เอคเซนเชอร์เผยผลสำรวจกลุ่มองค์กรทั่วเอเชีย พบใช้งบจัดซื้อลงทุนไอทีต่อเนื่อง ใช้เงินรวมกันเกือบ 15,600 ล้านบาท หวังเสริมพลังขับเคลื่อนธุรกิจ ดึงโซลูชันวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจช่วยตัดสินใจ

เอคเซนเชอร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ บริการด้านเทคโนโลยี และบริการเอาต์ซอร์ส เผยผลการวิจัยเกี่ยวกับระบบไอทีองค์กรในรายงาน “การเติบโตครั้งใหม่จากระบบสารสนเทศองค์กร: ก้าวสู่ความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้วยความสามารถทางธุรกิจที่โดดเด่น” โดยศึกษาเกี่ยวกับระบบสารสนเทศองค์กรครอบคลุมข้อมูลจาก 371 บริษัท 19 ภาคอุตสาหกรรมใน 35 ประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นในช่วงเวลา 12 เดือนตั้งแต่ปี 2548 – 2549 โดย ในจำนวนนี้มี 24% เป็นองค์กรจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (โดยสำรวจจากผู้บริหารในเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด 88 คน ในจำนวนนี้ 39 คนมาจากประเทศแถบอาเซียน)

จากผลสำรวจพบว่า บริษัทจำนวน 68% ยืนยันว่าได้มีการตัดสินต่าง ๆ มากมายที่ได้ทำโดยอาศัยข้อมูลและผลการวิเคราะห์จากระบบสารสนเทศองค์กร 47% มองว่ามีความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจเหนือกว่าบริษัททั่ว ๆ ไป และอีก 10% บอกว่าความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจคือปัจจัยสำคัญในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ

ในจำนวน 46% ของผู้ให้สัมภาษณ์มุ่งให้ความสำคัญกับซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลเป็นลำดับแรก แต่ไม่มองข้ามความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและการทำงานของระบบธุรกิจอัจฉริยะโดยให้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้เหมือนอดีต แต่เชื่อว่าการจะใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับตัวข้อมูล เทคโนโลยี ตัวองค์กร และขั้นตอนการทำงานขององค์กรเป็นปัจจัยหลัก โดยในส่วนของแผนในอนาคต 39% ตั้งใจว่าจะนำระบบธุรกิจอัจฉริยะและคลังข้อมูลมาใช้ภายในอีกสองปีข้างหน้า ขณะที่ 65% ได้ริเริ่มระบบดังกล่าวไปแล้ว โดยองค์กรส่วนใหญ่ตั้งใจว่าจะนำระบบดังกล่าวมาใช้

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยยังเผยให้เห็นถึงแนวโน้มหลักที่จะกลายเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรภายในประเทศที่ต้องการมุ่งสู่ความเป็นองค์กรสมรรถนะสูง เช่น การใช้ระบบสารสนเทศองค์กรเพื่อสร้างความสามารถทางธุรกิจที่โดดเด่น บริษัทต่าง ๆ หันมาใช้ระบบสารสนเทศองค์กรกันมากขึ้นเพื่อผลักดันให้เกิดความสามารถทางธุรกิจที่โดดเด่นและสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งใน 49% ของผู้บริหารในเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่าระบบสารสนเทศองค์กรช่วยให้บริษัทสามารถนำความสามารถทางธุรกิจและฟังก์ชันการทำงานใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีใครในธุรกิจนั้น ๆ เคยใช้มาก่อนมาใช้ให้เกิดประโยชน์

นายเอเดรียน มาร์เซลลัส ผู้อำนวยการด้านการบูรณาการระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี เอคเซนเชอร์ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า จากผลวิจัยดังกล่าว แสดงถึงภาพการลงทุนด้านไอทีเข้ามาเสริมธุรกิจกันแพร่หลายมากขึ้น จากที่เคยมีแนวคิดหรือมีทัศนคติว่า ระบบไอทีไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรชัดเจน แต่ปัจจุบันได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ต่อการนำระบบไอทีเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพและช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ต่อก้าวสู่การการเป็นผู้นำทางธุรกิจได้

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า แต่ละบริษัทได้รับประโยชน์จากการใช้ระบบสารสนเทศองค์กรไม่เท่ากัน กลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์สูงสุดสามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจ คือสามารถสร้างผลกำไร ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และการเติบโตของรายได้ในระดับสูง โดยใช้ระบบสารสนเทศองค์กรในการช่วยบริหารการเงิน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการบูรณาการระบบขององค์กร การปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้มีความเหมาะสมที่สุด และการใช้และวิเคราะห์ข้อมูลระบบเพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ

“กว่า 60% ขององค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกที่เอคเซนเชอร์สำรวจระบุตรงกันว่ามีการเติบโตของอัตราการใช้ ระบบสารสนเทศองค์กร ผลจากการลงทุนพัฒนาระบบสารสนเทศองค์กรของบริษัทต่าง ๆ ในเอเชียตั้งแต่สี่ปีที่แล้วกำลังปรากฏขึ้นในลักษณะของคุณค่าและผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยบริษัทส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการใช้และพัฒนาระบบสารสนเทศองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการช่วยในการตัดสินใจได้ดีขึ้น ปรับปรุงการบริหารการเงิน สินค้าคงคลัง และทรัพย์สินต่าง ๆ”

จากผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการบูรณาการระบบในองค์กรและการใช้ระบบวิเคราะห์ทางธุรกิจอัจฉริยะมากขึ้น โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกได้ใช้เงินลงทุนกับระบบสารสนเทศองค์กรในจำนวนสูงถึงระหว่าง 3,100 – 15,600 ล้านบาท โดยโมดูลของระบบสารสนเทศองค์กรที่พัฒนาขึ้นและใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันตามองค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกได้แก่ ระบบบัญชีและการเงิน (98%) ระบบจัดซื้อจัดจ้าง (75%) ระบบการขายและจัดจำหน่าย (71%) ส่วนโมดูลที่องค์กรต่าง ๆ กำลังวางแผนพัฒนาเพื่อนำมาใช้คือ ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ระบบการจัดการผู้ขายสัมพันธ์ ระบบธุรกิจอัจฉริยะ/ระบบคลังข้อมูล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การลงทุนพัฒนาระบบไอทีในองค์กร สิ่งที่บริษัทต้องการ คือ การใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจมากขึ้นจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นพร้อมกับมุ่งบูรณาการระบบสารสนเทศองค์กรต่อไป

เทคโนโลยีที่สำคัญอีกตัวหนึ่งคือ Service-Oriented Architecture (SOA) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถบูรณาการข้อมูลและระบบอย่างสมบูรณ์แบบ เสียค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ซึ่งพบว่า 25% ของผู้ตอบได้ใช้ SOA อยู่แล้ว และอีก 15% มีแผนจะใช้เทคโนโลยีนี้ในปีหน้า

สำหรับกลุ่มองค์กรธุรกิจในประเทศไทยกับการลงทุนในระบบสารสนเทศ นายมาร์เซลลัสกล่าวว่า มีการลงทุนที่ดีและยังคงลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่ได้มีแนวคิดมุ่งพัฒนาความสามารถทางธุรกิจให้มีจุดแข็งและโดเด่นจากการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เอื้อประโยชน์การแข่งขันให้ได้มากที่สุด จากการใช้ระบบโซลูชันไอทีเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ เพื่อเข้าเสริมสร้างให้องค์กรเล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ การรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันได้ และการได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจในระยะยาวได้



ข่าวจาก : ผู้จัดการออนไลน์
วันที่ : 7 สิงหาคม 2550 เวลา 12:14 น.