Google Inc.
บริษัทที่มีศักยภาพของคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก ประกอบกันขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ PC ราคาถูกกว่า 200,000 เครื่อง เป็นบริษัทที่ทุกๆวันมีคน 64 ล้านคนจากทั่วโลกเข้าไปค้นข้อมูลจากเว็บไซท์ของพวกเค้า เป็นบริษัทที่มีราคาหุ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของหุ้นเทคโนโลยีของโลก (วันที่ 19 สิงหาคม 2004 Google เข้าตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกด้วยราคา 85 เหรียญต่อหุ้น สูงมาก ทำให้บริษัทเค้าสามารถระดมทุนได้สูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงที่สุดในการเข้าตลาดของบริษัทเทคโนโลยีใดๆในประวัติการณ์) เป็นหนึ่งในบริษัทเพียงไม่กี่รายในโลก ที่สามารถเข้ามาท้าทายแย่งเค้กจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ (ในช่วง 7 ปีตั้งแต่ 1998 จนถึง 2005 มูลค่าหุ้นของ Microsoft แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ช่วงเวลาเดียวกันนี้ มูลค่าหุ้นของ Google จากไม่มีมูลค่าขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 ล้านเหรียญ) แล้ว Google เริ่มโปรเจ็คอื่นที่ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับ Search เช่น Intergalaxy internet หรือ DNA search แล้วต่อจากตรงนี้ไป Google จะทำอะไรต่อไป


สองหนุ่มในตำนาน

เราคงจะไม่พูดถึงความสำเร็จของ Google ในแง่ที่เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลกแล้ว เพราะตรงนี้ทุกคนรู้ แต่ในบทความนี้เราพูดถึงผลกระทบที่เกิดจาก Google ต่อสังคม ต่อวัฒนธรรม ต่อเศรษฐกิจของเรากันดีกว่า แต่ถ้าใครยังมองว่า Google มีผลอย่างไรกับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และ การดำเนินชีวิตของเรา เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดูซัก 2-3 ข้อในบทความนี้ เรายกประเด็นที่ชัดเจนเกี่ยวกับการที่ Google สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการโฆษณาไว้ในหน้าหลังๆนะครับ ตอนนี้ดูตรงที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปก่อน



อย่างแรก ที่เห็นได้ชัดว่า Google กำลังนั่งอยู่บนกองทองที่อยู่ในรูปของความต้องการของผู้ใช้ คิดง่ายๆแบบนี้ครับ ทุกๆวินาที ทุกๆชั่วโมง มีคนนับล้านจากทั่วโลก เหมือนกับคุณกับผม ส่งคำขอค้นไปที่ Server ของ Google เพื่อถาม Google ว่ามีเว็บอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่เค้าอยากรู้ แต่ในมุมมองที่กลับกัน ถ้ามองจากมุมของ Google ซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางแล้ว เป็นพวกเราต่างหากที่ไปบอก Google ว่าเรากำลังสนใจเรื่องอะไร Google มองเห็นการเคลื่อนไหวของความต้องการ ความอยากรู้ของคนทั้งโลกภายในเสี้ยววินาทีนั้น Google รู้ได้ว่าภายในชั่วโมงนี้ โลกทั้งโลกกำลังสนใจเรื่องอะไร แหม! เห็นสีเรืองๆของทองคำกองใหญ่มหึมาที่ Google นั่งทับอยู่มั้ยครับ ? OK ถ้าคุณยังไม่เห็นอีก ผมจะให้ดูข้อมูลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

นี่เป็นตัวอย่าง ผลของความต้องการของทั้งโลกในช่วงปี 2007 ที่ผ่านมาเอามาจากหน้า press release ของ google เอง http://www.google.com/intl/en/press/zeitgeist2007/ จะเห็นได้ว่า เค้ามีสถิติคำค้นและรู้ว่าโลกทั้งโลกไปทางไหนในเดือนนี้ เดือนนั้น เห็นว่าช่วงไหนคนกำลังฮิต iPhone หรือ radiohead กำลังมาแรงช่วงไหน

ไม่ใช่แค่ทั้งโลกนะครับ เค้ารู้ด้วยคำค้นที่ส่งเข้ามามาจาก IP อะไร IP นี้อยู่ส่วนไหนของโลก นั่นแปลว่าเค้าอาจจะรู้ไปถึงว่าประเทศไหนต้องการอะไร ผมยกตัวอย่างเล่นๆให้คิดเพลินๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ ที่รู้ว่าคนอยากอ่านเรื่องอะไร ทำไมคุณจะออกหนังสือพิมพ์ที่ตรงใจคนอ่านเปะในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ หรือ อาจจะสร้างเว็บไซท์ข่าวที่เป็นที่สนใจของคน เอ๋ ตรงนี้คุ้นๆนะ ใครไม่คุ้นเฉลยก็ได้ Google News นั่นเองครับแล้วถ้าเป็นคุณที่คุณกำข้อมูลความต้องการข้อคนทั้งโลกไว้ในมือ ความต้องการของคนที่คนหาชื่อยา ใครบ้างที่ค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว หรือ ข้อมูลที่ชี้ไปยังผู้ก่อการร้าย หรืออีกหลายๆอย่าง เหมือนกับคุณมีข้อมูลเก็บไว้ใน server ว่าคนทั้งโลกอยากรู้อะไร แล้วคุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับมัน แล้วถ้าเป็นคุณที่คุณกำข้อมูลความต้องการข้อคนทั้งโลกไว้ในมือ คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับมัน !


ผมเป็นแฟนตัวยงของ Google เลยทีเดียว (เอาไว้ว่างๆไม่มีอะไรทำ จะไปของานเค้าทำดู - แหะๆ พูดเหมือนไปเป็นพนักงานเสริฟร้านอาหารไทยยังไงไม่รู้) เพราะนอกจากเค้าจะเป็นบริษัทที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบริษัทที่โตมาจากนวัตกรรมสุดยอดแห่งยุค (บางคนบอกว่าโลกเข้าเปลี่ยนจาก ยุคหิน เป็นยุคเหล็ก ยุคอุตสาหกรรม ยุคข้อมูล และปัจจุบันเป็นยุคกูเกิ้ล แหม! ขนาดนั้นเลยทีเดียว) ผลอีกส่วนหนึ่งมาจากความเป็นยุคใหม่ในแนวคิดของเค้า กับสโลแกนบริษัทว่า Don't Be Evil เราจะไม่เป็นปีศาจ ทุกอย่างที่จะไปถึงผู้ใช้จะต้องดีมาก และ ฟรี เค้าไม่คิดจะรวยกับการเก็บตังค์จากผู้ใช้ Search Engine (แต่แน่นอนเค้ามีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการโฆษณา) บริน และ เพจ 2 ผู้ก่อตั้งบริหารบริษัทเหมือนกับเป็นหอพักนักศึกษา ในมหาวิทยาลัย Googleplex ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเต็มไปด้วยของเล่น เครื่องดื่ม ตู้เกม โต๊ะปิงปอง เน็ตความเร็วสูงปรี๊ด และเพื่อนๆหัวไบรท์ที่คุยภาษาเดียวกันหมด ราวกับเป็นหอพักในฝันของนักศึกษา (ต้องขอบคุณน้องบัว ไปหารูปมาโพสต์ให้ในความเห็นที่ 2 - 9 เด้อ) นอกจากจะทำงานอย่างสนุกในบริษัทแล้ว บริษัทยังอนุญาตให้พนักงานใช้เวลางาน 20% (ประมาณ 1 วันในสัปดาห์) ไปกับเรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจ เรื่องอะไรก็ได้เลยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับงาน อิสระที่จะคิด อิสระที่จะเล่น ซึ่งเกิดเป็นเรื่องราวดีๆ โปรเจ็คที่น่าสนใจเต็ม Google จนทำให้ Google มีโปรเจ็คเล็กๆกว่า 100 โปรเจ็ค ตั้งแต่ Opensource หรับมือถือ หรือที่รู้จักกันในนาม Google Mobile หรือ Android จนไปถึง ยกทรงยี่ห้อ Google



บริษัทพุ่งเป้าไปที่ innovation นวัตกรรมใหม่ มากกว่าสิ่งอื่นใด และมากกว่าผลกำไรด้วย ต่างจากแนวคิดของบริษัทอื่นๆที่ เริ่มบริษัทจากการมองเห็นช่องทางทำกำไร แล้วค่อยมาคิดว่าผลิตภัณฑ์อะไรที่ทำให้เราได้กำไรจากช่องทางนั้น แต่ 2 หนุ่ม Google ของเราไม่แคร์ พวกเค้าพุ่งเป้าไปที่การทำให้ Search Engine ของพวกเค้าดีที่สุด ค้นหาแล้วได้ผลลัพธ์การค้นตรงกับความต้องการผู้ค้นข้อมูลที่สุด แล้วสิ่งนั้นจะทำให้เค้าแตกต่างเอง ซึ่งมันก็หมายถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นตามมา และผลที่ได้ก็คือพวกเค้าไม่เคยต้องเสียตังค์ทำโฆษณาคำว่า Google เลย อาศัยการบอกต่อจากปากต่อปาก จนขยับขึ้นมาเป็นยี่ห้ออันดับหนึ่งบน internet

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/