นผลจากที่ผู้บริโภครองานคอมมาร์ท แต่ก็พบว่ากำลังซื้อในงานกลับลดลงไปจากเดิม" ระยะยาวก็เป็นห่วงว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะกลับมาแค่ไหน ซึ่งคงต้องรอลุ้นสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเอเซอร ก็เน้นการจัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราควบคุม ไม่ได้

ผลที่เกิดขึ้นอีกส่วนก็มองว่าทางผู้จัดงานคอมมาร์ทมีการประชาสัมพันธ์งานน้อยเกินไป ประกอบกับช่วงเดือนที่ผ่านมาก็มีอีกค่ายที่จัดงานคอมเวิรลด์ไป ชื่องานก็คล้ายๆ กัน ทำให้มีผู้บริโภคบางกลุ่มเกิดความสับสนคิดว่างานมีไป แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องมีการหารือกับทางกลุ่ม เอ.อาร์.ฯที่เป็นผู้จัดงานในการทำประชาสัมพันธ์มากขึ้น

นายนิธิพัทธ์กล่าวว่า ปีที่ผ่านมายอดขาย 4 วันในงานคอมมาร์ทจะมากกว่ายอดขายทั้งเดือนของเอเซอร์ แต่ปีนี้ได้แค่ประมาณ 15 วันเท่านั้น ซึ่งอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นเพราะพอร์ตของเอเซอร์ใหญ่ขึ้น คือปีที่ผ่านมายอดขายของเอเซอร์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 15,000 เครื่องเท่านั้น แต่ปีนี้ขายได้เดือนละประมาณ 30,000 เครื่อง และถ้ามองในแง่บวกก็ถือว่าดีที่กำลังซื้อไม่กระจุกอยู่เฉพาะในงานคอมมาร์ท เพราะครั้งนี้บริษัทได้ประกาศใช้โปรโมชั่นราคาเดียวกับงานคอมมาร์ทให้กับดีลเลอร์ทั่วประเทศ ซึ่งก็คงต้องรอดูว่าหลังจากคอมมาร์ทกำลังซื้อจะเป็นอย่างไร

ด้านนายพรเทพ วัชรอำนวย ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในแง่ของภาพรวมของผู้ที่เข้างานก็เห็นได้ชัดว่าลดลง แต่ก็ถือว่ามี

ผู้เข้างานมากแล้วถ้าเทียบกับงานแสดงสินค้าอื่นๆ เพียงแต่ไม่เบียดเสียดเมื่อครั้งที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่ผู้ค้าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะโดยปกติงานคอมมาร์ทช่วงปลายปีจะได้รับความสนใจมากกว่าช่วงกลางปี แต่ครั้งนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป

แม้ว่ายอดขายในคอมมาร์ทของอัสซุสไม่ลดลง แต่ก็ไม่สามารถไว้วางใจสถานการณ์ได้ เพราะถ้ากำลังซื้อโดยรวมลดลงจากภาวะเศรษฐกิจบริษัท ก็ต้องเตรียมรับมือ

"ยอดขายของอัสซุสครั้งนี้ไม่ได้ตกลง แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากพอร์ตของอัสซุสไม่ใหญ่ และช่วงปีนี้ก็มีการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้ของตลาดมากขึ้น อาจเป็นผลทำให้ยอดขายไม่ได้ลดลง ประกอบกับปีนี้อัสซุสมี EeePC คอมพิวเตอร์พกพาน้ำหนักเบาเพียง 0.92 กิโลกรัม ราคาดีคือ 11,900 บาทก็ทำให้ได้รับการจับตามากขึ้น"

นายพรเทพกล่าวว่า ASUS EeePC ได้รับการตอบรับจากตลาดดีมาก โดยลอตแรกที่นำเข้ามาทำตลาด 600 ตัวกระจายให้กับดีลเลอร์ส่วนหนึ่งและนำมาจำหน่ายในงานคอมมาร์ทประมาณ 250 ตัว ซึ่งก็มียอดจองเต็มทุกวัน สำหรับลอตที่ 2 สินค้าจะเข้ามาในสัปดาห์หน้าประมาณ 500-600 เครื่อง ซึ่งจะเป็นรุ่นราคา 11,900 บาทเช่นเดิม แต่สำหรับรุ่น 8,490 บาท สินค้าจะเริ่มเข้ามาในช่วงเดือนธันวาคมศกนี้

นายพรเทพกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงานคอมมาร์ทที่จังหวัดขอนแก่น ในช่วงวันที่ 29 พ.ย.-3 ธ.ค.นี้บริษัทต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะเข้าไปร่วมด้วยโดยตรงหรือจะให้ดีลเลอร์เป็นตัวแทนไปร่วม เพื่อลดความเสี่ยง เพราะปกติช่วงเดือนสุดท้ายของปีกำลังซื้อสินค้าไอทีค่อนข้างชะลอตัว และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่คอมมาร์ทเปิดตลาดต่างจังหวัดในแง่ของการรับรู้ของคนต่างจังหวัดอาจจะยังไม่มาก

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท เอ.อาร์. อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด ผู้จัดงานคอมมาร์ทได้รายงานตัวเลขยอดขายในครั้งที่ผ่านมาว่ามีการซื้อขายในงานรวม 3,001.61 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงาน 1.1 ล้านคน โดยสินค้าที่มียอดขายสูงสุดได้แก่ โน้ตบุ๊ก จำนวน 41,160 เครื่อง คิดเป็นมูลค่า 1,833.26 ล้านบาท อันดับ 2 คือ พีซีตั้งโต๊ะ จำนวน 6,048 เครื่อง คิดเป็นมูลค่า 175.99 ล้านบาท และอันดับ 3 คือ กล้องดิจิทัล มูลค่า 157.09 ล้านบาท (รายละเอียดตามตาราง)

โดยยอดขายโน้ตบุ๊กในคอมมาร์ท เอเซอร์มีส่วนแบ่งอันดับ 1 32.69% ตามมาด้วยเอชพี 27.51% โตชิบา 11.84% อัสซุส 6.12% เบนคิว 5.61% และเลอโนโว 5.07%

นายปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัทเอ.อาร์.ฯกล่าวว่า คอมมาร์ทครั้งนี้พีซีตั้งโต๊ะมียอดขายขึ้นมาอยู่อันดับ 2 จากเดิมอยู่ที่อันดับ 7-8 ส่วนหนึ่งเพราะมีกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่เข้ามาซื้อพีซีตั้งโต๊ะแบบ 20-30 เครื่อง ทำให้ยอดขายขึ้นมา ขณะที่พบว่าครั้งมีแบรนด์โน้ตบุ๊ก ที่หายไปจากอันดับขายดีกลับเข้ามาใหม่ อย่างเช่น เบ็นคิว และเลอโนโว

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะโปรโมชั่นที่ค่อนข้างแรง เช่นเดียวกับกรณีจอแอลซีดี ที่ยอดขายของแอลจี ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเพราะมีโปรโมชั่นจอขนาด 19 นิ้วในราคาจอ 17 นิ้ว ทำให้ฟิลิปส์ที่เคยครอง อันดับ 1 ตกไปอยู่อันดับ 4 ขณะที่บราเธอร์ ก็มียอดขายอันดับหนึ่งด้วยเพราะโปรโมชั่นพรินเตอร์ มัลติฟังก์ชัน ราคาเพียง 1,900 บาท

นายปฐมกล่าวอีกว่า กรณีที่ผู้ค้าบางรายบอกว่ายอดขายไม่เป็นไปตามเป้า อาจเป็นเพราะสินค้าในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา งานนี้สินค้าที่กลับมาโตคือพีซีตั้งโต๊ะ ขณะที่ต้นปีเป็นโน้ตบุ๊ก และกลางปีเป็นสินค้ากลุ่มเอ็นเตอร์เทนเช่น MP3 กล้องดิจิทัล ผู้ค้าบางรายเน้นทำตลาดแต่โน้ตบุ๊ก ไม่มีสินค้าประเภทเดสก์ทอป หากไม่มีสินค้าตามตลาดที่เปลี่ยนไปก็อาจทำตลาดลำบาก

โดยยอดขายในคอมมาร์ทครั้งนี้ประมาณ 3 พันล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับเมื่อต้นปี และถ้าเทียบกับเมื่อปลายปีที่แล้วถือว่าเติบโต 50% เพราะงานคอมมาร์ท ปลายปีที่แล้วมีการซื้อขายประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ปีนี้สูงถึง 3 พันล้านบาท

นายปฐมกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีหน้าบริษัทมี แผนจัดงานคอมมาร์ทในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง คือ คอมมาร์ท ไทยแลนด์ คอมมาร์ท เอ็กซ์เจน และคอมมาร์ทคอมเทค และจะเปิดตลาดต่างจังหวัด คือ พัทยา ขอนแก่น

และล่าสุดมีแผนไปหาดใหญ่ด้วย หลังจากที่ปีนี้ได้ไปที่พัทยาและขอนแก่น นอก จากนี้มีเป้าหมายว่าอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับอาเซียน โดยตั้งเป้าที่จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประมาณ 5,000 คนจากปัจจุบันที่มีต่างชาติเข้ามาในงานเกือบ 700 คน

"กำลังเจรจากับพาร์ตเนอร์เพื่อช่วยปูทางสำหรับงานอินเตอร์ ทั้งนี้จุดแข็งของงานคอมมาร์ทในปัจจุบัน คือ ลูกค้าคอนซูเมอร์ (B2C) ที่มีเป็นล้านคน แต่จุดด้อยคือลูกค้ากลุ่มองค์กร ( B2B) ที่ยังต้องเน้นให้มีมากขึ้น พาร์ตเนอร์จะเป็นผู้เข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้ โดยปีหน้าคาดว่าจะเริ่มมีการทดลองทำตลาดสำหรับกลุ่มประเภท B2B ด้วย"