เมื่อสังคมออนไลน์ไม่หยุดแค่ใน กทม.คนในหัวเมืองใหญ่ก็มีโอกาสใช้ชีวิตไร้สายมากขึ้น แต่ไวไฟไม่ใช้คำตอบเดียวในการเพิ่มจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต...

หลังจากชาวกรุงเทพมหานครได้ทดลองใช้งาน อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็ว 64 Kbps ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย จากโครงการ กรีนบางกอกไวไฟ (Green Bangkok Wi-Fi) ที่ผ่านพ้นไปเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา อันเป็นความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่วนหนึ่งในนโยบาย ”วาระกรุงเทพฯ สีเขียว” ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ต้องการให้ใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายแทนการเดินทาง ที่ช่วยประหยัดพลังงานในภาวะวิกฤต และในอนาคต อีกทั้งลดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ความสะดวกสบาย รวมถึงความคล่องตัวในการออนไลน์เข้าถึงข้อมูล ข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา

ว่ากันว่าโครงการนี้ในกรุงเทพฯ มีจุดฮอตสปอตมากที่สุดถึง 15,000 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 400 ตารางกิโลเมตร ทำให้กรุงเทพฯ โดยคนกรุงเทพฯ จะใช้งานฟรีจากการลงทะเบียนได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 52 ที่จะถึงนี้ และก่อนหน้านี้ทรูได้ร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย เพื่อร่วมพัฒนาเมืองหาดใหญ่ให้กลายเป็นเมืองแห่งไอที ด้วยจุดฮอตสปอตกว่า 300 จุด รวมถึงการขยายบริการไวไฟ ไปสู่หัวเมืองใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ และภูเก็ตตามลำดับ

จึงน่าสนใจว่าเมื่อบริการอินเทอร์เน็ต กระจายไปสู่หัวเมืองต่างจังหวัด คนต่างจังหวัดจะได้รับความสะดวกสบาย และประโยชน์จากการใช้งาน มากน้อยเพียงใด และราคาค่าบริการแตกต่างจากผู้ใช้งานในกรุงเทพฯ มากน้อยแค่ไหน IT Digest จึงต้องไปขอคำตอบจากทางบริษัททรูฯ เพื่อคลายข้อสงสัย และยังถือโอกาสถามถึงทศทางและอนาคตของการให้บริการไวไฟ จากผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้

นายนนท์ อิงคุทานนท์ ผู้จัดการทั่วไป Wire-line Broadband Services Business บ.ทรูฯ อธิบายถึงผลตอบรับจากโครงการกรีนบางกอกไวไฟว่า หลังจากที่เปิดให้บริการใช้ฟรีในความเร็ว 64 Kbps พบว่ามีผู้ใช้งานที่มาขอลงทะเบียนกว่า 4 แสนราย ตรงตามเป้าหมายที่คาดว่าจะมีประมาณ 500,000 ราย โดยเร็วๆ นี้จะมีการเพิ่มความเร็วๆ ให้ใช้มากกว่า 64 Kbps ที่มีอยู่เดิม แต่ความชัดเจนน่าจะประกาศก่อนวันที่ 30 มิ.ย.นี้ สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานเป็นกลุ่มคนทั่วไป นอกเหนือจากที่ใช้การเชื่อมต่อผ่าน EDGE/GPRS ของทรูมูฟ ทั้งนี้ทรูมีลูกค้าที่ใช้งานไวไฟรวมทั้งหมดประมาณ 1.8 แสนราย คาดว่าสิ้นปีน่าจะมีลูกค้าประมาณ 3 แสนรายตามเป้าที่วางไว้

ผจก.ทั่วไป Wire-line Broadband Services Business บ.ทรูฯ อธิบายถึงอัตราค่าบริการที่คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าค่อนข้างสูงว่า แนวโน้มราคาค่าบริการจะเป็นไปตามต้นทุนการให้บริการ ที่ส่วนหนึ่งมาจากค่าเชื่อมโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไปต่างประเทศ และการติดตั้งฮอตสปอตที่ขณะนี้ ทรูติดตั้งไปแล้วประมาณ 17,000 จุด อีกทั้งได้ขยายพื้นที่ให้บริการไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เมืองพัทยา หาดใหญ่ ภูเก็ต และกำลังจะขยายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่คิดเป็นเงินลงทุนก้อนใหญ่มาก แม้ว่าปัจจุบันราคาอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ไปต่างประเทศมีราคาถูกลง จนผู้ให้บริการสามารถลดบริการได้ทันที แต่ต้องเป็นกรณีที่ไม่มีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการ ดังนั้นทรูจึงมองว่าแทนที่จะลดราคาลง แต่ยืนยันในราคาเดิมชั่วโมงละ 150 บาท แล้วเพิ่มพื้นที่ให้บริการมากขึ้นดีกว่า อย่างไรก็ตามหากใช้เป็นแพ็คเกจรายเดือนก็จะคุ้มค่า และราคาถูกกว่าซื้อใช้แบบเป็นชั่วโมง

นายนนท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากการซื้อชั่วโมงใช้งาน ทางทรูยังพยายามจับมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับบริการ เช่นการมอบส่วนลดค่าอาหารให้ลูกค้า เป็นต้น ทรูได้ขยายไวไฟฮอตสปอตไปยังร้านค้าของพันธมิตร ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ฟาสต์ฟูด ห้างสรรพสินค้า และร้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ ในส่วนของการใช้กลางแจ้งได้พยายามทำให้สัญญาณครอบคลุมทั้งถนน และอาคารสำนักงานชั้นนำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มนักธุรกิจ รวมทั้งการขยายไปยังจุดที่อยู่ใกล้สถานศึกษา เพื่อให้บริการแก่ นักเรียน นักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกแพคเก็จการใช้ได้ตามความต้องการ

ผจก.ทั่วไป Wire-line Broadband Services Business บ.ทรูฯ อธิบายอีกว่า สำหรับที่เมืองหาดใหญ่ถือเป็นการต่อยอดจาก โครงการหาดใหญ่ไวไฟซิตี้ เพื่อทำให้เทศบาลเมืองหาดใหญ่ก้าวสู่สังคมไวไฟในย่านธุรกิจสำคัญ ทางทรูได้ตั้งไวไฟฮอตสปอต 300 จุด แต่การให้บริการต่างจากใน กทม.คือ เปิดให้ลองใช้ฟรี 1 ชั่วโมงที่ความเร็ว 512 Kbps เพราะนักธุรกิจจะใช้ครั้งหนึ่งเพียงเวลาสั้นๆ ส่วนที่ กทม.จะใช้ได้นานกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และเน้นใช้เพื่อติดต่อสื่อสารลดการเดินทาง อย่างไรก็ตาม จุดที่จะใช้งานบางที่อาจเป็นจุดอับสัญญาณเช่น ในอาคาร หรือ ในห้องพัก อาจจะใช้ไม่สะดวก แม้จะพบสัญญาณผ่านโน้ตบุ๊ค หรือ พีดีเอโฟนก็ตาม ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ ในการปรับตั้งสัญญาณให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม

นายนนท์ อธิบายเสริมว่า อย่างไรก็ตามการกระจายบริการอินเทอร์เน็ตไวไฟไปต่างจังหวัด เป็นเพียงการเพิ่มความสะดวกในการใช้งานบรอดแบนด์ เนื่องจากอุปกรณ์ไอที อาทิ โน้ตบุ๊ค เน็ตบุ๊ค และพีดีเอโฟนกว่า 10 ล้านเครื่องในตลาด รองรับการเชื่อมต่อไวไฟหมดแล้ว จึงกระตุ้นให้มีการใช้งานโน้ตบุ๊ค เพื่อทำให้เกิดการทำงานแบบเคลื่อนที่ ไม่ได้เป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือกระตุ้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตตรงๆ การมีไวไฟอาจทำให้ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตมุมใดมุมหนึ่งในบ้าน แต่ย้ายไปจุดอื่นๆ ได้ ทำกิจกรรมกับครอบครัว พร้อมกับทำงาน หรือ ส่งอีเมล์ได้ หรือ สรุปได้ว่าเอามาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้ชีวิตในเมืองนั่นเอง

น่าดีใจแทนชาวเชียงใหม่ พัทยา หาดใหญ่ และภูเก็ต ที่จะได้เพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตต่อติดอินเทอร์เน็ต ในเมืองที่ก้าวสู่การเป็นสังคมไร้สาย อันจะทำให้บรรยากาศในการใช้ชีวิตยุคใหม่ มีสีสันมากขึ้น และยังช่วยให้ภาคธุรกิจ การค้าขาย และการท่องเที่ยวมีช่องทางสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาครัฐไม่มีนโยบาย ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี หรือ อินเทอร์เน็ตในชุมชน คงจะเดินหน้าได้ลำบาก ดังนั้นหากนโยบายชัดเจน และผู้ให้บริการ หรือ ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุน สังคมออนไลน์อาจเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าหัวเมืองเหล่านี้ก็เป็นได้...