ไม่รู้เป็นอะไร ทำไมมนุษย์จึงอยากเรื่องอนาคตกันนัก ทั้งนี้จะว่าไป คำนายต่างๆ ก็เป็นแค่การคาดคะเน หรือที่เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ การเดานั่นเอง แต่อย่างว่า การรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เพื่อได้มีเวลาเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ ก็ย่อมดีกว่า ที่จะไม่รู้อะไรเลย ทั้งนี้ การทำนายต่างๆที่จะเชื่อได้นั้น ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานที่น่าเชื่อถือได้ ไม่ใช่นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน ต้องเกิดจากการวิเคราะห์พิจารณาอย่างมีหลักเกณฑ์จึงจะเชื่อถือได้ แต่ก็ต้องฟังหูไว้หู ไม่ใช่เชื่อไปซะหมด
การ์ทเนอร์กรุ๊ป(www.gartner.com) คือบริษัทวิจัยการตลาดที่มีชื่อเสียง ได้เคยทำนายเหตุการณ์ที่จะทำให้อนาคตต้องสั่นสะเทือนเอาไว้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้อย่างน่าสนใจ บางท่านอาจเคยผ่านตามาแล้ว แต่หลายท่านก็คงยังไม่เคยเห็น จึงขอนำมาแจ้งให้ทราบดังนี้
1.ความจุการส่งสัญญาณ(Bandwidth) ราคาจะถูกกว่า ความสามารถในการคำนวน(Computing)
ในเวลาอีกไม่กีปี ความเร็วในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายจะมากกว่าความเร็วในการคำนวนในคอมพิวเตอร์ และที่สำคัญราคาถูกลง ทำให้บริการต่างๆ มุ่งเข้าหาระบบเครือข่ายรวมศูนย์(Centralize network service) หมายความว่า แทนที่จะคำนวนที่พีซีของเราเอง ข้อมูลจะถูกส่งไปยังเครื่องแม่ข่าย หรือเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ประมวลผลแทน หรือมากกว่านั้น ก็คือไม่ต้องมีฮาร์ดดิสก์เอาซะเลย
ทั้งนี้เพราะพัฒนาการของระบบสื่อสารผ่านใยแก้วได้รับการพัฒนาอย่างมาก อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญของข้อนี้ก็คือ ความปลอดภัย คุณภาพบริการ และธุรกิจที่รองรับ ถ้าผ่านไปได้ ก็ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ แต่คาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษจึงจะนำฮาร์ดดิสก์ความจุสูงออกไปจากพีซีได้
2.แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่จะใช้ในวงกว้างขึ้น
การปฏิวัติตนเองของแอพพลิเคชั่นและมิดเดิลแวร์ทำให้ แนวความคิดการพัฒนาซอฟท์แวร์ในอนาคต จะเป็นการใช้กระจายในวงกว้าง ครอบคลุมงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบ อีอาร์พี(ERP) , ซีอาร์เอ็ม(CRM) หรือ ธุรกิจลูกโซ่ ซึ่งเรากำลังอยู่ในยุคนี้ ที่เริ่มมีผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น(ASP) หลายรายประสบความสำเร็จในบริการ รวมถึงหลายองค์กรที่นำบริการทางเวบ(Web Service) มาพัฒนาระบบสำหรับใช้ในการบริหารงานแล้ว โดยใช้ เอ็กซ์เอ็มแอล(XML)เป็นมาตรฐาน
แต่ก็อย่าพึ่งคาดหวังอะไรกับกระแสขึ้นๆลงๆของความต้องการ อย่างน้อยคงต้องใช้เวลา 4-5 ปี ระบบดังกล่าว จึงจะได้รับการยอมรับอย่างกว้าง เพราะหลายๆบริษัทก็ไม่ต้องการใช้ความเฉพาะทางธุรกิจร่วมกับผู้อื่น รวมถึงยังต้องการมีเครื่องมือและการบริหารที่เป็นส่วนตัวอยู่ดี
3.เศรษฐกิจมหภาค(Macroeconomic) จะถือกำเนิด
ถ้าคำนายที่ 2 บรรลุผล เศรษฐกิจโดยรวมจะทำให้ความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ธุรกิจขยายใหญ่ขึ้นจนเป็นเศรษฐกิจแบบมหภาค ลองจินตนาการดูว่า ถ้าข้อ 2. เป็นจริง การดำเนินธุรกิจจะประหยัดเพียงใด ก่อให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้นเพียงไร ทั้งนี้ อุปสรรคก็ย่อมมีเป็นธรรมดา ซึ่งถ้าภาครัฐสามารถประยุกต์ได้ก็จะทำก้าวข้ามข้อจำกัดไปได้ แต่ภาคเอกชนก็ควรแสดงให้เห็นก่อนว่าทำได้อย่างไร
4.องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะปลดคนงานมหาศาล
คำนายข้อนี้ ฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็เป็นเหตุเป็นผลว่า ถ้าข้อ 2. และ 3. บรรลุผลจริง องค์กรนั้นก็แทบไม่ต้องมีพนักงานจำนวนมากเลย เพราะระบบจะทำให้หมด ความต้องการด้านแรงงานมีน้อยลง เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเราต้องใช้แรงงานภาคการเกษตรมาก แต่เมื่อมีอุตสาหกรรม ก็ใช้แรงงานน้อยลง และเมื่อเทคโนโลยี ก็ต้องการแรงงานน้อยลงอีก คาดการณ์ว่า อีก 7 ปีข้างหน้า องค์กรใหญ่ๆจะลดคนงานลงจากเดิมกว่า 30%
คำทำนายนี้ กระทบทุกอาชีพไม่เว้นแม้แต่สายเทคโนโลยี ซึ่งต้องมองงานด้านอื่นสำรองเอาไว้ ทั้งนี้เพราะในช่วงที่ผ่านมาเป็นเศรษฐกิจแบบขาลง มีการลดคนงานออกจำนวนไม่น้อย คงต้องใช้เวลาอีกซักพักจึงจะกลับสู่ตลาดแรงงานได้
5.การรวมธุรกิจหลายสาขายังคงดำเนินต่อไป
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการรวมตัวของกิจการต่างๆที่อยู่คนละสาขา เช่น ไอทีกับบันเทิง สินค้าอุปโภคบริโภคกับบริษัทยา ฯลฯ ซึ่งจะยังคงมีต่อไป แต่คาดว่าในอีก 2 ปี จะมีธุรกิจบางอย่างที่จะหายไป โดยเฉพาะธุรกิจดอทคอม ที่ครั้งหนึ่งเคยแตกสาขาออกมามากมาย ปรากฎการณ์ปลาใหญ่กินปลาเล็กจะมีอยู่ จนกว่าจะถึงปี 2549 ทุกสิ่งจึงจะย้อนกลับมาเหมือนเดิม
6.กฎของมัวร์ยังคงใช้ได้จนสิ้นทศวรรษ
ยังจำกฎของมัวร์ได้หรือไม่ ที่บอกว่า ทุก 18 เดือน ความเร็วของหน่วยประมวลผลจะเร็วขึ้น 2 เท่า กฎนี้ยังใช้ได้จนกว่าจะถึงปี 2554 การ์ทเนอร์คำนวนว่าในปี 2551 สเปคมาตรฐานพีซีหนึ่งเครื่องจะมี 4-8 ซีพียู มีความเร็วอยู่ที่ 40GHz(ปัจจุบัน 1-2 GHz) ฮาร์ดดิสก์ 1.5 TB-Terabyte(ปัจจุบัน 40GB เอา 1 พันคูณ Giga = Tera) หน่วยความจำ 4-12 GB(ปัจจุบัน 512MB ก็หรูแล้ว) และ ความเร็วแลน 100GBit(ปัจจุบัน 2MBit ก็เป็นบุญแล้ว)
และเมื่อสิ้นทศวรรษเราก็จะได้สัมผัส พีซีที่มีความเร็ว 150GHz(โอ้ มายก็อด) ที่มีฮาร์ดดิสก์ 6 TB จนกว่า เทคโนโลยีอื่น เช่น นาโนเทคโนโลยี หรือ ดีเอ็นเอคอมพิวเตอร์ จะเข้ามาแทนที่
7.ธนาคารจะเป็นผู้ให้บริการข้อมูลปัจจุบัน(Presence service)รายหลักในปี 2550
บริการข้อมูลปัจจุบัน คือการจัดการ สิ่งที่คุณชอบและเป็นอยู่ ข้อมูลส่วนตัวของคุณ รวมถึงประสบการณ์ในการเล่นอินเทอร์เน็ต(one-click internet) ที่จะบันทึกเก็บไว้ว่าคุณชอบเข้าเวบอะไร ใช้บริการอะไรมากสุด ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกสบายในการใช้บริการครั้งต่อไป ซึ่ง ไมโครซอฟท์(พาสปอร์ต) ไลเบอร์ตี้ อะลิแอนซ์, เอโอแอล หรือ ยะฮู รวมถึงบริษัทอิสระ ต่างก็ต้องการเข้าร่วมแบ่งเค้กชิ้นนี้ แต่คาดกว่า ธนาคารและสถาบันการเงินกว่า 70% จะเป็นผู้ให้บริการรายหลัก
ทั้งนี้เพราะธนาคาร ได้ลงทุนด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวมาเป็นเวลานาน การจะเข้ามาจับตลาดที่ต้องอาศัยความเชื่อใจเป็นหลักย่อมได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากกว่า แต่ยังไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและนโยบาย
หมายเหตุ วัน-คลิ๊ก อินเทอร์เน็ต คือการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ว่าชอบคลิ๊กส่วนใดของหน้า ชอบเข้าเพจไหน เรื่องเกี่ยวกับอะไร แล้วระบบจะนำไปประมวลผลร่วมกับนโยบายการตลาด เพื่อแสดงหน้าเวบเพจที่แต่ข้อมูลที่คนนั้นๆชอบ เป็นการเข้าถึงความต้องการอย่างแท้จริง
8.บีเอเอ็ม(Business Activity Monitoring) จะเดินหน้าเต็มที่ในปี 2550
บีเอเอ็ม ต่อไปจะเป็นคำที่ฮิตติดปาก ลองนึกภาพดูว่า ถ้าทำธุรกิจ ที่สามารถดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง แล้วธุรกิจของคุณจะเป็นเช่นไร แน่นอนว่าโอกาสประสบความสำเร็จมีอยู่สูงแน่
ในอดีต เวลาที่เราต้องการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ซับซ้อน เราต้องเอาข้อมูลทั้งหมดมายำแล้วเลือกเอาแต่ที่ต้องการ เพราะความต้องการของคุณและลูกค้าไม่ตรงกัน แต่ในอนาคต เมื่อนำระบบตามข้อต่างๆที่กล่าวมามาใช้ จะทำให้คุณได้ข้อมูลที่ตรงความต้องการ แถมทันทีทันใดด้วย การตัดสินใจย่อมมีประสิทธิภาพขึ้น เทียบกับองค์กรที่ไม่นำระบบนี้มาใช้ ย่อมเสียเปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจเป็นแน่
9.หน่วยธุรกิจที่ไม่ใช่ไอที จะเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่า
เมื่อแอพพลิเคชั่นแบบรวมศูนย์เข้ามามีบทบาท ทำให้หน่วยธุรกิจด้านไอทีลดบทบาทลง รวมถึงจำเป็นต้องลดขนาดลงด้วย ทำให้หน่วยงานด้านอื่น เช่น บัญชี และธุรกิจทั่วไป มีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น ส่วนไอทีก็เป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจ แอพพลิเคชั่นสำหรับธุรกิจจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ แบบเครื่องมื่อทั่วไป(basic utility applications) เพื่อรักษาการทำงานต่อไป แบบขยาย(enhancement applications) ที่จะนำเสนอข้อมูลเพื่อการวัดค่าสำหรับการตัดสินใจ และ แบบเดินหน้า(frontier applications) สำหรับการเข้าแข่งขัน
การ์ทเนอร์แนะว่า ธุรกิจที่ทรงพลังจะต้องนำองค์กรไปสู่การกระจายศูนย์ แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ทุกหน่วยต้องเข้าใจในเป้าหมายธุรกิจเดียวกัน แล้วจะทำให้ธุรกิจนั้นประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว
10.ธุรกิจแบบรวมศูนย์(Centralize)จะเปลี่ยนเป็นแบบกระจายศูนย์(Decentralize)
จากข้อ 9. การ์ทเนอร์สนใจไปที่การใช้ไอทีแบบรวมศูนย์ ซึ่งใช้งานอยู่ในธุรกิจปัจจุบัน แต่คาดว่าจะมีอายุถึงปีหน้า ธุรกิจแบบกระจายศูนย์จะเริ่มเข้ามาแทนที่ เป้าหมายทางธุรกิจความสำเร็จจะอยู่ที่ความรวดเร็วในการตัดสินใจที่ถูกต้อง การรวมศูนย์เพื่อทำอะไรทำให้เกิดความชักช้า จึงเกิดหน่วยธุรกิจแบบกระจายศูนย์ที่เกี่ยวกับด้านการตัดสินใจขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อความว่องไวในการทำการค้า ซึ่งทำให้ธุรกิจกลับมาฟื้นตัวในที่สุด
ทั้ง 10 ข้อนี้คือ การคาดคะเน ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดทุกข้อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ข้อใดไม่เกิดเลย การที่เรารับทราบข้อมูลได้ก่อน ตัดสินใจได้ก่อน ย่อมจะได้เปรียบในที่สุด ขอให้เลือกรับข้อมูลที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับธุรกิจครับ

ข้อมูลจาก http://campus.en.kku.ac.th/campusboard/ind...opic,837.0.html