PDA

View Full Version : การปฎิบัติ​ - ​ภาวนา



ariea
21-10-2007, 03:05 PM
คำ​ภาวนา

พุทธัง​ ​สะระณัง​ ​คัจฉามิ
ธัมมัง​ ​สะระณัง​ ​คัจฉามิ
สังฆัง​ ​สะระณัง​ ​คัจฉามิ


มี​ความ​หมายว่า "ข้าพเจ้าขอรับเอาพระพุทธ​ ​พระธรรม​ ​และ​พระสงฆ์​ ​เป็น​ที่พึ่งที่ระลึก" ​ซึ่ง​จะ​ขอขยาย​ความ​เทียบตามหลักของ​ ​วิสุทธิมรรคคัมภีร์​ ​ที่รจนา​โดย​สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์​ ​ดังนี้

๑. ​ฐานของจิต
การกำ​หนดฐานของจิต​ ให้​กำ​หนด​ไว้​ที่หน้าผาก​ ​หรือ​ระหว่างคิ้ว​ทั้ง​สอง​ ตามหลักของวัดประดู่ทรงธรรม​ ​และ​ของสมเด็จพระสังฆราชไก่​เถื่อน​ ​วัดพลับ​ ​ถือว่า​เป็น​ฐานที่​ ๗ ​ซึ่ง​ตามหลักท่านวาง​ไว้​ถึง​ ๙ ​ฐาน​ ​โดย​ฐานต่างๆ​ ​เหล่านี้​ ​เป็น​เสมือนทางผ่านของลมหายใจที่​ไปกระทบ​ ​เหมือน​กับ​หลักของอานาปานสติ​ ​ฐาน​ทั้ง​ ๙ ​ฐานที่กำ​หนด​ไว้​มีดังนี้

ฐานที่​ ๑ ​อยู่​ต่ำ​กว่าสะดือ​ ๑ ​นิ้ว
ฐานที่​ ๒ ​อยู่​เหนือสะดือ​ ๑ ​นิ้ว
ฐานที่​ ๓ ​อยู่​ที่ทรวงอก​ ​หรือ​ที่ตั้งของหทัยวัตถุ
ฐานที่​ ๔ ​อยู่​ที่คอหอย​ ​หรือ​ตรงกลางลูกกระ​เดือก
ฐานที่​ ๕ ​อยู่​ที่ท้ายทอย​ ​เรียกว่า​ ​โคตรภูญาณ (ทางวิทยาศาสตร์ถือ​เป็น​ที่ตั้งของสมอง​ส่วน​ CEREBELLUM)
ฐานที่​ ๖ ​อยู่​ตรงกลางกระหม่อม
ฐานที่​ ๗ ​อยู่​กึ่งกลางหน้าผาก​ ​เรียกว่า​ ​อุณา​โลม​ ​หรือ​ทิพยสูญระหว่างคิ้ว
ฐานที่​ ๘ ​อยู่​ระหว่างตา​ทั้ง​ ๒ ​ข้าง
ฐานที่​ ๙ ​อยู่​ปลายจมูก

หลวงปู่ท่านบอกว่า​ ​การที่​ให้​ตั้งจิต​ไว้​ตรงตำ​แหน่งกลางหน้าผากที่​เดียว​ใน​เบื้องต้น​นั้น​ ​ก็​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ไปพะวง​กับ​ลมหายใจ​ ​ซึ่ง​อาจทำ​ให้​จิตใจวอกแวก​ใน​ขณะที่ปฏิบัติ​ ​สำ​หรับ​ผู้​เริ่มภาวนาบางราย​ แต่ฐานสำ​คัญที่ท่านเน้นก็คือ​ ​ฐานที่​ ๖ (ตรงกลางกระหม่อม) ​ท่านว่าฐานจริงๆ​ ​อยู่​ตรงนี้​ ​แต่​จะ​ต้อง​ให้​มี​ความ​ชำ​นาญ​ใน​ทางสมาธิ​เสียก่อน​ ​จึง​ค่อยเอาจิตไปตั้งที่ฐานนี้​ ​เพราะ​จะ​มีกำ​ลังมาก​ ​สำ​หรับฐานที่หน้าผาก​นั้น​ ​ถ้า​ท่านเคยดูภาพยนต์อินเดียที่มีพระศิวะ​ ​เขา​จะ​เรียกว่าตรี​เนตร​ ​หรือ​ตาที่​ ๓ ​คือ​ ถ้า​ภาวนา​ให้​ถูกจุด​ ​จะ​ทำ​ให้​จิตสงบ​ได้​ง่าย​ ​และ​มีทิพยจักขุญาณเกิดขึ้น ​วิธีการภาวนาคือ​ ​ให้​ใจเสมือน​กับ​เราคิดเรื่อง​ใด​เรื่องหนึ่ง​ ​แต่​ใน​ที่นี้​ให้​นึก​ถึง​จุดเดียวคือ​ คำ​ภาวนา​ เหมือน​กับ​เราคิดเลข​ใน​ใจทำ​นอง​นั้น​ ​ทำ​ใจเฉยๆ​ ​ไม่​ต้อง​คาดคั้น​ ​คิดเดา​ ​หรือ​อยากเห็นนั่นเห็นนี่​ ​เพราะ​เรื่องเหล่านี้ล้วน​เป็น​นิวรณ์​ทั้ง​สิ้น​ ​หน้าที่​หรือ​งานของเรา​ใน​ที่นี้คือภาวนา



๒. ​คำ​ภาวนา
คำ​ภาวนาที่​ให้​ภาวนาคือ​ ​ให้​เรามีจิตระลึก​ถึง​ภาษาพระ​ ​หมาย​ถึง​ ​พุทธานุสติ​ ​ธัมมานุสติ​ ​สังฆานุสติกรรมฐาน​ ​ทำ​ใจ​ให้​มีการเคารพเลื่อมใส​ใน​พระพุทธ​ ​พระธรรม​ ​และ​พระสงฆ์​ ​อัน​จะ​เป็น​กรรมฐาน​ ​ที่ทำ​ให้​ผู้​ที่มีศรัทธาจริต​ ​หรือ​มี​ความ​เชื่อ​ ​เข้า​ถึง​ธรรมะ​ได้​โดย​ง่าย

๓. ​เครื่องชี้ว่าจิตสงบ
เมื่อปฏิบัติจนจิตเริ่มสงบ​แล้ว​ ​จะ​เกิด​ความ​สว่างขึ้นที่จิต​ ​พร้อม​กัน​นั้น​ ​จะ​มีสิ่งที่​เป็น​ตัวชี้บอกว่า​ ​จิตของเรา​เป็น​อย่างไรบ้าง​ ​อัน​ได้​แก่ปิติต่างๆ​ ​เช่น​ ​อาการขนลุก​ ​ตัวเบา​ ​น้ำ​ตา​ไหล​ ​ร่างกายโยกโคลง​ ​รู้สึกเหมือนกายขยาย​ใหญ่​ ​เป็น​ต้น​ ​ซึ่ง​สิ่งเหล่านี้​ ​จะ​เป็น​ตัวชี้​ถึง​จิตว่า​ ​เริ่ม​จะ​สงบ​แล้ว​ ​ให้​ผู้​ปฏิบัติวางใจเฉยๆ​ ​อย่า​ไปยินดี​หรือ​ยินร้าย​ ​บางท่านที่มีนิสัยวาสนาบารมีทางรู้ทางเห็นภาย​ใน​ ​ก็อาจ​จะ​เกิดองค์พระปรากฎขึ้น​จาก​แสงสว่างเหล่า​นั้น

ใน​เรื่องการเห็นแสงสว่างนี้​ ​บางสำ​นักท่านว่าอย่า​ไปสนใจ​ ​เอามืดดีกว่า​ ​เพราะ​เดี๋ยว​จะ​หลง​ ​แต่ตาม​ความ​เห็นของ​ผู้​เขียน​ ​นึก​ถึง​คำ​บาลีที่ว่า​ "นัตถิ​ ​ปัญญา​ ​สมาอาภา​" ​แสงสว่างเทียบ​ด้วย​ปัญญา​ไม่​มี​ ​ดัง​นั้น​ ​ผู้​ที่​เห็นแสงสว่างปรากฎขึ้น​ ​ก็​เป็น​นิมิตอันหนึ่ง​ ​ซึ่ง​แสดง​ให้​รู้ประจักษ์​อยู่​ที่ตัวเราต่างหากว่า​ ​จะ​ใช้​แสงสว่างนี้​ไป​ใน​ทางที่ถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ ​เพราะ​หลวงปู่ท่านบอกว่า​ การปฏิบัติ​ต้อง​ทำ​ให้​รู้​ ​เห็น​ ​เป็น​ ​และ​ได้​ สำ​หรับ​ใน​ขั้นต้นนี้​ "รู้​" ​หมาย​ถึง​ให้​มีสติรู้​อยู่​กับ​คำ​ภาวนา​ ​เมื่อ​ "เห็น" ​ก็​ให้​รู้ว่า​ "​เห็น" ​อะ​ไร​ ​รู้จักกลั่นกรอง​ด้วย​สติปัญญา​ ​และ​เมื่อมี​ความ​ชำ​นาญ​แล้ว​ก็​จะ​เป็น​ "เป็น" ​นั้น​คือเห็นองค์พระ​ได้​ทุกครั้ง​ ​และ​สามารถ​ที่​จะ​ทำ​ได้​ ​เมื่อ​ต้อง​การทำ​ให้​เกิดขึ้น​ นี่​แหละ​ ​คือหลักแห่ง​ "อภิญญา"

credit: วัดถ้ำเมืองนะ จังหวัด เชียงใหม่

scada
27-10-2007, 07:09 PM
ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะมีโอกาศที่จะนั่งสมาธิได้ไม่มากนักด้วยเหตุผลในหลายๆประการ จึงอยากขอแนะนำวิธีที่จะเจริญสมาธิอีกแบบหนึ่ง คือการกำหนดลมหายใจเข้าออกทั้งๆที่ยัง เดิน นั่ง นอน พูด ฟัง หมายความว่า ทั้งวัน เราสามารถที่จะทำสมาธิได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิเสมอไปครับ โดยการกำหนดรู้ลมหายใจของเราเอง ว่ามันผ่านจมูกไปก็รู้ เข้าก็รู้ ออกก็รู้ ถ้านึกขึ้นได้เวลาใด เราก็จับลมหายใจตอนนั้น แค่รู้สึกรู้นะครับไม่ต้องบังคับลมหายใจให้เข้าออก ทำอย่างนี้ทั้งวัน ทุกๆครั้งที่เรานึกได้ การรับรู้ลมหายใจแบบนี้ อาจไม่นิ่งเท่าเรานั่งสมาธิคระบ แต่ก็ช่วงให้สมาธิเรา ทรงตัวดี มีสติทั้งวัน และหากเรากลับมานั่งสมาธิต่อก็จะทำให้ง่ายต่อการทำจิตให้สงบนิ่งด้วยครับ