มารู้จัก RFID เทคโนโลยีนี้ จะพลิกโลก
ที่มาโดย ปรเมศวร์ กุมารบุญ 25 เมษายน 2550
RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification เป็นเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้คลื่นความถี่ประเภทหนึ่ง เกิดจากแนวคิดที่ว่า “ทุกสิ่งบนโลกนี้ต้องมีชื่อ” (ผู้เขียนนิยาม) ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ควรมีการระบุตัวตน (Identification) แม้แต่ ต้นไม้ในป่าสงวน วัวในทุ่ง โลมาในอ่าว สินค้าในห้าง สมุดทุกเล่ม หรือแม้แต่ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์!
ลักษณะการทำงานของ RFID อย่างง่าย
องค์ประกอบหลักของระบบ RFID จะมีตัว Tag ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Transponder และตัว Reader หรือศัพท์เทคนิคเรียกว่า Interrogator ส่งสัญญาณความถี่เพื่ออ่านหรือบันทึกข้อมูลที่ตัว Tag และตัว Tag ส่งข้อมูลกลับมาที่ตัว Reader
การทำงานของระบบ เมื่อตัว Reader ส่งคลื่นความถี่ (Radio Frequency) ไปโดน Tag เมื่อตัว Tag ได้รับคลื่น ขดลวดที่รอบตัวนั้นนอกจากทำหน้าที่เป็นสายอากาศ (Antenna) รับสัญญาณแล้ว ยังทำหน้าที่แปลงความถี่กลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อใช้เลี้ยงวงจรของตัว Tag เพื่ออ่านหรือบันทึกข้อมูลในหน่วยความจำใน Tag จากนั้นก็จะส่งข้อมูลกลับด้วยการเหนี่ยวนำคลื่นความถี่ไปยังที่ Reader อีกครั้ง
ใน Tag นั้นจะสามารถบันทึกหรืออ่านข้อมูลที่เราต้องการได้ ดังที่เราเห็นใช้ในห้างสรรพสินค้า ติดที่ ซีดี เพื่อใช้อ่านราคาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งป้องกันการถูกขโมยสินค้า
ตัว Reader ที่เห็นติดตามทางเข้าออกในห้างสรรพสินค้านั้น เมื่อผู้ใดขโมยสินค้าที่มี Tag ของ RFID ติดอยู่ ตัว Reader จะสามารถตรวจจับด้วยคลื่นวิทยุได้ ไม่ว่าขโมยจะซ่อนที่ส่วนใดก็ตาม และส่งเสียงร้องเรียก รปภ
สารภาพตามตรง ผมเห็น Reader ในภาพที่ 3 แบบนี้ติดตั้งในห้างมานานมากแล้ว ทราบเพียงว่าไว้ตรวจจับคนขโมยของ แต่ผมไม่ทราบว่ามันตรวจจับได้อย่างไรนะ น่าจะใช้คลื่นวิทยุ แต่ก็ไม่ทราบว่ามันจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าไหน จ่ายเงินแล้วหรือยัง เพราะข้อมูลสินค้าแต่ละชิ้นต้องอ่านที่ “บาร์โค้ด” (Barcode) ศัพท์ไทยที่ถูกต้องเข้าใจว่าเรียกว่า “รหัสแท่ง” โดยจับมาอ่านที่เครื่อง Scan ด้วยแสงทีละตัว แล้ว Reader ในภาพที่ 3 มันจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าไหนจ่ายเงินแล้วหรือยังเพราะไม่มีตัวสแกนเลย ความเขลาของผมถูกเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่ได้รู้จักกับเทคโนโลยี RFID แต่ก็ยังทำให้กลับไปสงสัยอยู่ดีว่า ผมเห็นตัว Reader แบบนี้ติดตามห้างมาเป็นสิบปีแล้วนะ แต่ทุกวันนี้เท่าที่ทราบสินค้าที่มี Tag ก็มีเพียง ซีดี ราคาแพงเท่านั้น แล้วเอา Reader ในภาพที่ 3 มาติดตามประตูห้างทำไมนะ เท่าที่ทราบราคาก็นับแสนเลย แต่แน่นอนอาจจะให้ผลทางความคิดก็ได้ เพราะผมเห็นเจ้า Reader ตามประตูห้างแล้วจึงไม่มีความคิดที่จะขโมยของเลย กลัวโดนเทคโนโลยีจับได้!
RFID เทคโนโลยีนี้ จะพลิกโลก
“RFID เทคโนโลยีนี้ จะพลิกโลก” อาจจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงสำหรับผู้ที่รู้จัก RFID เป็นอย่างดีและบ้างก็ผันผวนตัวเองมาอยู่หัวขบวนเตรียมกอบโกยกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่มโหฬารของโลกครั้งนี้
เป็นการยากที่จะอธิบายเรื่องราวมากมายของ RFID ให้เข้าใจได้ง่ายในไม่กี่บันทัด แต่ผมจะพยายามที่สุด เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพ ผมขอเปรียบเทียบกับ บาร์โค้ด ที่กล่าวถึงตอนต้น บาร์โค้ด เป็นแถบสีขาว ดำ สลับกันหนาบ้างสั้นบ้าง ผมเรียกในใจว่า ม้าลายใบ้คำ ข้อมูลของสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในแถบสีนั้นข้างภาชนะบรรจุสินค้า ทำให้สะดวกในการอ่านข้อมูลสินค้านั้น เช่นว่า สินค้าอะไร ราคาเท่าใด ผลิตจากไหนเป็นต้น หากเรานึกถึงภาพที่เราไปห้างสรรพสินค้าต่อคิวเพื่อรอชำระเงิน กว่าจะ สแกน บาร์โค้ด สินค้าทีละชิ้นหมดรถเข็นคันแรก เราเป็นคิวที่ห้าคงยืนรอสักครึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามร้านสะดวกซื้อ ถึงจะมีเครื่องคิดเงินสามเครื่อง แต่จะเปิดให้บริการเพียงเครื่องเดียว แคชเชียร์ จะหันหลังให้เราอย่างหมางเมิน แล้วกลับไปนับเหรียญจัดเหรียญชุดละร้อยใส่ถุงหรือเช็คสต็อกดีกว่า ปล่อยให้ลูกค้าต่อคิวถึงเจ็ดคิวก่อนค่อยเปิดให้บริการเครื่องชำระเงินแถวใหม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่มักยึดอุดมคติจะไม่ยืนรอชำระเงิน จะเอาของไปเก็บแล้วไปซื้อที่อื่น เพราะผมเคยเป็นพ่อค้า เรียนบริหารด้วย และตระหนักดีว่าการพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็ว เพื่อให้โลกเจริญขึ้นได้นั้นอยู่ที่การทำให้คน “จ่ายเงินเร็ว” นั่นเป็นความเห็นส่วนตัวผมจริงๆ ที่หลับตาเพ้อเองจะวิจารณ์อย่างไรไม่เถียง การบริหารจัดการให้ลูกค้าเสียเวลาจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ผมปฏิเสธ แต่สำหรับ RFID ถึงสินค้าคุณมี 100 ชิ้นในรถเข็น เพียงเข็นผ่าน Reader เขาจะสามารถอ่านข้อมูลที่ Tag ในสินค้าทุกตัวและคำนวนเงินให้คุณเสร็จสิ้นในเวลาไม่กี่วินาที!
RFID ต่างจากระบบอ่านข้อมูลอื่นเช่น Barcode หรือ Smart Card ตรงที่ระบบบันทึกข้อมูลอื่นต้อง “สัมผัส” แต่ RFID เป็น Contact less แถมระยะไกลพอสมควรอีก นอกจากนั้นตัว Tag ของระบบ RFID ที่ติดตามตัวสินค้าสามารถบรรจุ ไมโครชิพ เพื่อเก็บข้อมูล มีหน่วยความจำมากกว่า รหัสแถบสี ของ บาร์โค้ดมากนัก จะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีบันทึกข้อมูลสินค้าอื่น RFID นอกจากเก็บข้อมูลได้เยอะกว่า ป้องกันขโมยได้ แถมคิดเงินได้รวดเร็ว เพียงเท่านี้ RFID ก็สามารถมาดทดแทนเทคโนโลยี บาร์โค้ด ได้แล้วเพียงแต่ว่า ราคาต่อชิ้นของ Tag ยังแพงมากอยู่ยังไม่คุ้มกับการติดสินค้าที่ราคาไม่แพง เพราะอย่าลืมว่า ต้นทุน บาร์โค้ด นั้นคือหมึกที่พิมพ์ลงไปบนภาชนะสินค้าเท่านั้น แต่หากวันหนึ่ง ตัว Tag มีราคาต่อชิ้นเท่า บาร์โค้ด เมื่อไหร่ RFID คือว่าเป็น Radical Technology ที่มาทดแทนระบบ บาร์โค้ด ทันทีและพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมทั้งปวงในโลกก็ว่าได้ ด้วยการประยุกต์ RFID ใช้ประโยชน์มากมายอันไม่รู้จบ ซึ่งผมเอามาเล่าให้ผู้อ่านรับทราบคงสนุกกว่าเรื่องทางวิชาการ
การประยุกต์ใช้ RFID
RFID ในบ้านเราได้เริ่มเปิดใช้อย่างกว้างขวางในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกอย่างมากมาย จากประกาศ กทช. ให้ใช้ย่านความถี่สำหรับ RFID ในประเทศไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า สุดยอด ซูปเปอร์สโตร์ ในอเมริกาลูกค้ารายใหญ่ส่งออกของไทยนั้น เช่น Wal-Mart ตั้งกฏเหล็กให้สินค้าที่จะไปวางขายที่นั่น ต้องมี RFID
RFID ใกล้ตัวที่เราไม่ทราบกันนั้น เช่น บัตรผ่านเข้าออกประตูที่ไม่ต้องเสียบการ์ดอ่านข้อมูลหรือที่สุวรรณภูมิประยุกต์ใช้แทน Tag ติดกระเป๋าในสนามบิน
Tag อีกประเภทคือ Tag Active คือ Tag ที่ต้องมีแบตเตอรี่ภายในตัวใช้ในการบันทึกข้อมูลและส่งสัญญาณกลับ ส่วน Tag ที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่ตอนต้นที่ใช้พลังงานจากคลื่นที่ได้รับ ในการอ่าน บันทึกข้อมูลและส่งญญาณกลับนั้นเรียกว่า Passive Tag ปัจจุบันตัว Tag มีขนาดเล็กมาก เท่าหัวไม้ขีดได้และมีแนวโน้มเล็กลงเรื่อยๆ อีกทั้งสามารถฝังลงในเนื้อเดียวกับตัวสินค้าได้เลย
ปัจจุบันการประยุกต์ใช้งาน RFID ถูกประยุกต์ใช้งานหลากหลายด้าน เช่นตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานดังนี้
(1) การค้าปลีก การผลิต การกระจายสินค้าและลอจิสติกส์ เช่น ตัวอย่างภาพที่เห็นชัด คือ การซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต เมื่อมีการคิดคำนวณราคารวม เครื่องอ่าน RFID สามารถคำนวณราคารวมภายในครั้งเดียวได้ทันทีดังที่กล่าวตอนต้นหรือการใช้งานในโรงงานโดยการติด Tag ไว้กับชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานผ่านสายพานการผลิตในโรงงาน Reader จะส่งชิ้นงานเดินตามสายพานไปแต่ละแผนกเป็นขั้นตอนและต้องส่งงานไปยังสถานีถัดไป ผมเคยไปเยี่ยมชมโรงงานหัวเว่ยที่จีน บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกมี Ware house ใหญ่โตแต่มีคนเพียงสามสิบกว่าคนเท่านั้น โดยใช้ RFID เดินสายลำเลียงสินค้าจัดวางตามชั้นต่างๆ ที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติหรือใช้อ่านสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือเมื่อเทียบท่าสามารถส่งคลื่นวิทยุเข้าไปอ่านข้อมูลสินค้าได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดดูเรียกว่า secure trade หรือ operation safe commerce เพิ่มความปลอดภัยในการส่งสินค้าด้วย โดย Tag สามารถระบุและไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ว่าสินค้าเคยถูกเปิดเมื่อใด เป็นต้น
(2) ด้านการแพทย์และช่วยเหลือคนพิการ มีการใช้งานสำหรับการทำ Asset tracking สำหรับเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาแพง ทำให้สามารถตรวจสอบการเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์ได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการใช้ RFID ในสุขภัณฑ์ยา โดยมี Reader ขนาดพกพา ให้ผู้ป่วยที่ตาบอด สามารถถือ Reader มือถืออ่าน Tag ที่ขวดยาและ Reader อ่านออกเสียงให้คนตาบอดทราบได้ว่า เป็นยาอะไร หรือติด Tag ที่รถเมล์ก็ดี เมื่อวิ่งผ่านป้ายที่มี Reader ก็อ่านเลขรถอัตโนมัติคนตาบอดได้ขึ้นได้
(3) ด้านการเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ด้านนี้กำลัง บูม ระบบ Animal Tracking มาใช้กับเกษตรกรไทย ในการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้เป็นระบบฟาร์มออโตเมชัน ด้วยชิป RFID ติดตัวสัตว์เลี้ยง ที่เราพบเห็นติดที่หูของวัว หรือหมู หรือให้วัวกินเข้าไปฝังในตัวเลย
ทำให้สามารถ ตรวจสอบสายพันธุ์ การให้อาหาร วันที่ฉีดยา และการควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ได้ รวมถึงการใช้งานสำหรับทำการตรวจย้อนกลับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Traceability) หรือสินค้าเกษตรกรรมได้ ว่ากันว่าในยุคไข้หวัดนกระบาด ไก่ไทยนั้นล้มทั้งยืน ว่ากันว่าจากการมี RFID ในไทย ทำให้ ฟาร์ม ระบบปิดที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยจากอเมริกา สามารถส่งไก่ไปขายได้เพราะมี RFID Tag บันทึกข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพื่อยืนยันว่ามาจากฟาร์มระบบปิดที่ได้รับการรับรอง ทำให้ไก่ไทยส่งออกได้รวดเร็ว
(4) การเข้า-ออกอาคาร (Access Control / Personal Identification) หรือ แทนการใช้บัตรเสียบ Smart card เนื่องบัตรแถบแม่เหล็กเมื่อมีการใช้งานนานจะมีการชำรุดสูง แต่บัตรแบบ RFID ไม่มีการสัมผัสและเครื่องสามารถอ่านข้อมูลระยะไกลได้ด้วย เดินผ่านได้เลย เช่น หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจผับแห่งหนึ่งสามารถ สแกนทั้ง ผับให้ทราบได้เลยว่าผู้ใดมีอายุไม่ครบ 18 ปี เป็นต้น ว่าแล้วก็อยากยุ แกล้งล้มสัมปทาน Smart card ของ ไอซีที เลิกเหอะ ใช้บัตรประชาชน RFID ดีกว่า
(5) ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (e-ticket) เช่น บัตรทางด่วน บัตรรถไฟฟ้าใต้ดิน ใช่ๆ รถไฟใต้ดินใช้ RFID ถ้าบัตรทางด่วนรายเดือนใช้ด้วยจะช่วยประหยัดเวลาในการต่อคิวชำระเงินได้มากโขเลยหรือประยุกต์ตัดบัตรเครดิต เป็นต้น
(6) ระบบหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-passport) เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายหรือใช้งานสำหรับด้าน E-citizen ด้วย ทั่วโลกใช้กันแล้วและกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็ใช้ เช่นกัน ใครมีพาสปอตใหม่คงรู้
(7) ระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ (Immobilizer) ในรถยนต์ ป้องกันการใช้กุญแจผิด และในการขโมยรถยนต์ (Smart Key entry) พวก Keyless ในรถยนต์ราคาแพงบางรุ่นก็เริ่มนำมาใช้งานแล้ว นอกจากฟันเฟืองกุญแจเข้ากันได้แล้ว ต้องมี Tag ฝังในตัวลูกกุญแจเพื่อจำกันได้ด้วย
( ระบบห้องสมุด ในการยืมหรือคืนหนังสืออัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้บริการได้รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ในมหาลัยชั้นนำของไทยล้วนมีใช้กันแล้ว เร็วจัง
มีอีกหลากหลายการประยุกต์ใช้ที่ผมเล่าไม่หมด หลังจากเหตุการณ์ ซึนามิ ผมก็อยากให้ฝัง Tag RFID ในตัวเผื่อเป็นไรไปญาติได้ตามถูก หรือแม้แต่บางประเทศ ฝัง Tag ไว้ในต้นไม้ป่าสงวน เมื่อโตขึ้น Tag ก็ฝังอยู่ในลำต้น หากถูกลักลอบ เจ้าหน้าที่ก็สามรถ สแกน ทราบได้ทันที
มาตรฐาน RFID (RFID Standard)
จากการที่เทคโนโลยี RFID มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดมาตรฐานโลกในการใช้งาน เพื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้ใช้งานสามารถบริหารและจัดการการใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในกระบวนการพัฒนามาตรฐานจำเป็นจะต้องเป็นที่ยอมรับและสามารถใช้งานได้ในทุกประเทศทั่วโลกและเครื่องอ่านทุกยี่ห้อสามารถทำงานได้ที่ความถี่ที่เข้ากันได้ และรหัสข้อมูลต่างๆ มีความเข้าใจตรงกัน
การพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับการใช้งาน RFID มีหลายองค์กร หลายกลุ่ม ได้พยายามพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศขึ้น ได้แก่ ISO (http://www.iso.org) EPCglobal (http://www.epcglobalinc.org) AIM Global (http://www.aimglobal.org/technologies/rfid/) Global Data Synchronization Network (http://www.uccnet.org/PressRoom/GDSN.html) และ Ubiquitous ID Centre (http://www.uidcenter.org) โดยที่มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ RFID มีการกำหนดไว้ 4 ด้านดังนี้
• มาตรฐานด้านเทคโนโลยี (Technology)
• มาตรฐานรูปแบบของข้อมูล (Data format)
• มาตรฐานวิธีการทดสอบ (Conformance)
• มาตรฐานการใช้งาน (Applications)
ย่านความถี่ที่ใช้งาน RFID ในโลก
ผมเคยได้รับทุนจากองค์กรโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกไปประชุมเรื่อง RFID Ubiquitous ที่ต่างประเทศ จะว่าไปแล้วคนไทยชอบคำอังกฤษอะไรใหม่ๆ ดูเท่นะ เช่น วันนี้เรามี e นั่น e นี่ ฝรั่งเค้ามี U แล้ว เราก็น่ามี U-Thailand เช่นกัน Ubiquitous แปลว่าทุกหนทุกแห่ง RFID Ubiquitous นั้นทั่วโลกทั้งรัฐและเอกชน เห็นควรว่า สิ่งของทุกชิ้นในโลกควรมีการระบุตัวตนและ RFID คือคำตอบ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีศูนย์ข้อมูล RFID แห่งชาติและ Reader จะต้องครอบคลุมทุกตารางนิ้ว ผมเห็นด้วยถ้ามีกฏหมายบังคับคนให้ฝัง Tag ในตัวและมี RFID Ubiquitous ไม่ว่าเราจะไปไหนทางการก็ทราบ ความไม่สงบคงไม่เกิดขึ้น ทราบตัวคนร้ายทันทีและอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถประยุกต์ได้
ในการระหว่างพักประชุมครั้งนั้น ไม่วายที่บุพเพสันนิวาสนำผมไปนั่งกินข้าวกลางวันกับผู้แทนจาก ญี่ปุ่น และเกาหลี สองผู้นำเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง RFID สองประเทศนี้ก็เป็นผู้นำระดับโลก อุตสาหกรรมหลักของญี่ปุ่นคืออุตสาหกรรมรถยนต์ รถญี่ปุ่นทุกชิ้นมี RFID ฝังอยู่แล้ว ผมอยากทราบว่าเกาหลีฝันไปถึงไหน เพราะคนที่ผมคุยด้วย เป็น R&D Engineer ของบริษัทผู้นำเทคโนโลยีโทรคมนาคม เกาหลี แห่งหนึ่ง ถึงหน้าตายังไม่สร่างเมา ตัวเหม็นบุหรี่คลุ้ง แต่เขาบอกผมว่า สักวันหนึ่งคุณเดินผ่านป้ายรถเมล์ Reader ที่ป้ายรถเมล์จะตะโกนบอกคุณว่า “ปรเมศวร์ มีอีเมล์ ถึงคุณ จะเปิดอ่านเลยหรือไม่?” หากผมตอบตกลงผ่านเครือข่าย มือถือ หรือหยอดเหรียญตู้สาธารณะ มันจะแสดงที่ Bill Broad บนตึกห้างสรรพสินค้าหน้าป้ายรถเมล์ผมพอดี!
มารู้จัก RFID เทคโนโลยีนี้ จะพลิกโลก ตอน2
ที่มาโดย ปรเมศวร์ กุมารบุญ 28 พฤษภาคม 2550
มีผู้อ่านมากมายสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ RFID ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจ แน่นอนบทความของผมก็ถูกคัดลอกไปยังเว็บต่างๆ มากมาย ทำให้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีชาวไซเบอร์ร่วมอุดมการณ์ช่วยกันเผยแพร่ความรู้สู่สังคม แต่อย่างไรก็ตามผมอยากให้ช่วยใส่ลิ้งค์มายังเว็บต้นฉบับด้วยก็จะดี
RFID เป็นเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติดีๆ มากมายที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในสังคมได้ครบถ้วนในการระบุข้อมูลวัตถุ (Demand) ดังนั้นก็ถือเป็นการกำเนิดธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ด้วยเช่นกัน หลายคนคงกำลังมองหาลู่ทางในการเข้าเป็นผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับ RFID ส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ว่าอยากขาย Reader อยากขาย Tag หรือทำโปรแกรม แอพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อทดแทนบาร์โค้ด
แนวโน้มความเป็นไปของธุรกิจ RFID ในต่างประเทศจะสามารถช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ความเป็นไปในธุรกิจ RFID ของประเทศได้ผมจึงรวบรวมข้อมูลมาศึกษาไปพร้อมๆ กัน
จากรายงานฉบับสมบูณณ์โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กทช. และ เนคเทค ถึงแนวทางการพัฒนา RFID สำหรับภาคอุตสาหกรรมและบริการ (ผู้สนใจติดต่อขอรับได้ฟรีที่ กทช.) แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความเติบโตและความต้องการในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมทั่วโลกและในประเทศไทย ผมจะขอหยิบยกมาให้ท่านผู้อ่านทราบดังนี้
ตลาด RFIDและแนวโน้มการเติบโต
จากการศึกษาของบริษัท Venture Development Corp. (VDC) พบว่าในปี 2000 ตลาดอุตสาหกรรม RFID ในโลกมีมูลค่า 663 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2002 มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 964.5 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะมีการขยายตัวของตลาดอย่างต่อเนื่องถึงปีละประมาณ 25% โดยในปี 2006 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังแสดงในรูปที่ 1
แนวโน้มการเติบโตแยกรายผลิตภัณฑ์
จากรายงานการศึกษาตลาดระบบ RFID แยกรายผลิตภัณฑ์ ในปี 2002 พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็น “Tag” หรือเรียกว่าTransponders ก็ได้ มีมูลค่าในตลาดมากที่สุดถึง 48% รองลงคือ เครื่องอ่าน (Readers) 24.9% บริการ (Service) 21.4% และ ซอฟต์แวร์ 5.7%
ในส่วนของตลาดเครื่องอ่าน (RFID Reader) นั้น หลังจากที่บริษัท Wal-Mart ได้ประกาศใช้ RFID กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทแล้ว จึงมีการคาดการณ์ใหม่ว่ามูลค่าตลาดของเครื่องอ่าน RFID จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 683 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2005 และบริษัท Baird ได้คาดการณ์ต่อไปว่าในปี 2007 มูลค่าตลาดของเครื่องอ่านจะสูงถึง 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังแสดงในรูปที่ 3
แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม RFID ทั่วโลก
จากการบริโภคข้อมูลหลายๆ แห่งและติดตาม RFID Journal (www.rfidjournal.com) ของผมทำให้รู้สึกถึงมูลค่าตลาดที่มีมูลค่าสูงมหาศาลกว่า หมื่นล้าน ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นสูงตลอดเวลา โดยผมคาดการณ์ตลาดที่มีความต้องการ RFID สูงสุด 4 อันดับเรียงตามดังนี้
• อันดับ 1 กลุ่มขนส่ง (Transportation)
• อันดับ 2 การใช้งานด้านระบบการเข้าออก (Security/ Access Control)
• อันดับ 3 การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management)
• อันดับ 4 การบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management)
ในด้านอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2000-2005
• กลุ่มที่มีอัตราเติบโตสูงสุดเป็นกลุ่มการชำระเงิน ณ จุดขาย (Point of Sale) โตถึง 76.9% รองลงมาคือการใช้เพื่อติดตามสินค้าในธุรกิจค้าปลีก (Retail Item Tracking) 62.2% การใช้ในระบบติดตามกระเป๋าเดินทางในสนามบิน (Baggage Handling) 58.5 % ระบบ “Real Time Location System” 54.5% และระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) เติบโต 45.2%
• โดยตลาด RFID รวมนั้น มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 5 ปี เติบโต 25.2% จากมูลค่า 663.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2000 เป็น 2,038.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2005
จากการคาดการณ์การใช้งานของเทคโนโลยีโดย IDTechEx ได้คาดการณ์ในปี 2008 จะมีการผลิตและจำหน่าย RFID มีมูลค่า 7.26 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณสองแสนเก้าหมื่นล้านบาท) เพิ่มเป็น 62,700 ล้านหน่วยในปี 2010 และ 1 ล้านล้านหน่วยในปี 2015 ตามลำดับ
ความต้องการของผู้ประกอบการไทย
RFID ได้มีการจัดสรรความถี่คลื่นวิทยุและกำลังส่งที่เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทยจาก กทช. แล้ว ผู้ประกอบการไทยในปัจจุบันจึงสามารถออกแบบระบบตามกรอบของกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง ในการนำทรัพยากรคลื่นความถี่มาทำให้เกิดประโยชน์ ซึ่งข้อจำกัดบางประการที่คลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานนานาประเทศ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับ RFID ที่ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาเพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับต่างประเทศในการส่งออกสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง โดยผมได้ย่อสรุปรวบรวมได้ดังตารางที่ 2 นี้
• ย่านความถี่ต่ำ (LF) 125 kHz และ 134 kHz ซึ่งนิยมใช้สำหรับควบคุมการเข้าออกสถานที่และการลงทะเบียนสัตว์ ถูกจำกัดด้วยกฎกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กฎกระทรวงกำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. 2547 ข้อ 2 (10)) ซึ่งจำกัดกำลังส่งออกอากาศ EIRP ไว้ที่ 150 มิลลิวัตต์ ทำให้ระยะการสื่อสารได้น้อยกว่า 1 เมตร ทางผู้ประกอบการเสนอให้เพิ่มกำลังส่งได้ถึง 4 วัตต์ เพื่อให้มีระยะการสื่อสารได้มากกว่า 1 เมตร
• ย่านความถี่สูง (HF) 13.56 MHz ซึ่งนิยมใช้ในบัตรสมาร์ตแบบไร้สัมผัสและหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ถูกจำกัดด้วยกฎกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กฎกระทรวงกำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. 2547 ข้อ 2 (11)) ซึ่งจำกัดกำลังส่งออกอากาศ EIRP ไว้ที่ 5 มิลลิวัตต์ ทำให้ระยะการสื่อสารได้น้อยกว่า 1 เมตร ทางผู้ประกอบการเสนอให้เพิ่มกำลังส่งได้ถึง 4 วัตต์ เพื่อให้มีระยะการสื่อสารได้มากกว่า 1 เมตร
• ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF) 433 MHz ซึ่งนิยมใช้ในการบริหารคลังสินค้าและการจัดการลอจิสติกส์ แม้จะอนุญาตให้ถึง10 มิลลิวัตต์ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งาน RFID แบบ active แต่กฎกระทรวงฯ กำหนดให้ใช้งานได้เพียงเฉพาะด้าน เช่น สำหรับควบคุมการทำงานระยะไกล ระบบสัญญาณเตือนภัยภายในบริเวณเฉพาะ และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นต้น ผู้ประกอบการจึงขอเสนอให้เพิ่มเติมการอนุญาตให้ใช้งานด้าน RFID ด้วย
• ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF) 800-900 MHz ซึ่งนิยมใช้ในการบริหารคลังสินค้าและการจัดการลอจิสติกส์ โดยเฉพาะการใช้งานรหัสสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ EPC (Electronic Product Code) ตามมาตรฐาน EPC Global Class 1 Gen 2 มีการระบุให้ใช้ความถี่ในช่วง 860 – 960 MHz สำหรับประเทศไทยจัดสรรสำหรับ GSM โดย กทช. ได้จัดสรรความถี่เพิ่มที่ 920-925 MHz ในต่างประเทศได้มีการจัดสรรย่านความถี่นี้สำหรับ RFID แล้ว เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และอีกหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก
• ย่านความถี่ไมโครเวฟ 2.45 GHz (2450 MHz) ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้ใช้กำลังส่งไม่เกิน 100 มิลลิวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งาน RFID แบบ active แต่ไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน RFID แบบ passive ซึ่งต้องมีระยะอ่านไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร ผู้ประกอบการหลายรายต้องการให้อนุญาตใช้กำลังส่งได้ถึง 1 วัตต์ ซึ่งเป็นกำลังส่งที่สิงคโปร์อนุญาตให้ใช้ การใช้งาน RFID แบบ passiveในย่านนี้ต่อไปจะมีความสำคัญในด้านลอจิสติกส์และการค้าปลีก เนื่องจากต้นทุนของสายอากาศต่ำกว่าแบบความถี่ย่าน LF และ HF ทำให้ต้นทุนโดยรวมของป้ายรหัสสินค้าต่ำลง
• ย่านความถี่ที่มีความต้องการใช้งานมากจริงๆ และจำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรมคือย่านความถี่ต่ำ โดยเฉพาะย่าน 13.56 MHz ซึ่งมีนักวิจัยไทยสามารถผลิตได้เองแล้ว แต่ยังคงติดขัดด้านกำลังส่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อระยะทางในการใช้งาน แต่ติดขัดที่กฎกระทรวง ไอซีที และยังไม่มีแนวโน้มที่จะแก้ไขใดๆ อย่างไรก็ตามภาคเกษตรกรรมซึ่งถือว่าเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ควรมีการให้ความรู้ต่อเกษตรกรในการนำความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ RFID เพื่อสนับสนุนการเกษตรกรรมและประยุกต์ใช้งานด้วยเช่นกัน บทความต่อไปอาจนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้งานในงานเกษตรกรรมและปศุสัตว์ครับ
Reference
1. รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง กทช. และ เนคเทค ถึงแนวทางการพัฒนา RFID สำหรับภาคอุตสาหกรรมและบริการ
2. http://www.vdc-corp.com/autoid/press/03/pr03-09.html
3. “RFID Overview”, Greg Leeming, Intel Corporation, 2004
4. “นวัตกรรม RFID อุตสาหกรรมไฮเทคที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและทรัพย์สินทางปัญญาให้กับประเทศ” ดร.เลิศศักดิ์ เลขวัต, Asian Institute of Technology, Bangkok, Thailand, 2004
Credit : http://www.thaiadmin.org/board/index.php?topic=56690.0


Reply With Quote
