ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ปี 2550 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 4,493 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2549 ลดลง 50% โดยมีกำไรสุทธิ 122 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียกัลช่วงเดียวกันของปีก่อน 10% โดยบริษัทฯ มีเงินคืนจากการปรับปรุงการกลับรายการภาษีเงินได้นิตอบุคคล 60 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทฯ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล โดยมีหุ้นสามารถ 0.18 บาท/หุ้น สามารถไอ-โมบาย 0.32 บาท/หุ้น และสามารถเทเลคอม 0.05 บาท/หุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กลุ่มสามารถเทเลคอม ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการชะงักงันของโครงการภาครัฐ กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาไอทีโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อจับตลาดภาคเอกชนแทน เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลังจากนี้ บริษัทฯ จะสามารถกลับมาฟื้นตัวสร้างรายได้อีกครั้ง โดยในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมามีรายได้รวมทั้งสิ้น 402 ล้านบาท กำไรสุทธิ 20 ล้านบาท อย่างไรก็ตามยังมีโครงการฯ ในมือที่เซ็นสัญยาไว้ในมูลค่ารวมอีกกว่า 5,200 ล้านบาท เช่น การทำอินเทอร์เน็ตโรงเรียน อินเทอร์เน็ตตำบลที่ยังเหลืองานอีก 3-4 พันจุดสร้างรายได้ให้เดือนละกว่า 10 ล้านบาท โครงการ AMR ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นต้น รวมทั้งงานที่อยู่ระหว่างการประมูลในไตรมาสที่ 3 และ 4 ปีนี้ ที่มีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท

นายธนานันท์ วิไลลักษณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2550 บริษัทฯ จำหน่ายมือถือไปกว่า 2 ล้านเครื่องเป็นเฮาส์แบรนด์ 1.3 ล้านเครื่อง เพิ่มยอดขายในประเทศเกือบ 50% ทำให้เป็นอันดับ 2 ในตลาดมือถือรวมด้วยส่วนแบ่งการตลาด 28% แม้ว่ารายได้จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ก็ขายเครื่องได้มากขึ้น เนื่องจากราคามือถือถูกลง ประกอบกับยอดขายในต่างประเทศลดลงเพราะไม่ได้ขายแบรนด์อื่น ทำให้ไตรมาสที่ 2 มีรายได้รวม 3,597 ล้านบาท กำไรสุทธิ 133 ล้านบาท

กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สามารถ ไอ-โมบายฯ กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วงนของบริการคอนเทนท์ก็มีสถิติการเติบโตสูงสุด นับตั้งแต่มีการเปิดให้บริการ ทั้ง บริการ BUG1113, โทรศัพท์1900 และ BUG2Mobile รวมถึงบริการใหม่ เช่น i-Link ที่มีปริมาณการใช้งานสูงกว่า 1 ล้านครั้ง ในขณะนี้ นอกจากนี้ในครึ่งปีแรกยังส่งออกมือถือไปยังต่างประเทศ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ และลาว ที่มียอดขายเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็น 42% ของมูลค่าตลาดมือถือ โดยล่าสุดไอ-โมบายได้เปิดตัวมือถือที่รองรับภาษาลาวได้รุ่นแรกไปไม่นานมานี้ และช่วงเดือน ต.ค.นี้จะมีมือถือรุ่นใหม่ และพีดีเอโฟน ออกมาจำหน่าย พร้อมกับจะมีการนำเอาเครื่องเล่นมัลติมีเดียเข้ามาทำตลาดด้วย

ด้าน นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บ.สามารถฯ กล่าวถึงรายได้ของกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ว่า สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ช่วยสร้างรายได้อย่างโดดเด่น คือ บริการควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศกัมพูชา ของ บริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส มีรายได้ในไตรมาสที่ 2 ถึง 185 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 18% เนื่องจากจำนวนเที่ยวบินขาเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยน่าจะทำรายได้ทั้งปีประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ ที่ได้รางวัล Best Contact Centre ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคก็มีรายได้ 136 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 35% กำไรเพิ่มขึ้นอีก 20% ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนจะขยายบริการนี้เข้าไปยังประเทศที่มีการลงทุนของต่างชาติ เช่น เวียดนาม ด้วย

กก.ผจก.ใหญ่ บ.สามารถฯ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ คาดว่าช่วงครึ่งหลังปี 2550 สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจน่าจะชัดเจน มีปัจจัยบวกมากขึ้น จึงได้เตรียมแผนงานเพื่อขยายผล และเร่งรัดสร้างรายได้ทดแทนในทุกสายธุรกิจ โดยเฉพาะไอ-โมบายที่จะเป็นหัวหอกในการรุกตลาดต่างประเทศ เพื่อให้แบรนด์ไอ-โมบายเป็นที่รู้จักระดับสากล อีกทั้งยังแยกบริษัท และทีมงานเพื่อมาดูแลมือถือแบรนด์อื่นๆ เพราะจะให้ไอ-โมบายเน้นเฉพาะแบรนด์ตัวเอง รวมทั้งการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อันจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 28% ในขณะนี้ให้เป็น 34% ภายในสิ้นปีนี้

นายวัฒน์ชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับธุรกิจใหม่ของไอ-โมบายกำลังศึกษารายละเอียดของบริการโทรศัพท์ข้ามประเทศรูปแบบใหม่ ที่มีค่าบริการถูกว่าการโรมมิ่งกับโอเปอเรเตอร์หลักถึง 70% ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ขาดการติดต่อจากเมืองไทย ในระหว่างการเดินทาง โดยเฟสแรกที่จะดำเนินการ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย คาดว่าประมาณเดือน ต.ค. 2550 น่าจะให้บริการได้ เชื่อว่าจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และจะขายสู่เฟสต่อไปให้ครอบคลุมประเทศอื่นๆ ที่มีอัตรานักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น กัมพูชา ศรีลังกา บังคลาเทศ เวียดนาม ลาว และจีน

ข่าวจาก : ไทยรัฐ
วันที่ : 11 สิงหาคม 2550 เวลา 10:41 น.