PDA

View Full Version : จัดการกับ Services ไร้ประโยชน์



ptt090
02-11-2007, 05:03 PM
จัดการกับ Services ไร้ประโยชน์

ก่อนอื่นมารู้จักกับ Services บน Windows XP กันก่อนครับ Services คือส่วนที่รวบรวมเอา components และ utility ต่างๆที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน Windows และโปรแกรมต่างๆที่ติดตั้งลงบนตัว Windows เข้าไว้ด้วยกัน โดย process ของเซอร์วิสต่างๆนี้ จะถูกเรียกและทำงานอยู่บนหน่วยความจำ ซึ่ง Services บางตัวก็ไร้ประโยชน์หรือไม่มีความสำคัญ ขณะที่บางตัวนั้นสำคัญมากถึงขนาดหากปิดการทำงาน ก็จะพาลให้ Windows นั้นแฮงค์เลยทีเดียว

ส่วนการเข้าถึงตัว Services ของ Windows นั้นทำได้ง่ายด้วยการเข้าไปที่ Control Panel และไปที่ Administrative Tools และคลิ๊กที่ Services คุณก็จะพบกับตัวจัดการ Services ทั้งหลาย ซึ่งสำหรับ option การปรับแต่งนั้น จะมีให้เลือกอยู่ 3 อย่างคือ Automatic, Manual และ Disable โดยคุณสามารถเปลี่ยนสถานะการเปิดใช้ Services นั้นได้ด้วยการคลิ๊กขวาที่ Services ที่ต้องการจะเปลี่ยน และเปลี่ยนสถานะในช่อง Startup Type ของ Services เท่านั้นเอง

เอ๊ะ! แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า Services ใดสำคัญอย่างไร ทำงานอะไร และคืออะไร ง่ายๆครับ เพราะตัว Windows XP เองจะมีคำอธิบายให้คุณคร่าวๆอยู่แล้วเมื่อคุณทำการคลิ๊กขวาที่ Services นั้น แต่ถ้าอยากรู้มากกว่านั้น พร้อมคำแนะนำละก็ ให้คุณจำตัว process ของ Services นั้นๆ (.exe ที่อยู่ในช่อง Path to executable) และไป search หาคำอธิบายพร้อมกับคำแนะนำในการเลือก Startup Type ได้ที่ http://www.processlibrary.com/ โดยการพิมพ์ชื่อ process .exe ลงไปในช่อง search และกดที่ FIND ตัวเวปก็จะอธิบายว่าตัว process นี้คืออะไร ทำหน้าที่อะไร และสำคัญแค่ไหน ควรตั้ง Startup Type เป็นอะไร

แต่ถ้าคุณอยากประหยัดในการค้นหาว่า Services แต่ละตัวสำคัญอย่างไร คืออะไร ผมก็ไม่ใจร้ายเกินไปนักครับ จะมาบอกถึง Services ที่ควร Disable และ Services ที่ห้ามปิดเด็ดขาดบางตัวให้ทราบกัน

- Automatic Update หากคุณไม่ได้เปิดให้ Windows ทำการ update อัตโนมัติ คุณสามารถที่จะเปลี่ยน Startup Type ของ Services นี้เป็น Manual หรือ Disable ก็ได้ (แต่หากคุณได้ไปทำการ Turn off Automatic Update ใน System Properties แล้วละก็ Services นี้ก็จะมีค่าเป็น Disable อยู่แล้ว)

- Help and Support มีอยู่ไม่กี่คนนักที่พบว่า ระบบช่วยเหลือของ Windows XP นั้นมีประโยชน์อย่างแท้จริง Services นี้ไม่จำเป็นต้องตั้งเป็น Automatic ก็ได้ เพราะหากคุณเปลี่ยนเป็น Manual ตัว Help and Support ก็ยังสามารถถูกเรียกใช้งานได้ผ่านทาง Start Menu นั้นเอง แนะนำให้เปลี่ยนเป็น Manual หรือ Disable ครับหากคุณไม่เคยใช้ Help and Support เลย

- IMAPI CD-Burning COM Service ครั้งที่ Windows XP ออกมาใหม่ๆ ฟีเจอร์นึงที่มักอยู่ในความคาดหวังของผู้ใช้คือการที่ Windows XP สามารถเขียน CD/DVD ได้โดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรมอื่น แต่ครั้นพอ Windows XP ออกวางจำหน่ายเป็นเรื่องเป็นราว ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็พบว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นเหมือนไม้ประดับที่ Microsoft ใส่มาให้แก้เก้อเท่านั้น เพราะสุดท้ายเราก็ยังต้องลงโปรแกรมเบิร์น CD/DVD อีกอยู่ดี เพราะฉะนั้น Service สำหรับการเบิร์น CD/DVD นี้แนะนำให้ตั้งเป็น Manual หรือ Disable ครับ

- Fast User Switching Compatibility เป็น Service สำหรับการสลับการใช้งาน Windows ไป-มา ระหว่าง user หากเครื่องของคุณไม่มีการตั้ง user อื่นไว้นอกจากของคุณเอง คุณสามารถ Disable เซอร์วิสตัวนี้ได้ แต่หากคุณมีการสร้าง user อื่นสำหรับ log in เข้าใช้งาน Windows อยู่ คุณก็ไม่จำเป็นต้องตั้ง Startup Type ของเซอร์วิสตัวนี้เป็น Automatic คุณสามารถเปลี่ยนเป็น Manual ได้ เพราะก็ไม่มีผลกับการเปลี่ยน user ขณะใช้งาน Windows อยู่ดีครับ

- Messenger เป็นเซอร์วิสสำหรับการส่งข้อความติดต่อกันภายในเครือข่าย ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับโปรแกรม chat อย่าง MSN Messenger, Windows Messenger หรือ Windows Live Messenger เพราะฉะนั้นคุณสามารถ Disable เซอร์วิสตัวนี้ได้ครับ เพราะสปายแวร์ และโทรจันหลายตัว อาศัยช่องโหว่ของเซอร์วิสนี้ในการโจมตี และแพร่ขยายภายในเครือข่ายอีกด้วย

- Remote Registry เพื่อความปลอดภัยสูงสุด แนะนำให้เปลี่ยน Startup Type เป็น Disable ครับ

- Security Center เช่นเดียวกันกับ IMAPI CD-Burning COM Service ตัวโปรแกรม Security Center ถูกเพิ่มเข้ามาใน Windows XP พร้อมกับ Service Pack 2 โดย Microsoft ตั้งใจให้เป็นศูนย์รวมระบบรักษาความปลอดภัยของ Windows โดยมีทั้ง Firewall และ Anti-virus แต่สุดท้ายผู้ใช้ก็ยังจำเป็นต้องไปหาโปรแกรม Firewall และ Anti-virus จากที่อื่นมาติดตั้งอยู่ดี ดังนั้นแนะนำให้ทำการ Disable เซอร์วิสนี้ครับ

- System Event Notification เป็นตัวเก็บค่าการจัดการพลังงานของ Windows หากคุณใช้ Notebook ให้ปล่อยไว้ที่ Automatic แต่หากคุณใช้ Desktop ก็สามารถเปลี่ยนเป็น Manual ได้ครับ

- System Restore Service คุณสามารถจัดการกับ Service นี้ด้วยการไปปรับเปลี่ยนในส่วนของ System Restore ได้โดยตรงใน System Properties แต่อย่างไรก็ตาม ระบบ System Restore ของ Windows ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก หลายครั้งก็มีประโยชน์เช่นกัน หากเพียงคุณต้องมั่น update ตัว Backup ของ Windows บ่อยสักหน่อย แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เมื่อใดก็ตามที่ Windows มีปัญหามากมาย ก็พร้อมที่จะทำการติดตั้ง Windows ลงไปใหม่ ก็แนะนำให้ Disable ได้เลยครับ

- Telnet ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นสามารถเจาะระบบเข้ามายังเครื่องของคุณได้ แนะนำให้ Disable เซอร์วิสนี้ครับ ยกเว้นคุณมีความจำเป็นต้องใช้งาน Telnet จริงๆเท่านั้น

- Windows Firewall/Internet Connection Sharing เช่นเดียวกับ Security Center คุณสามารถปิดเซอร์วิสนี้ได้ เพราะประสิทธิภาพการทำงานของมัน พึ่งพาได้ยากจริงๆ
เอาละมาดู Services ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของ Windows กันบ้าง โดย Services เหล่านี้ ไม่แนะนำ ให้เปลี่ยนค่า Startup Type เป็นอื่นนอกจาก Automatic ครับ

- Event Log เป็นเซอร์วิสสำหรับการสร่าง log บันทึกการทำงานของตัว Windows และโปรแกรมต่างๆ โดยสามารถเปิดอ่านได้โดยอาศัย Event Viewer เป็นเซอร์วิสที่ดูเหมือนไม่มีความจำเป็น แต่จากการทดลอง Disable เซอร์วิสนี้พบว่ามีการแจ้งเตือนการทำงานผิดพลาดบ่อยครั้งของ Windows เพราะฉะนั้นแนะนำให้ตั้งไว้ที่ Automatic ครับ

- HID Input Service เป็นเซอร์วิสที่รองรับการใช้งานปุ่มพิเศษต่างๆบนคีย์บอร์ด รวมถึงฟังก์ชั่นพิเศษบนเม้าส์ แนะนำให้ปล่อยไว้ที่ Automatic เพื่อการทำงานที่ราบรื่นครับ

- Local Disk Manager เป็นเซอร์วิสที่ทำหน้าที่ตรวจสอบขนาดฮาร์ดดิสก์และวิเคราะห์ระบบการทำงานของตัวฮาร์ดดิสก์ แนะนำให้ตั้งเป็น Automatic ไว้ครับ

- Plug and Play เป็นเซอร์วิสสำหรับการตรวจจับหาอุปกรณ์ใหม่ๆที่ถูกติดตั้งลงบน Windows ไม่แนะนำให้เปลี่ยนค่าเป็น Manual หรือ Disable เป็นอย่างยิ่งครับ

- Printer Spool หากคุณมีการติดตั้ง Printer กับเครื่องของคุณอยู่ ไม่ว่าจะติดตั้งโดยตรง หรือแชร์ผ่านทางเครือข่าย ห้ามเปลี่ยนค่า Startup Type ของเซอร์วิสเป็นอย่างอื่นนอกจาก Automatic เด็ดขาด

- Task Scheduler นอกจากจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Scheduled Task ของ Windows แล้ว ยังทำหน้าที่ดึงข้อมูลต่างๆจากฮาร์ดดิสก์ลงไปยังหน่วยความจำอีกด้วย เพราะฉะนั้นตั้งไว้เป็น Automatic ปลอดภัยที่สุดครับ

- Windows Audio เป็นเซอร์วิสสำหรับจัดการและควบคุมเสียงของ Windows เพื่อป้องกันปัญหาใดๆที่อาจตามมาในการแก้ค่า Startup Type ปล่อยค่าไว้ที่ Automatic จะดีที่สุดครับ

- Windows Management Instrumentation เป็นส่วนสำหรับจัดการข้อมูลต่างๆของ Windows, ฮาร์ดแวร์ และ application อื่นๆที่ถูกติดตั้งลงบน Windows มีส่วนสำคัญในการทำให้ Windows และโปรแกรมต่างๆทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น ตั้งไว้ที่ Automatic เท่านั้นครับ
เรียบร้อยแล้วสำหรับการจัดการกับส่วนของ Services ซึ่งถือเป็นหนึ่งในส่วนที่บริโภคทรัพยากรหน่วยความจำมากที่สุดส่วนนึง ต่อมาเรามาจัดการกับโปรแกรม Startup ทั่วไปกันมั้งดีกว่า (โดยส่วนมากคือที่ทำงานอยู่ตรง system tray นั่นเอง)

หลายๆโปรแกรมอย่างเช่น Anti-virus, โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดอย่าง GetRight หรือ FlashGet, ตัวช่วยปรับแต่งฮาร์ดแวร์ต่างๆที่มาพร้อมกับไดร์เวอร์ของอุปกรณ์ สิ่งเหล่านี้มักปรากฎอยู่บน system tray เป็นประจำ และเช่นเดียวกับ Services บางโปรแกรมนั้นก็จำเป็นต่อการทำงานของซอฟแวร์หรือฮาร์ดแวร์อื่นๆ แต่บางโปรแกรมก็ค่อนข้างไม่จำเป็นที่จะต้องให้ทำงานอยู่บน system tray

และหากถามว่าวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการจัดการโปรแกรมใน Startup นั้นทำได้อย่างไร หลายคนคงทราบดีอยู่แล้วนั่นก็คือการใช้ System Configuration Utility ของ Windows นั่นเอง (เรียกได้ด้วยการคลิ๊ก Start -> Run -> พิมพ์คำว่า msconfig แล้วกด Enter) แต่ก็มีหลายโปรแกรมที่เราเองก็ไมสามารถแน่ใจได้ว่า มันคือโปรแกรมอะไร ทำหน้าที่อะไร และสำคัญอย่างไร อีกครั้งครับที่ผมมีเวปไซต์สำหรับบอกและอธิบายถึงโปรแกรม Startup ต่างๆว่าคืออะไร เพียงเข้าไปค้นหาที่ http://www.sysinfo.org/startuplist.php เท่านั้นเอง

แต่นอกจากคุณจะสามารถจัดการกับโปรแกรม Startup ใน System Configuration Utility ได้แล้ว คุณยังสามารถเพิ่มคำสั่งต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Windows ในหน้าของ SYSTEM.INI ได้อีกด้วย อย่างเช่นที่ผมจะแนะนำในวันนี้ คือคำสั่งที่จะบังคับให้ Windows นั้น เขียนข้อมูลต่างๆที่ถูกเรียกใช้ลงบนหน่วยความจำก่อน แทนที่จะถูกเรียกลงฮาร์ดดิสก์ เพราะการทำงานของหน่วยความจำนั้นจะมีความเร็วในการทำงานสูงกว่าการทำงานของฮาร์ดดิสก์นั่นเอง และยิ่งโดยเฉพาะกับเครื่องที่มีปริมาณหน่วยความจำเยอะๆอย่าง 1GB หรือมากกว่านั้น คำสั่งนี้จะยิ่งช่วยให้การทำงานโดยรวมของ Windows รวดเร็วขึ้นครับ

ขั้นตอนก็ง่ายแสนง่าย เพียงเปิด System Configuration Utility ขึ้นมาและเลือกไปที่ SYSTEM.INI ดับเบิ้ลคลิ๊กที่คำว่า [386enh] หลังจากนั้นกดปุ่ม New เพื่อจะเพิ่มคำสั่งลงไป เมื่อกดแล้วให้พิมพ์คำว่า ConservativeSwapfileUsage=1 (ใช้อักษรตัวใหญ่และตัวเล็กตามนี้เลยนะครับ) หลังจากนั้นก็กด Enter และทำการ restart เครื่องสักทีหนึ่งก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ

*วิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการกับ program startup คือใช้ System Configuration Utility ของ Windows เอง (คลิ๊ก Start -> Run -> พิมพ์ msconfig แล้วกด enter -> เลือกไปที่ tab ชื่อ Startup)
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายในการปรับแต่งการใช้งานหน่วยความจำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกันแล้ว นั่นก็คือการปรับแต่งในส่วนของ Virtual Memory ซึ่งก็คือการกำหนดขนาดพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์เพื่อช่วยเหลือการทำงานในกรณีที่ปริมาณของหน่วยความจำนั้นไม่พอ ซึ่งคุณสามารถปรับแต่งได้โดยการเข้าไปที่ System Properties (คลิ๊กขวาที่ My Computer เลือก Properties) เลือกไปที่ Advanced แล้วคลิ๊ก Setting ในหัวข้อ Performance หลังจากนั้นเลือกไปที่ Advanced และคลิ๊กที่คำว่า Change ในหัวข้อ Virtual Memory

คำแนะนำในการปรับแต่ง Virtual Memory คือถ้าคุณมีหน่วยความจำ 128MB หรือมากกว่า แต่ไม่เกิน 512MB ให้ตั้งค่า Virtual Memory เท่ากับ ปริมาณแรมคูณด้วย 1.5 หรือ 2 (อาทิเช่น แรม 256MB ควรตั้ง Virtual Memory เท่ากับ 256x1.5 = 384) แต่หากคุณมีหน่วยความจำ 512MB หรือมากกว่า แต่ไม่เกิน 1GB ก็ให้ตั้งค่า Virtual Memory เท่ากับปริมาณของหน่วยความจำที่มี หรือจะตั้งเท่ากับขนาดของหน่วยความจำคูณด้วย 1.5 ก็ได้ และถ้าหากคุณมีหน่วยความจำติดตั้งอยู่มากกว่า 1GB คุณอาจไม่จำเป็นต้องตั้งค่า Virtual Memory เลยด้วยซ้ำไป (แต่ถ้าจะเอากันเหนียว ก็ใส่เพียงครึ่งเดียวของปริมาณหน่วยความจำที่มีก็พอ) และอีกหนึ่งอย่างที่อยากให้ตั้งคือพื้นที่สำหรับการจัดสรรเป็น Virtual Memory นั้น ควรอยู่บนฮาร์ดดิสก์คนละ กับ Windows เพราะส่วนใหญ่เรามักนิยมลงเกมส์, โปรแกรมต่างๆไว้ไดร์ฟเดียวกับที่ติดตั้ง Windows การที่เราตั้ง Virtual Memory ไว้ไดร์ฟเดียวกับ Windows อีก จะทำให้ฮาร์ดดิสก์นั้นทำงานหนักเกินไป (ในกรณีที่คุณติดตั้งฮาร์ดดิสก์มากกว่าหนึ่งลูก แต่ถ้าหากมีฮาร์ดดิสก์ลูกเดียวก็ไม่เป็นไรครับ)

เอาละเท่านี้ก็เสร็จขั้นตอนการจัดการการใช้งานหน่วยความจำของ Windows ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว อันที่จริงในการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ก็ยังมีจะเทคนิคในการปรับแต่งให้โปรแกรมเหล่านี้ใช้งานหน่วยความจำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย อาทิเช่น โปรแกรมตบแต่งภาพยอดนิยมอย่าง Adobe Photoshop นั้น มีเทคนิคการใช้งานหน่วยความจำให้ได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเทคนิคนี้แนะนำสำหรับเครื่องที่มีปริมาณของหน่วยความจำอย่างน้อย 1GB นะครับ โดยทุกครั้งที่คุณเปิดไฟล์ภาพใน Photoshop ตัวโปรแกรมจะทำการซอยข้อมูลของภาพนั้นออกเป็นส่วนเล็กๆเรียกว่า tile ซึ่งค่า default ของ Photoshop นั้นจะกำหนดให้ tile แต่ละส่วนมีขนาดแค่ 132KB เท่านั้น เทคนิคนี้จะทำให้ขนาดพื้นที่ของ tile ใหญ่ขึ้นเป็น 260KB ซึ่งจะช่วยให้ทำเปิดภาพ การใส่ฟิลเตอร์ หรือการปรับแต่งต่างๆเร็วขึ้นเล็กน้อย เพราะข้อมูลของภาพจะถูกแบ่งน้อยลง เพราะ tile แต่ละส่วนสามารถเก็บข้อมูลของภาพนั้นๆได้มากขึ้นนั่นเอง

เทคนิคนี้ทำได้โดยการเข้าไปยังไดเรกทอรีตามนี้ครับ Program Files/Adobe/Adobe Photoshop CS2/Plug-Ins/Adobe Photoshop Only/Extensions/Bigger Tiles หลังจากนั้นให้ทำการ rename ไฟล์ชื่อ ~Bigger Tiles โดยการลบตัว ~ ออก เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ
**Hidden Content: Check the thread to see hidden data.**

kok5003
02-11-2007, 10:36 PM
อ่านตาลายเลย -*-