อัยการประสานเสียงเอกชนหนุนภาครัฐรวบรวมปัญหาทำ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯเวอร์ชั่น 2 วงในชี้ผู้เชี่ยวชาญไอทีซีเคียวริตี้ในไทยมีไม่ถึง 300 คน กระทุ้งเร่งเพิ่มผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์ ฟากศาลเตรียมพร้อมจัดอบรมทำความเข้าใจผู้พิพากษาทั่วประเทศ ด้านสมาคมไอเอสพีชี้เอกชนภาระเพิ่มแนวโน้มการให้บริการฟรีลดลง ต้องหาโมเดลธุรกิจใหม่
นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (ไอเอสพี) กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ "การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการเตรียมความพร้อมกับกฎหมายใหม่" ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 แม้ว่าจะทำให้เกิดความชัดเจนในการให้ความร่วมมือ การปฏิบัติงานระหว่างผู้ให้บริการกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายในเรื่องการให้ข้อมูลและการระงับการแพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือการบล็อกเว็บไซต์ทำให้สามารถติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษได้สะดวกขึ้น ช่วยสร้างความมั่นใจต่อการทำ ธุรกิจออนไลน์ แต่การที่ผู้ให้บริการต้องเตรียมทรัพยากรเพื่อจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด
ทำให้เอกชนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องบุคลากร ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ซึ่งจะทำให้การบริการฟรีทั้งหลายมีแนวโน้มลดลง หรือผู้ให้บริการต้องปรับตัวเพื่อหาโมเดลธุรกิจแบบใหม่มาทดแทน รวมถึงต้องระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัว การรักษาความปลอดภัย และทำให้ต้องมีขั้นตอนในการให้บริการมากขึ้น จนอาจทำให้เกิดการต่อต้านจากผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการได้
"โดยส่วนตัวไม่คิดว่ามี พ.ร.บ.นี้แล้วจะเป็นสิ่งวิเศษที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น และต้องอาศัยเวลาในการปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องรวบรวมประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงกฎหมาย เพราะน่าจะต้องมีเวอร์ชั่น 2, 3 และต่อไปเรื่อยๆ" นางมรกตกล่าว
นายวิพล กิติทัศนาสรชัย อัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาไปไม่ถึง แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการนำคนผิดมาลงโทษได้ อาทิ อำนาจสืบสวนรวบรวมหลักฐานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนตาม พ.ร.บ.นี้จะทำได้เมื่อเกิดการกระทำความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนี้เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกรณีมีผู้ตั้งใจทำเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงให้มาลงทุน แต่ไม่ได้เป็นการปลอมแปลงลอกเลียนเว็บไซต์อื่นเพื่อจงใจให้เกิดการเข้าใจผิดตามที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้จะเข้าไปทำคดีได้หรือไม่ หรือในมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.นี้ที่ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนให้แก่บุคคลใด ก็อาจจะเป็นปัญหาในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินคดีอาญาด้วยเช่นกัน
ประเด็นเหล่านี้จะต้องคำนึงถึงและหาทางออก เพราะวัตถุประสงค์ในการตรากฎหมายฉบับนี้มุ่งจะให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสืบสวนหาหลักฐานได้คล่องตัวสอดคล้องกับความซับซ้อนของเทคโนโลยี
ด้านนายดล บุนนาค ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา เปิดเผยว่า ศาลได้เตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้ โดยจัดงานวิชาการสัญจรไปตามจังหวัดต่างๆ และกำลังจะจัดฝึกอบรมผู้พิพากษา ผู้ช่วยผู้พิพากษาทั่วประเทศ เพื่อจะวางแนวทางการออกหมายศาลต่างๆ อาทิ หมายเรียก หมายค้น ได้อย่างรวดเร็ว และให้มีการวินิจฉัยคดีบนแนวทางเดียวกัน เพราะกฎหมายนี้มีหลายประเด็นที่ต้องอาศัยการตีความทำให้วางมาตรฐานการวินิจฉัยที่ชัดเจน อาทิ แค่ไหนคือเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง ศีลธรรมอันดี หรือเป็นภาพลามกอนาจารที่เข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด
ขณะที่นายปริญญา หอมเอนก ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และความปลอดภัยข้อมูล เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีซีเคียวริตี้ที่ผ่านหลักสูตรตามมาตรฐานสากลในระดับต่างๆ รวมทั้งหมดไม่ถึง 300 คน จึงจำเป็นต้องเร่งฝึกอบรมบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจและมีความพร้อมใช้กฎหมาย รวมถึงเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในการพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับอัตราการเกิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขยายความร่วมมือในการปราบปรามและป้องกันการกระทำความผิดไปยังประเทศอื่นๆ ให้มากขึ้นด้วย
นายสันติ โภไคยอุดม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยความคืบหน้าของการออกประกาศกระทรวงไอซีทีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ว่า ขณะนี้ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป
ส่วนร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ, หลักเกณฑ์คุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ และแบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการกำหนดแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 แห่งแล้ว ได้แก่ กระทรวงไอซีที กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเนคเทค ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนทางธุรการก่อนที่จะให้รัฐมนตรีไอซีทีลงนาม
ที่ปรึกษารัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการตั้งหน่วยงานขึ้นมารองรับการทำงานของเจ้าหน้าที่พนักงานตามกฎหมายฉบับนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงได้เตรียมยกระดับกลุ่มมาตรฐานและตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเดิมทำหน้าที่ตรวจตราเว็บไซต์ให้ขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง แต่คงต้องใช้เวลา เนื่องจากติดขัดระเบียบราชการบางประการ
ส่วนที่มีบางฝ่ายเสนอให้ตั้งหน่วยงานหรือองค์กรอิสระขึ้นมาแทนหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงไอซีทีนั้น นายสันติ กล่าวว่า ตามความเห็นของตนไม่เห็นด้วยที่จะให้เป็นหน่วยงานอิสระ และไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะการกำกับดูแลตามกฎหมายนี้ต้องใช้อำนาจปกครองเข้าไปกำกับควบคุมการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ จึงควรเป็นหน่วยงานของรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจนี้


Reply With Quote
