จุลจักรวาล 10 มิติ-ช่วงเวลากำเนิดจักรวาล

--จากการที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพ้บ ทฤษฎีทางกลศาสตร์ควอนตั้ม
และทฤษฎีสัมพัทภาพทั่วไปของไอนสไตน์ แล้วก็มี ท่านหนึ่งชื่อ พอลลี่ คิดว่าควรจะรวม ทุกสมการ ในสองทฤษฎีตอนนั้น ให้เหลือเพียงทฤษฎีเดียว คือทฤษฎี ของทุกสิ่งทุกอย่าง -Theory of Everything----


--นีลส์ บอร์ ได้พูดจาเสียดสีท่านพอลลี่กลางที่ประชุมว่า--ทฤษฎีของท่านยังไม่บ้ามากพอ(ยังขาดความสมบุรณ์และเป็นไปไม่ได้ ในตอนท้ายศตวรรษที่ 20 จึงได้มีการปะติดปะต่อกลายเป็น ทฤษฎีซูเปอร์สตริง ซึ่งก้าวหน้ามาก ใช้คณิตศาสตร์แนวล้ำยุคเลยทีเดียว)
กล่าว่า ทุกอะตอนในเอกภพ ประกอบด้วยสตริง(เส้นเชือก) เล็กๆ การสั่นตัวของสตริงนี้ กำหนดให้อะตอนนั้น"มีอยู่-เป็นอยู่"
การรวมทั้งสองทฤษฎีนี้ต้องมีกฏที่แน่นอนประกอบกันด้วย เช่น สตริงนี้เล็กว่าโปรตอนประมาณ 100 พันล้านล้านเท่า และสั่นตัวเองอยู่ในกาลเวลา-อวกาศ(ที่ว่าง)แบบ 10 มิติเท่านั้น
จะต้องให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์มากมายที่จะอธิบาย เพราะ เอกภพ 10มิติเท่านั้นจึงจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับการรองรับทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีของไอนสไตน์

จุดเริ่มต้นเอกภพหลังจากบิ๊กแบง-การะเบิดใหญ่ เกิดสภาพกาลอวกาศ 10 มิติอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่สเถียร จึงแตกตัวเป็นเอกภพ 4 5 และ 6 มิติ
--- เมื่อเอกภพ 6 มิติยุบตัวลงอีก มิติทั้ง 6 จะโค้ง(ยุบ)ตัวเอง ซึ่งเราไม่อาจนึกภาพเห็นได้ เพราะตอนนั้นทั้งเอกภพจะเล็กกว่าอะตอมถึง 10 ล้านล้านล้านเท่าการสลายตัวนี้กลับทำให้เอกภพ 4 มิติขยายตัว เราจึงมองเห็นทุกๆ
กาแลกซี่วิ่งแตกแยกจากกัน ห่างออกไปทุกที
การแตกตัวของ ภาวะ 10 มิติ เหลือกี่มิติก็ตามไม่สามรถรองรับ
สภาพสิ่งมีชีวิตให้ก่อเกิด ชีวิตจะก่อเกิดใด้ในสภาพ 4 มิติเท่านี้--กว้าง ยาว สูง บวกเวลาอีก 1 มิติ
การที่เราพบว่า อิเลคตอนจะอยู่ในระดับพลังงาน หรือวงโคจรใดก็ได้
ในขณะเดียวกัน เมื่อนำมาแอพพลายกับซูเปอร์สตริง ก็จะพบว่า มีเอกภพคู่
ขนาน หรือ มากกว่าหนึ่งเอกภพ ดำรงอยู่พร้อมกัน เหมือนกับฟองน้ำเดือด เอกภพเราก็ คือ 1 ฟอง อยู่ร่วมกันในทะเลเอกภพ--ดังนั้นมิติ นรก สวรรค์ หรือ มิติอื่นๆ ก็สามารถมอยู่ร่วมกันใด้ หากมีเหตุปัจจัยเพียงพอ เช่น สภาพไร้วัตถุ หรือมีวิตถุ แต่ต่างมิติ ต่างกันในระบบของเวลา--น่าคิดนะ



**Hidden Content: To see this hidden content your post count must be 3 or greater.**