คนเรามักจะรู้สึกเหงาและว้าเหว่เมื่ออยู่ไกลบ้าน ห่างเหินจากมิตรสหาย
แต่บางครั้งแม้อยู่บ้านก็ยังรู้สึกเหงาและว้าเหว่อยู่นั่นเอง
ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยหลายสาเหตุ
แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ มีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิตของเรา
อะไรบางอย่างนั้นอาจได้แก่ เพื่อน คนรัก พี่น้อง พ่อแม่
หรือคนใกล้ชิดที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา
หรือคนที่เรารู้สึกผูกพันด้วย แต่บางครั้งสิ่งที่ขาดหายไปนั้น
เราอาจไม่เคยมีมาก่อนเลย แต่จิตใจโหยหาอยู่ลึกๆ
เช่น ความรักที่จริงใจ ครอบครัวที่อบอุ่น หรือชุมชนที่เรารู้สึกสนิทแนบแน่น
ความเหงาและว้าเหว่ อาจเกิดขึ้นท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบและกลุ่มชนที่พลุกพล่าน
แต่ไม่ว่ารอบตัวจะวุ่นวายเพียงใด ภายในใจนั้นกลับวังเวง เปล่าเปลี่ยวอย่างยิ่ง
เพราะลึกๆ เรารู้สึกแปลกแยกกับผู้คน หรือรู้สึกว่านี่ไม่ใช่... ที่... ของเรา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรากำลังโหยหา ... บ้าน... ที่แท้จริง
บ้านที่ใจใฝ่หา อาจหมายถึงผู้คนหรือชุมชนที่มีความรู้สึกนึกคิดร่วมกับเรา
มีมุมมองหรือวิถีชีวิตเหมือนกับเรา พูดภาษาเดียวกับเรา
สามารถแบ่งปันความรู้สึกได้อย่างไม่ต้องปิดบัง
ชุมชนดังกล่าวอาจเป็นชุมชนที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง
หรือมาร่วมกันเป็นครั้งคราว อาจเป็นชุมชนทางชาติพันธุ์
ชุมชนทางการเมือง ชุมชนทางศาสนา
ชุมชนทางอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่แก๊งมอเตอร์ไซค์
เพียงแค่มีความเห็นต่างกับคนรอบตัว
ก็อาจทำให้บางคนรู้สึกเปล่าเปลี่ยวแปลกแยก
ถึงกับต้องแสวงหากลุ่มคนที่คิดตรงกัน
หลายคนที่รักทักษิณจึงรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เมื่อได้เข้าร่วมการชุมนุมข
องแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ที่ท้องสนามหลวง
เช่นเดียวกับชาวพุทธจำนวนมาก
รู้สึกเหมือนกลับบ้านเมื่อได้ไปสำนักสันติอโศกหรือวัดพระธรรมกาย
บางครั้งความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวแปลกแยกหรือเหงาลึก
อาจเกิดขึ้นกับคนทั้งรุ่น จนเกิดความรู้สึกเหินห่างหมางเมิน
หรือถึงกับเป็นปฏิปักษ์กับคนที่เหลือ
เกิดความรู้สึกเป็น ... เรา... กับ ... เขา... อย่างชัดเจน
ดังคนหนุ่มสาวในอเมริกาและยุโรปช่วงคริสต์ทศวรรษ ๑๙๖๐
จนนำไปสู่เหตุการณ์จลาจลในปี ๑๙๖๘
และขยายมาสู่หลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งไทย
ซึ่งประทุเป็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา และการแบ่งขั้วอย่างรุนแรงหลังจากนั้น
ความรู้สึกทำนองเดียวกัน กำลังเกิดกับหนุ่มสาวชาวมุสลิมซึ่งเกิดในยุโรป
คนเหล่านี้ไม่รู้สึกผูกพันกับสังคมยุโรป
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวนับถือ (หรือเคยนับถือ) ศาสนาคริสต์
ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกแนบแน่นกับชุมชนชาวมุสลิมรุ่นพ่อแม่
ซึ่งแม้อพยพมาอยู่ยุโรปนับสิบปีแล้ว
แต่ยังมีรากเหง้าฝังลึกอยู่กับมาตุภูมิ (เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ)
หนุ่มสาวชาวมุสลิมเหล่านี้ไม่รู้สึกว่าประเทศเหล่านั้นเป็น ... บ้าน... ของตัว
จึงรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอยู่ลึกๆ ดังนั้นจึงง่ายที่เข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรง
ที่สามารถตอบสนองความต้องการ มีชุมชนที่ตนรู้สึกสนิทแนบแน่น
เป็นชุมชนที่มีความรู้สึกนึกคิดร่วมกันทั้งในด้านศาสนา
อุดมการณ์การเมือง และความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับสภาพสังคมที่เป็นอยู่
ทั้งหมดนี้กล่าวได้ว่าเป็นความเหงา ว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว หรือแปลกแยก
ด้วยเหตุผลทางสังคม คือการเหินห่างจากกลุ่มคนหรือชุมชนที่มีคุณลักษณะร่วมกัน
อันได้แก่ ชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ศาสนา ภาษา วิถีการดำเนินชีวิต รสนิยม
รวมไปถึงรูปลักษณ์และอาการทางกาย (คนขี้เหร่หรือผู้ป่วยเอดส์
อาจรู้สึกแปลกแยกเมื่ออยู่ท่ามกลางคนสวยหรือคนมีสุขภาพดี)
อย่างไรก็ตามแม้จะได้มาอยู่ท่ามกลางผู้คนหรือชุมชน
ที่ให้ความรู้สึกเสมือน ... บ้าน... แต่หลายคนกลับพบว่าความรู้สึกเหงา
อ้างว้าง ว่างเปล่า ก็ยังมารบกวนอยู่ เหมือนกับว่ายังมีบางอย่างที่ขาดหายไป
ความรู้สึกดังกล่าวอาจเรียกรวมๆ กันว่าความรู้สึกพร่อง
ความรู้สึกพร่องทำให้ชีวิตที่เคยมีรสชาติ กลายเป็นน่าเบื่อ จืดชืด
ชวนเซื่องซึม แต่ละวันผ่านไปอย่างซักกะตาย
จำนวนไม่น้อยหาทางออกด้วยการเที่ยวเตร่ สนุกสนาน หรือแสวงหาสิ่งตื่นเต้น
เร้าใจด้วยสิ่งเสพนานาชนิด ทั้งอาหาร เสียงเพลง และเพศรส
แต่ก็บรรเทาความรู้สึกดังกล่าวไปได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
หลายคนคิดว่าทรัพย์สินเงินทองหรือความสำเร็จในอาชีพการงาน
จะช่วยกลบความรู้สึกพร่องและทำให้ชีวิตเติมเต็ม แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
มีนักธุรกิจคนหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จอย่างหาคนเปรียบได้ยาก
เขาสามารถกอบกู้ธุรกิจก่อสร้างของครอบครัว
ให้พ้นจากหนี้สินซึ่งสูงถึง ๗,๐๐๐ ล้านบาทได้ในเวลา ๓ ปี
และใช้เวลาอีก ๓ ปียกฐานะของบริษัทให้พุ่งทะยานจนติดอันดับ ๑ ใน ๕
ของธุรกิจประเภทเดียวกัน มีผลประกอบการปีละเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้าน
เขาได้รับการยกย่องนับถืออย่างสูงจากผู้คนในแวดวงธุรกิจ
แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ละวันผ่านไปเหมือนว่างเปล่า
เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า
... ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่...มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง...
เงินทองและความสำเร็จทางอาชีพเป็นยอดปรารถนาของผู้คน
ใครๆ ก็คิดว่าเมื่อได้สิ่งเหล่านี้มาครอบครองแล้วชีวิตจะเปี่ยมสุข
แต่ประสบการณ์ของนักธุรกิจผู้นี้บ่งชี้ว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่
แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิต
คำตอบของนักธุรกิจผู้นี้ก็คือ ตำแหน่งทางการเมือง
แล้วเขาก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการสมใจ
ตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงแค่ ๓ ปี (และถูกเว้นวรรคเพราะการรัฐประหาร)
อาจน้อยเกินไปที่เขาจะบอกได้ว่า
อำนาจทางการเมืองเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิตหรือไม่
แต่ถ้าถามคนซึ่งเคยเรืองอำนาจถึงขีดสุดต่อเนื่องนานนับสิบปี
ในฐานะเผด็จการอย่างประธานาธิบดีมาร์คอสแห่งฟิลิปปินส์
คำตอบคือไม่ใช่แน่นอน
เมื่อครั้งยังครองอำนาจสูงสุด
มาร์คอสเคยถ่ายทอดความรู้สึกลงในบันทึกประจำวันว่า
... ผมเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ผมมีทุกอย่างที่เคยใฝ่ฝัน
พูดให้ถูกต้องก็คือ ผมมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างเท่าที่ชีวิตต้องการ
มีภรรยาซึ่งเป็นที่รัก และมีส่วนร่วมในทุกอย่างที่ผมทำ
มีลูกๆ ที่ฉลาดหลักแหลมซึ่งจะสืบทอดวงศ์ตระกูล
มีชีวิตที่สุขสบาย ผมมีทุกอย่าง แต่กระนั้นผมก็ยังรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิต...
มาร์คอสมีทุกอย่างที่ใครๆ อยากจะมีกัน
ทั้งเงินทอง อำนาจ ครอบครัว แต่เขาก็ยังไม่มีความสุข
ทั้งนี้ก็เพราะมีบางอย่างที่ขาดหายไปจากชีวิตของเขา
ใช่หรือไม่ว่าสิ่งนั้นได้แก่ ความสงบเย็นในจิตใจ
ทั้งหมดที่เขากล่าวถึงล้วนเป็นสิ่งนอกตัวทั้งสิ้น
ซึ่งไม่สามารถนำความสงบเย็นมาสู่จิตใจได้อย่างแท้จริง
บางอย่างกลับนำความร้อนใจมาให้ด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะทรัพย์และอำนาจซึ่งได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิตเสียที
ความสงบใจนั้นมีหลายระดับ
ระดับพื้นฐานก็คือ การมีสิ่งยึดเหนี่ยวในจิตใจ
สิ่งยึดเหนี่ยวที่สามารถทำให้เราอุ่นใจ
หายว้าวุ่น และไม่โดดเดี่ยวอ้างว้าง
ได้แก่สิ่งที่ทรงพลานุภาพและยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา
อาทิ พระเจ้า เทพยดา หรือท้าวจตุคามรามเทพ
สำหรับชาวพุทธก็ได้แก่พระรัตนตรัย เป็นต้น
ไม่ว่าใครก็ตามหากยังเป็นปุถุชนอยู่ย่อมต้องการที่พึ่งทางใจ
ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า
... บุคคลผู้ไร้สิ่งเคารพ ไม่มีสิ่งนับถือ ย่อมอยู่เป็นทุกข์...
แต่สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจนั้นมักให้ความสงบใจได้ชั่วคราว
โดยเฉพาะในยามประสบทุกข์หรือประสบกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิต
แต่ในยามปกติแม้มีที่ยึดเหนี่ยวแล้วก็ยังรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่า
สาเหตุสำคัญก็เพราะลึกๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตของตนนั้นไร้คุณค่า
ไม่มีความหมาย ไม่ว่าความสุขสบายจะมีมากมายเพียงใด
ก็ไม่สามารถกลบความรู้สึกว่างเปล่า หรือทำให้รู้สึกเติมเต็มขึ้นมาในจิตใจได้
หลายคนได้พบว่าชีวิตมีคุณค่าและเกิดความรู้สึกเต็มเปี่ยมกับชีวิต
เมื่อได้ลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือช่วยเหลือผู้อื่น
อาสาสมัครที่ไปนวดเด็กกำพร้า
บางคนสารภาพว่าเธอเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าไป ... ให้... แก่เด็ก
แต่เมื่อทำไปสักพัก ก็พบว่าเด็กต่างหากที่... ให... แก่ตน
คือให้ความสุข และทำให้ชีวิตของตนมีคุณค่าและความหมาย
เราทุกคนล้วนมีจิตใจที่ใฝ่ดีด้วยกันทั้งนั้น การทำความดี เช่น
ช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมยังให้เกิดปีติและความอิ่มเอมใจ
เป็นความสุขที่เกิดจากการเห็นผู้อื่นมีความสุข
และภาคภูมิใจที่ตนได้ทำสิ่งที่มีความหมาย
ทุกคนย่อมต้องการมีชีวิตที่ทรงคุณค่า
หากลังเลสงสัยในคุณค่าของชีวิตตนเมื่อใด
ย่อมหาความสงบได้ยาก นอกจากจะว้าวุ่นใจแล้ว
ยังถูกรบกวนด้วยความรู้สึกว่างเปล่าเบาหวิวอย่างยากที่จะทนได้
ความสงบใจยังเกิดได้จากการฝึกฝนอบรมจิตอย่างสม่ำเสมอ
จนความเร่าร้อนทะยานอยากหรือความโกรธมิอาจครอบงำได้
มีความสันโดษ พอใจในสิ่งที่มี และเปี่ยมด้วยเมตตาจิต รู้จักให้อภัย
ไม่ว่าโดยการทำสมาธิภาวนาหรือโดยการมองอย่างเป็นกุศลก็ตาม
ความสงบดังกล่าวเกิดจากหันมามองด้านใน หรือทำกับใจของตนเอง
ยิ่งกว่าที่จะไปทำกับคนอื่นหรือจัดการกับสิ่งรอบตัว
จึงมีความยั่งยืนกว่าความสงบจากภายนอก
เพราะสิ่งภายนอกนั้นยากที่จะควบคุมได้
ขณะที่จิตใจนั้นยังอยู่ในวิสัยที่เราสามารถดูแลได้มากกว่า
หากเข้าใจธรรมชาติของมัน
ชีวิตที่ขาดความสงบใจ เพราะไร้ที่ยึดเหนี่ยว อยู่อย่างไร้คุณค่า
และไม่รู้จักทำใจให้เป็นกุศล เป็นชีวิตที่ย่อมรู้สึกถึงความพร่องอยู่ลึกๆ ตลอดเวลา
แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ บริษัทบริวาร และมีอำนาจล้นฟ้าก็ตาม
เป็นความพร่องทางจิตวิญญาณ ซึ่งต่างจากความพร่องเพราะไร้ซึ่งวัตถุ
หรือความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเพราะไร้ชุมชนที่ตนรู้สึกแนบแน่นด้วย
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า
แม้จะทำสิ่งที่มีคุณค่าเป็นอาจิณและหมั่นอบรมจิตอยู่เสมอ
ก็หาได้เป็นหลักประกันไม่ว่า เราจะปลอดพ้นจากความรู้สึกพร่องอย่างสิ้นเชิง
หรือรู้สึกว่าชีวิตเติมเต็มอย่างสมบูรณ์
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เผชิญกับภาวะดังกล่าวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
จนถึงขั้น “วิกฤตศรัทธา” คือ แม่ชีเทเรซา
ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญที่โดดเด่นที่สุดของศตวรรษที่ ๒๐
เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการตีพิมพ์หนังสือรวมจดหมายของท่าน
ที่เขียนถึงบาทหลวงผู้รับสารภาพบาปตลอดเวลา ๖๖ ปีที่ทำงานรับใช้พระเจ้า
(Mother Teresa : Come Be My Light) เป็นครั้งแรก
ก็ว่าได้ที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า
ท่านต้องเผชิญกับความรู้สึก ...มืดมน ว่างเปล่า และหนาวเหน็บ...
ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอด ๕๐ ปีสุดท้ายของท่าน
มีตอนหนึ่งท่านเขียนว่า...ศรัทธาของดิฉันอยู่ที่ไหน ลึกลงไปภายในไม่มีอะไร
นอกจากความว่างเปล่าและความมืดมน พระผู้เป็นเจ้า
ความเจ็บปวดที่มิอาจหยั่งรู้ได้นี้ช่างเจ็บปวดเสียเหลือเกิน
ดิฉันไม่มีศรัทธา ไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำและความคิดที่เนืองแน่นในใจฉัน
และทำให้ดิฉันเป็นทุกข์อย่างเหลือล้น.....มีคนบอกดิฉันว่าพระเจ้ารักดิฉัน
แต่ความมืดมน หนาวเหน็บ และว่างเปล่านั้นมากมาย
เสียจนกระทั่งไม่มีอะไรสัมผัสวิญญาณของดิฉันเลย...
ความรู้สึกว่าพระเจ้าได้หายไปจากชีวิตของท่านได้เกิดขึ้นช่วงใกล้ๆ
กับที่ท่านเริ่มดูแลรักษาคนยากจนที่กัลกัตตา
และไม่เคยหายไปเลยจวบจนวาระสุดท้ายของท่าน ดังท่านเล่าว่า
... ความมืดมนที่ร้ายกาจเกิดขึ้นภายในใจดิฉัน ราวกับว่าทุกอย่างตายสิ้น
มันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ดิฉันเริ่มทำงาน (สงเคราะห์คนยากจน)...
ภาวะดังกล่าวทำให้ท่านรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างยิ่ง
... ความโดดเดี่ยวอ้างว้างช่างทรมานยิ่งนัก
อีกนานเท่าใดที่หัวใจของดิฉันจะต้องทุกข์ทรมานแบบนี้...
จวบจน ๒ ปีสุดท้ายของชีวิตท่าน แม่ชีเทเรซาก็ยังเขียนถึง
... ความแห้งผากทางจิตวิญญาณ... ที่เกิดกับท่าน
น่าพิศวงมากที่ผู้ซึ่งศรัทธาพระเจ้าอย่างเหลือล้น
จนสละตนเพื่อพระองค์ได้ กลับรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่าอยู่ในห้วงลึกของจิต
แต่ขณะเดียวกันก็น่าอัศจรรย์ ที่แม้ความทุกข์จะกัดกร่อนใจไม่เว้นแต่ละวัน
แต่ท่านก็สามารถทำสิ่งยิ่งใหญŭ


Reply With Quote
