PDA

View Full Version : ฉลองวันเกิดให้ CD



calloc
26-09-2007, 03:05 AM
ฉลองวันเกิดให้ CD

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1982 ในประเทศเยอรมนี วัตถุทรงกลมแบนขนาดเล็ก สะท้อนแสงเป็นผิวมันวับประกายสีรุ้งกำลังทยอยออกจากโรงงานในเมืองฮานโนเวอร์


จากนวัตกรรมใหม่ฝีมือวิศวกรในยุคนั้น ได้กลายมาเป็นคอมแพคดิสก์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันที่เพิ่งจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา และบรรดาคอมแพคดิสก์เหล่านี้กำลังเจออุปสรรคในยุคไฮเทค ที่มันจะต้องก้าวผ่านยุคไอพ็อดและเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังครองเมืองไปให้จงได้

กล่าวกันว่า ซีดียุคแรกๆ บรรจุข้อมูลอย่างเช่น ผลงานเพลงของริชาร์ค สเตราท์ อัลไพน์ ซิมโฟนี ซึ่งหากนำมาเปิดเล่นในวันนี้ ก็ยังคงคุณภาพเสียงใสได้เหมือนเดิม

และอุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกเริ่มโอบอุ้มซีดีให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกผลงานของศิลปินแทนที่ระบบคาสเซ็ทแบบเก่าตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา นอกจากนั้นการเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในรูปซีดี ทำให้ยอดขายและรายได้ของค่ายเทปเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งถึงต้นทศวรรษนี้ที่ยอดขายเริ่มตกจากการตื่นตัวของกระแสเพลงยุคดิจิทัลและเพลงออนไลน์ แต่แม้กระนั้น ผู้บริโภคก็ใช้เงินเพื่อการผ่อนคลายไปกับผลิตภัณฑ์อย่างภาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดีและวิดีโอเกม เป็นรูปแบบหนึ่งของซีดีเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ปีเตอร์ คราเมอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาในห้องทดลองของบริษัทฟิลิปส์ ระบุว่า มีความพยายามที่จะคิดค้นสื่อใหม่ๆ ก่อนที่จะเกิดไอเดียของซีดีอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่ปี 1970 ในห้องทดลองที่เนเธอร์แลนด์ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งโลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคออนไลน์ในช่วงปี 1990 เป็นต้นมา

ด้วยอานิสงส์ของผลิตภัณฑ์เก็บข้อมูลอเนกประสงค์อย่างซีดี ทำให้ฟิลิปส์เองพยายามที่จะทำตัวเองให้เป็นหนึ่งในด้านการผลิตเครื่องอ่านซีดีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม โดยมีการตั้งทีมวิศวกรที่ชำนาญด้านเลเซอร์เพื่อทำงานร่วมกันในโครงการนี้ตั้งแต่ปี 1979 และหลังจากนั้น 1 ปี พวกเขาได้พิมพ์สมุดปกแดงที่ระบุมาตรฐานของเครื่องอ่านซีดีที่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในยุคนั้น มีเจ้าของลิขสิทธิ์ในการผลิตซีดีอยู่เพียง 2 รายในโลกคือ ฟิลิปส์ และ โซนี่

ข้อแตกต่างของซีดีจากทั้งสองค่ายนี้คือ ฟิลิปส์ จะเน้นที่เทคโนโลยีของเลเซอร์ในการอ่านข้อมูล ส่วนโซนี่จะเน้นที่การเล่นแผ่นที่เต็มไปด้วยข้อมูลอย่างไม่ติดขัด และลดการผิดพลาดของการเล่นซ้ำ

ดีไซน์ของซีดีจะเป็นแผ่นที่เคลือบสารไวนิล และจะมีร่องเล็กๆ สำหรับการบันทึกข้อมูล ส่วนเครื่องเขียนซีดีในยุคนั้น จะมีหัวเข็มที่เขียนผ่านระบบเลเซอร์ หัวเข็มเล็กๆ เหล่านี้จะทำการเขียนข้อมูลลงไปบนแผ่น และแสงเลเซอร์จะทำให้เกิดเป็นข้อมูลบรรจุลงไปในแผ่นซีดี

และด้วยพลาสติกที่เคลือบอยู่บนผิวหน้าของแผ่นซีดีอีกครั้ง ทำให้คุณภาพของเสียงไม่สามารถถูกทำลายได้ง่ายๆ หากไม่เกิดการขีดข่วน ทำให้ซีดีเก็บรักษาข้อมูลจำนวนมากเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ส่วนตำนานที่ว่า ขนาดของซีดีเกิดขึ้นจากบรรทัดฐานเช่นไรนั้น แหล่งที่มาบางแห่งระบุว่า ผู้คิดซีดีต้องการไซส์เท่ากับก้นเหยือกเบียร์ ในขณะที่อีกแหล่งหนึ่งระบุว่า ผู้บริหารของโซนี่ต้องการให้ซีดีสามารถบรรจุเพลงของบีโธเฟ่น ซิมโฟนีหมายเลข 9 เอาไว้ได้ทั้งหมด จึงต้องคิดขนาดของซีดีออกมาในรูปแบบที่เราเห็นทุกวันนี้

คราเมอร์กล่าวว่า การตัดสินใจเลือกขนาดของซีดีนั้น มาจาก “การประชุมอันแสนยาวนาน” ซึ่งนำเอาช่วงเวลาในประชุมมาใส่เอาไว้ในซีดี เป็นความยาวมาตรฐานตั้งต้นของการผลิตในแผ่นแรกๆ

ส่วนในด้านการผลิตซีดีในเยอรมนีนั้น เริ่มมีการขยับเข้าสู่รูปแบบอุตสาหกรรมในปี 1982 เมื่อหลายบริษัทประกาศว่าพร้อมจะส่งซีดีแผ่นเล็กๆ เหล่านี้ลงสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ในปีเดียวกันนั้น แผ่นซีดีก็ได้รับความนิยมไปทั่วเยอรมนี และในไตรมาสถัดไปมันก็เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา

โซนี่วางจำหน่ายเครื่องเล่นซีดีเครื่องแรกในเดือนตุลาคม พ่วงไปกับการเปิดตัวซีดีแผ่นแรกของบิลลี่โจ อัลบั้ม 52nd Street

ซีดีเป็นอะไรที่ฮิตติดลมบนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โซนี่ขายเครื่องเล่นได้มากขึ้น และมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิศวกรหัวใสประดิษฐ์ DiscMan เพื่อวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1984 โซนี่ก็ดังเป็นพลุแตกจากนวัตกรรมดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ฟิลิปส์เองก็ได้อานิสงส์จากโซนี่ไปด้วย ทั้งหมดนี้ต้องยกประโยชน์ให้กับค่ายเพลงที่มองการณ์ไกลอย่างโพลีแกรม ที่ปัจจุบันกลายเป็นบริษัท Vivendi SA’s Universal Music Group ไปเรียบร้อยแล้ว

เครื่องเล่นซีดีทำให้ฟิลิปส์สามารถครองความเป็นผู้นำในตลาดยุโรปได้ ในการเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับหนึ่ง จนกระทั่งล่าสุดที่ต้องสูญเสียแชมป์ให้กับโนเกียในช่วงปลายทศวรรษปี 1990 และบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งพลิกภาพฟิลิปส์ไปอย่างสิ้นเชิง

“ผลิตภัณฑ์ซีดีเป็นอะไรที่ขายง่าย และตลาดก็เปิดกว้างอยู่เสมอ” ลูคัส โคเวอร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคของฟิลิปส์กล่าว

ในปี 1986 เครื่องบันทึกซีดีถูกผลิตขึ้นและจำหน่ายในปี 1988 อย่างเป็นทางการ “ตั้งแต่วันนั้นก็เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนของตลาด” โคเวอร์กล่าว เพราะหลังจากนั้นยอดขายเครื่องเล่นซีดีก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ปีที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกามียอดขายเพียง 553 ล้านเครื่อง ลดลงจากปี 2001 ถึง 22% ซึ่งทำยอดขายได้มากถึง 712 ล้านเครื่อง จากรายงานของบริษัทวิจัย Nielsen SoundScan

จากการปรากฏตัวของ Napster, Kazaa และ BitTorrent ทำให้บรรดาแฟนเพลงเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงจากแผ่นซีดีมาเป็นนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อฟังเพลงออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เพลงที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ จนกระทั่งล่าสุด แอ๊ปเปิ้ลพยายามพลิกอุตสาหกรรมเพลงให้กลับเข้ามาสู่เงื่อนไขการขายที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกครั้ง จากการขายไอพ็อด และโปรแกรมอย่างไอจูน ซึ่งรูปแบบในการฟังเพลงของผู้บริโภคยุคนี้ เปลี่ยนจากซีดีมาเป็นเพลงฟอร์แมต Mp3 เรียบร้อยแล้ว

“Mp3 และเครื่องเล่นขนาดจิ๋วที่อยู่ในกระเป๋าของหนุ่มสาวสมัยนี้ กำลังจะมาแทนที่ซีดีอย่างสมบูรณ์” คราเมอร์กล่าว

ซีดีไม่ได้ล้มหายตายจากไปภายในวันพรุ่งนี้ แต่อนาคตของมันกำลังนับถอยหลังรออยู่

บรรดาค่ายเพลงต่างพยายามรื้อฟื้นอดีตของซีดีใหม่อีกครั้ง ด้วยการทำฟอร์แมตใหม่อย่างเช่น CD-DVD และออกแบบแพ็คเกจเสียใหม่ให้ดูสดใส รวมทั้งโปรโมทแผ่นรูปแบบดีวีดีให้มากขึ้นว่าสามารถเล่นกับเครื่องเล่นได้หลายประเภทรวมทั้งคอมพิวเตอร์ด้วย

แต่แม้กระนั้น ไม่มีใครกล้าการันตีว่าความพยายามทั้งหลายเหล่านี้จะต่ออายุให้กับผลิตภัณฑ์อเนกประสงค์อย่างซีดีได้อีกนานแค่ไหน


จากสำนักข่าวเอพี

แปลและเรียบเรียงโดย ดวงกมล วงศ์วรจรรย์

ข่าว : กรุงเทพธุรกิจ BizWeek