แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์
"เขาเป็นคนที่มีกระดูกยาวผิดปกติ แต่จากกระโหลก เขาคือมนุษย์อย่างแน่นอน
17/9/2546 13:36:27
Taken from: http://www.g-dna.com/articles_view.asp?a_id=47
โครงกระดูกดังกล่าว เป็นโครงกระดูกของชายที่มีอายุราว 50 ปี
พวกเขาคาดว่าชายดังกล่าวน่าจะมีชีวิตอยู่เมื่อห้าหมื่นสองพันปีที่แล้ว
โดยน่าจะมีอาชีพเป็นนายพรานล่ากวางเรนเดียร์และช้างแมมมอธในใจกลางทวีปยุโรป
ในการค้นพบครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพของกระดูกอยู่ในสภาพดี
แต่ก็ดันไปขัดแย้งกับแนวคิดของนักวิชาการบางกลุ่ม ซึ่งเชื่อว่า
มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกเมื่อห้าหมื่นกว่าปีที่แล้ว ควรจะมีลักษณะที่คล้ายกับลิงเอป หรือมนุษย์ยุคต้น
มากกว่าจะมีลักษณะคล้ายมนุษย์ปัจจุบันอย่างที่เป็นอยู่ โครงการนี้ท้าทายทั้งความเชื่อทางศาสนาคริสต์
ว่าด้วยการสร้างโลกของพระเจ้า และทฤษฎีที่ว่าด้วยวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน ดังนั้น
ใครบางคนจึงเรียกการค้นพบทำนองนี้แบบติดตลกว่า Forbidden archeology หรือโบราณคดีต้องห้ามครับ
--------------------------------------------------------------------------------
สรุปแล้วมนุษย์เรามาจากไหนกันแน่?
พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์, มนุษย์ต่างดาวผู้เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือว่าวิวัฒนาการตามครรลองของธรรมชาติ
--------------------------------------------------------------------------------
มีสิ่งที่นักวิชาการผู้ค้นพบถึงกับตาโตด้วยความงงงันด้วยนะครับ มันคือ
เสื้อผ้าที่โครงกระดูกดังกล่าวสวมใส่
เพราะมีลักษณะเช่นเดียวกับเสื้อผ้าของมนุษย์ปัจจุบันสวมใส่อยู่แทบทุกประการ
เครื่องแบบของโครงกระดูกโบราณท่านนี้ เป็นกางเกงขายาวสีดำ และเสื้อแจ็คเก็ตเหมือนแจ็คเก็ต ร.ป.พ.
ในปัจจุบัน ตัดเย็บด้วยกรรมวิธีที่เหมือนออกมาจากโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะกระดุมสีขาวนวลงาช้างนั้น
ยังอยู่ในสภาพดีทุกเม็ดแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาถึงห้าหมื่นกว่าปี
แต่เรื่องเสื้อผ้าที่พบ นักโบราณคดียังไม่แปลกใจมากนัก เพราะอย่างน้อย
คนทั่วโลกจำนวนมากต่างรู้จักภาพวาดมนุษย์โบราณ เมื่อราวๆหมื่นห้าพันปีที่แล้ว วาดไว้บนหินที่ถ้ำ Lascaux
(ลาส์โกซ์) ประเทศฝรั่งเศส ภาพที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นภาพของผู้ชายสวมหมวก เสื้อแจ็คเก็ต กางเกงขายาว
และชุดอะไรบางอย่างที่คล้ายกับซับในของสตรี มีรูปคนอื่นๆที่บางคนก็สวมรองเท้าบู้ต บางคนสวมรองเท้าธรรมดา
แปลกดีไหมครับที่มีรูปแบบนี้ในถ้ำ เพราะจากการสำรวจ บรรดามนุษย์โบราณเจ้าของรูปวาด
ยังไม่รู้จักแม้แต่จะใส่เสื้อผ้าหรือสวมรองเท้าเลยด้วยซ้ำ มนุษย์ถ้ำโบราณเค้าไปเอาแบบมาจากไหนกันครับ
งงไหม?
เรื่องนี้ทำให้กระแสการถกเถียงในวงการมานุษยวิทยาเริ่มมีรสชาติอีกครั้ง นั่นคือเรื่องทฤษฎีของดาร์วิน
ที่ปัจจุบันเราก็ยังถกเถียงกันอยู่ไม่รู้จบ กับแนวคิดของเขาที่ว่า มนุษย์ วิวัฒนาการมาจากลิง...
ศาสตรจารย์ จีอูเซฟ มองทาเลนต์ แห่งมหาวิทยาลัย เจนเนติค ในกรุงโรมกล่าวว่า "เมื่อไม่นานมานี้
ได้มีการศึกษาถึงสายพันธุ์ของมนุษย์ พบว่า ลิง ape, ออสตรัลโลพิทธิคัส, พิธีคันโทรปัส,
พรี-มอนสเตอร์เรียน (เหล่านี้คือชื่อสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ครับ) และมนุษย์ในปัจจุบันคือ
โฮโมซาเปี้ยนนั้น นักวิชาการเชื่อว่าสายพันธุ์ที่น่าจะเป็นไปได้ตามทฤษฎีของดาร์วินที่สุดคือ
มนุษย์น่าจะสืบเชื้อสายมาจาก ออสตรัลโลพิทธิคัส หรือไม่ก็ พิธิคันโทรปัส
แน่นอนครับว่าการศึกษาในครั้งนี้ ยังไม่ถึงกับพลิกโฉมหน้าวงการมานุษยวิทยา แต่ก็สร้างความตื่นตัวพอสมควร
เพราะไม่แน่ เราอาจจะได้พบห่วงโซ่ที่หายไปตามทฤษฎีของดาร์วิน
และได้ทราบคำตอบที่พวกเราเฝ้าถามกันมานานตั้งแต่ครั้งบรรพชนว่า จริงๆแล้ว มนุษย์เรา
ถือกำเนิดมาจากไหนกันแน่?
ข้อมูลที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ไม่รู้...
ณ บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบวิคตอเรีย บริเวณที่เรียกว่าช่องแคบโอลดูไว
นักโบราณคดีได้พบข้อมูลที่ก่อให้เกิดความประหลาดใจแก่วงการอย่างมาก พวกเขาค้นพบมนุษย์ที่เรียกว่า
Zinjanthopus ซึ่งยังจัดอยู่ในกลุ่มของ ออสตรัลโลพิทธิคัสอยู่ มนุษย์กลุ่มนี้รู้จักการใช้เขากวาง
และกระดูกของสัตว์ใหญ่มาเป็นอาวุธ แต่พวกเขาไม่สามารถสร้างอาวุธหรือเครื่องมือชนิดอื่นๆด้วยตนเองได้
ศาสตราจารย์ มองทา เลนติ กล่าวว่า มีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน
ภายในระยะเวลาเดียวกัน พวกเขามีลักษณะที่ค่อนข้างเหมือนมนุษย์ในปัจจุบันมาก
พวกเขารู้จักกการทำเครื่องมืออย่างหยาบๆจากก้อนดินและเศษหิน เช่นเครื่องขุด ในปี พ.ศ. 2507
มนุษย์กลุ่มนี้ได้รับการขนานนามว่า โฮโฒ อบิลิส และดูเหมือนว่า
พวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ในกลุ่มออสตรัลโลพิทธิคัส ที่น่าแปลกก็คือ
ไม่มีการพบมนุษย์กลุ่มนี้ในชั้นดินที่สูงขึ้นไปเลย ราวกับว่า
จู่ๆพวกเขาก็สูญพันธุ์ไปอย่างไร้สาเหตุเสียอย่างนั้น
โฮโม อะบิลิส เป็นสิ่งมีชีวิตที่เจริญที่สุดในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ในชั้นดินอื่นๆ
ยังมีการพบมนุษย์ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า
พวกเขามีลักษณะคล้ายพิธิคันโธปัส เลยตั้งชื่อกลุ่มนี้ว่า Homo Erectus
และสุดท้ายพวกเขาก็สามารถพัฒนาตนเองมาเป็น โฮโม ซาเปี้ยน หรือมนุษย์ปัจจุบันอย่างเราท่านในที่สุด
การค้นพบฟอสซิลดังกล่าว มีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์มาก เพราะโฮโม อะบิลิส
ทำให้วงการวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นจุดต่อ หรือ Link
ที่ผิดพลาดในสายพันธุ์มนุษย์ที่พวกเขาคิดไว้แต่แรกเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยก็พบว่า
พวกเขาเป็นสายพันธุ์ที่เหมือนกับลิง เหมือนออสตรัลโลพิทธิคัสที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์
และทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกล่าวมา ต่างมีชีวิตอยู่ในยุคพลิโอเซเนครับ (Pliocene)
------------------------------------------------------------
ยิ่งไปกว่านั้น จากการตรวจสอบอายุดินแต่ละชั้นที่ช่องแคบโอลูไว นักโบราณคดีพบว่า
ดินที่อายุมากที่สุดมีอายุประมาณห้าแสนปี ขณะที่น้อยที่สุด มีอายุเพียงสองพันปีเท่านั้น
นักวิชาการฝรั่งเศสที่ท่าทางจะเป็นสาวกดาร์วินคนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่จำเป็นจะต้องพิสูจน์อะไรเลย
มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงอย่างแน่นอน เพราะสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์และลิง
มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ช่ายครับ หากมองตามทฤษฎีของดาร์วินแล้ว เราจะพบว่า
มนุษย์สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหลยชั่วคน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของมือที่มีลักษณะคล้ายลิงนั้น
ก็ค่อยๆเปลี่ยนตามการใช้งานของมันตามกาลเวลา อุปมาเหมือยีราฟ วิวัฒนาการคอของมันให้ยาวขึ้น
เพื่อจะได้กินใบไม้จากกิ่งไม้ที่อยู่สูงๆได้ แต่จริงๆแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้นสิครับ
เมื่อนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพากันค้นพบว่า มือของมนุษย์มีอายุไม่ยาวนานเหมือนสัตว์บางชนิด
หากแต่มีอายุและระยะเวลาวิวัฒน์ที่น้อยมาก น้อยจนเดาไม่ออกเอาเลยว่า
มันวิวัฒนาการออกมาในรูปมือของเราได้อย่างไร...
นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเองก็มีความแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น
เมื่อเปรียบเทียบมือของเรากับม้า เราจะพบว่าเท้าของม้าดูหยาบ และอยู่ในยุคแรก
หรือขาดการวิวัฒนาการมากกว่ามือของคนเรา และผลจากการวิวัฒนาการนั่นแหละ
จึงทำให้เท้าของมันมาอยู่ในรูปที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือ
มือและขาของสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ ล้วนแต่มีวิวัฒนาการในขั้นสูงด้วยกันทั้งสิ้น
ครั้นมาเปรียบเทียบดูลักษณะของฟัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ฟันของสัตว์เลื้อยคลานมีลักษณะพุ่งออกมาด้านนอก
ฟันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีลักษณะหุบเข้าด้านใน
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวตามความจำเป็นของสัตว์แต่ละชนิด
แต่มนุษย์เราซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทหนึ่ง กลับมีฟันที่มีลักษณะตรง
ไม่บิดเข้าหรืองอออกเหมือนฟันของสัตว์ชนิดอื่นๆ
ออสตรัลโลพิทธิคัส โฮโม อะบิลิส และ โฮโมแกสเตอร์ ตามลำดับครับ
วอลเตอร์ โดแมน นักมานุษยวิทยาคนสำคัญกล่าวว่า "ดาร์วิน
ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวบางส่วน หรือบางทีเขาอาจรู้ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน
แต่การศึกษาของเขาก็ได้ช่วยให้วงการวิทยาศาสตร์
สามารถมองเห็นขั้นตอนการกำเนิดและวิวัฒนาการของมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ดาร์วินยังได้เลือกใช้คำว่า
primitive, Specialized และ Original โดยไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างที่ปรากฏอยู่ตรงนี้เลย
ดังจะเห็นได้จากแขนขาของพวก Primate นั้น ดาร์วินได้ใช้คำว่า ชั้นต้นมาประกอบการอธิบาย
แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราทราบกันแล้วว่ามันจัดอยู่ในวิวัฒนาการขั้นสูงเลยทีเดียว
เพราะมันมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม
และไม่มีทางเลยที่จะกลายมาเป็นมือที่เหมือนกับมือของมนุษย์เราในทุกวันนี้"
"สิ่งหนึ่งที่มีวามสำคัญมาก และสังเกตได้ง่ายคือ
เมื่อเปรียบเทียบโครงกระดูกของมนุษย์กับโครงกระดูกของสัตว์ชนิดอื่นๆจะพบว่า
โครงประกอบของมนุษย์มีแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบที่น้อยมาก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ
องค์ประกอบของแร่ธาตุดังกล่าว จะเป็นตัวบ่ง ที่บอกถึงความแก่ชรา ยิ่งมีมากก็ยิ่งบ่งบอกว่ามีอายุมาก
เมื่อมนุษย์คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดานั้นจะพบว่า อัตราการเจริญเติบโตจะช้า
และช้าเอามากๆเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ การที่อัตราการเจริญเติบโตช้าในช่วงแรก
แสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายเป็นพิเศษ และหากมนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงจริง
มนุษย์ก็น่าจะมีลักษณะสมบูรณ์แบบมากกว่าลิงในทุกๆด้าน และเขาควรจะเรียนรู้
และเจริญเติบโตสามารถช่วยตัวเองได้ในเวลาไม่กี่เดือน (เหมือนลิง)"
------------------------------------------------------------
แต่อย่าลืมว่า ดินแดนในแถบอเมริกาใต้นั้น ยังมีมนุษย์หรือสัตว์คล้ายมนุษย์อีกมากมาย
ที่นักมานุษยวิทยาไม่สามารถจำแนกให้เข้ากับกลุ่มอื่นๆที่วงการวิทยาศาสตร์รู้จักกันได้
"การกำจัดสิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ โดยการบันดาลให้น้ำท่วมโลกของพระเจ้า
ไม่สามารถกำจัดมนุษย์กลุ่มได้ไปได้หมดกระมัง
เราจึงยังพบกลุ่มเล็กๆของพวกเขากระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก"
นี่เป็นคำติดตลกของผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ซึ่งก็แฝงข้อคิดให้เราได้ฉุกใจเหมือนกัน
มนุษย์มีกำเนิดมาจากไหน? จากพระเจ้าบนสวรรค์ดังที่คำสอนในศาสนาต่างๆกล่าวไว้
หรือจากพระเจ้าที่มาจากดาวดวงอื่น ตามทฤษฎีของนักวิชาการสมัยใหม่บางคน
สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นที่ค้างคาใจใครต่อหลายคน และยังไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้ในขณะนี้
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ผมขอสรุปและทำความเข้าใจเบื้องต้นกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวมา
เคยกล่าวมา(อย่างน้ำท่วมทุ่ม ^^) และกำลังจะกล่าวถึง ดังต่อไปนี้นะครับ
ทุกตำนานของชาติเก่าแก่ที่เจริญอย่างผิดยุค ล้วนมีมูลแห่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ปะปนอยู่
เพียงกาลเวลา กลวิธีในการถ่ายทอดเรื่องราว
ทำให้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายต่อหลายชิ้นกลายเป็นเทพนิยายไป
แหล่งอ้างอิงหลักของเรา คัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าและบันทึกของชาวอียิปต์ฏโบราณ
กล่าวถึงพระเจ้าในลักษณะของพหูพจน์ มีเลือดเนื้อและวิญญาณ
แตกต่างไปจากพระเจ้าทางจินตภาพที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน และจากเรื่องราวที่ตกทอดมา
ดูเหมือนว่าพระเจ้าเหล่านั้น
ล้วนแล้วแต่ใช้เทคโนโลยีที่เทียบเท่าหรืออาจจะเจริญก้าวหน้ากว่ามนุษย์เราในยุคปัจจุบัน
ถ้าคุณเป็นสาวกดาร์วิน หรือเชื่อในเรื่องการเลือกสรรจากธรรมชาติ (Natural Selection)
ขอให้เตะมันทิ้งไปก่อน หรือไม่ก็เลิกอ่านบทความต่อไปนี้เสียนะครับ เพราะเราจะยืนอยู่บนแนวคิดที่ว่า
หลักการนี้ใช้ได้ในทางทฤษฎีเท่านั้น
มันอาจใช้อธิบายเรื่องของวิวัฒนาการได้ดีในสัตว์ทุกๆตระกูลยกเว้นมนุษย์!
ซึ่งปัจจัยสารพัดประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดๆไปครับ
คำว่า "พระเจ้า" ในบทความของผม หมายถึงตัวแทนแห่งเทคโนโลยีโบราณ
นักท่องอวกาศผู้มีชีวิตและเลือดเนื้อ หาใช่พระเจ้าจริงๆไม่
พระเจ้าที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้มิได้พูดถึงในเชิงดูหมิ่น
แต่ถกถึงความน่าจะเป็นในการที่สิ่งมีชีวิตจากห้วงอวกาศกลุ่มหนึ่ง
ได้ทำตนเป็นพระผู้สร้าง(หรืออย่างน้อยก็ดัดแปลง)เผ่าพันธุ์มนุษย์เรา ตามคำที่มาจากไบเบิลครับ
สร้างมนุษย์จาก "their own image"
เอาล่ะครับ ต่อไปนี้ก็ได้เวลาโชว์ไทม์ละ มาดูจิ๊กซอที่ผมจะเอามาอวดซักชิ้นสองชิ้นกันดีกว่า
อ่านด้วยสติ(สตังค์ไม่ต้อง)ซักนิด แล้วท่านจะเห็นเองว่า
เมื่อนำจิ๊กซอหลายๆชิ้นเหล่านี้มาต่อเข้าด้วยกันแล้ว ภาพรวมที่สนับสนุนทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศนั้น
มันเด่นชัดจนน่าเก็บไปคิดพอสมควรเลยทีเดียว
The Dangerous Ideas
ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1859 ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ตีพิมพ์หนังสือสะท้านโลกที่นำเสนอแนวคิดที่ว่า
สิ่งมีชีวิตในโลกล้วนแล้วแต่มีวิวัฒนาการโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า
"การเลือกสรร/คัดสรรของธรรมชาติ" แนวคิดนี้มีรายละเอียดอย่างไรผมคงไม่พูดถึงนะครับ
(เพื่อเป็นการกันการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน) สิ่งที่อยากจะกล่าวถึงก็เพียงแต่
ไอเดียของดาร์วินนั้นเป็นการตัดสินใจที่บ้าดีเดือดโดยแท้ ฝรั่งเค้าเรียก Dangerous Ideas ครับ
เพราะทั้งท้าทายอำนาจของศาสนจักรรวมทั้งความเชื่อของมหาชนในสมัยนั้น ซึ่งเชื่อกันว่าจักรวาลนี้ โลก
รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่เกิดจากการสร้างของพระเจ้าตามบทเยเนซิสในไบเบิล
ชาร์ลส์ ดาร์วิน โชคดีกว่านักวิทยาศาสตร์หลายคน
เพราะเขาอยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยไม่โดนลากไปทำเสต็กเหมือนนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ
กาลเวลาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะเน้นให้ผู้คนเห็นชัดในภายหลังว่า
ดาร์วินถูกส่วนไบเบิลนั้นผิด ทว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน
ดูเหมือนจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อนำมาอธิบายถึงกระบวนการวิวัฒน์ของสิ่งมีชีวิตผู้เป็นต้นคิดทฤษฎีนี้
สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่า... มนุษย์
อย่าว่าแต่คนอื่นเลยครับ
แม้แต่ตัวดาร์วินเองก็ยังตระหนักถึงความแปลกประหลาดของวิวัฒนาการของมนุษย์ชาติว่า
มาถึงจุดปัจจุบันในสายพันธุ์ของโฮมินิดเดินสองขาที่เรียกกันว่าโฮโมเซเปี้ยนได้อย่างไร อัลเฟรด วอลเลซ
หนึ่งในสาวกคนสำคัญของดาร์วินก็เช่นกันครับ หลังจากค้นคว้าวิจัยอย่างหนัก
เขาประหลาดใจจนถึงกับต้องเขียนบันทึกออกมาอย่างสงกาว่า
"มีพลังอันน่าอัศจรรย์ใจบางอย่างชี้นำวิวัฒนาการของมนุษยชาติอยู่"
แม้กระทั่งหลายร้อยปีต่อมา วงการวิทยาศาสตร์ก็ยังหาอะไรมาค้านไม่ได้ว่าคำพูดของวอลเลซนั้นผิด
วิวัฒนาการของพวกเรานั้นแปลกประหลาดดำมืด
จนแม้กระทั่งแสงสว่างของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถให้ความกระจ่างแจ้งได้จริงๆนั่นแหละครับ
หรือมนุษยชาติคือผลพวงจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ตามที่บทเยเนซิสกล่าวเอาไว้จริงๆ?
Dangerous Ideas ของจริงมันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าสมมุติว่าเราแทนที่พระเจ้าซึ่งเป็นอภินิหารเหนือธรรมชาติ
ด้วยกรรมวิธีทางพันธุศาสตร์ของนักท่องอวกาศกลุ่มหนึ่งล่ะ ไอเดียนี้ดูจะเพ้อฝันเกินไปหรือไม่?
มาตั้งโจทย์กันเล่นๆนะ ถ้าเราลองถามคนทั่วไปในยุคปัจจุบันว่า พวกเขาคิดว่ามนุษย์มีกำเนิดมาจากไหน
แปดในสิบคนคงตอบอย่างไม่ลังเลว่า "มาจากลิง" นั่นก็ไม่แปลกอะไร
หากเรามองว่าพวกเขาตอบตามที่ได้ร่ำเรียนมาและเชื่อต่อๆกันมาอย่างนั้น
ในลักษณะของกระบวนทัศน์รูปแบบหนึ่งซึ่งผมได้กล่าวถึงไปแล้วในเบื้องต้น โอเคครับ...
ถ้ามนุษย์มาจากลิงก็ควรจะมีอะไรๆใกล้เคียงกับลิงจริงไหม? ลองมาดูผลการวิจัยของ เซอร์ อาร์เธอร์ คีธ
ผู้ทำการศึกษาความต่างของสิ่งที่เรียกว่า genetic charcters ของสิ่งมีชีวิตประเภท primate ดูสิครับ
ในงานวิจัยของเซอร์ คีธ ได้ให้ตัวเลขที่เป็นผลสรุปของความต่างออกมาคือ
กอริลลา 75; ชิมแปนซี 109; อุรังอุตัง 113; ตัวกิ๊บบอน(gibbon) 116; ส่วนมนุษย์นั้นอยู่ที่ 312
แหม... ห่างกันสามเท่าแน่ะ ช่างใกล้เคียงกันเหลือเกินนะครับเนี่ย ^^
แต่เนื่องจากเซอร์คีธได้ทำวิจัยเอาไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
ดังนั้นบางท่านจึงอาจหาว่าผมเอาข้อมูลเชยๆมาขาย งั้นลองมาดูผลงานวิจัยใหม่ๆใกล้ยุคของพวกเราก็ได้ครับ
เอาเรื่องของ DNA นี่แหละ คงทราบกันดีว่ามนุษย์มีโครงสร้างของ DNA
ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับลิงชิมแปนซี ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์นับให้มีความใกล้เคียงกันกับมนุษย์อยู่ 98%
ห่างกันแค่ 2% ว่างั้นเถอะครับ ไอ้คำว่าสองเปอร์เซ็นต์นี่ดูไม่แตกต่างกันนักถ้ามองในเชิงของตัวเลข
แต่ถ้ามองในภาพของสปีชี่ส์แล้วมันบอกความเป็นญาติได้ไม่มากนัก ยกตัวอย่างเช่น
สุนัขบ้านกับสุนัขจิ้งจอก(โปรดนึกภาพสัตว์ทั้งสองประเภทตามนะครับ) DNA ของพวกมันก็มีความแตกต่างกันแค่
2% เช่นเดียวกันครับ ดังนั้นสัตว์ที่ในตระกูลใกล้เคียงกันที่มี DNA ต่างกัน 2%
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกพอที่จะเอามากล่าวอ้างอะไรได้ว่า
มันเป็นบรรพบุรุษหรือวิวัฒนาการกลายมาเป็นอีกแบบในภายหลัง
ที่สำคัญที่สุดคือ DNA นั้นเป็นเรื่องซับซ้อน ถ้าเรามองในแง่ของมิติตัวเลขแค่ 2% นั้นก็โอเคล่ะครับ
ว่ามนุษย์และชิมแปนซีแทบไม่มีความต่าง แต่ว่าไหมล่ะว่ามูลค่าใน 2%
นั้นกลับทำให้ญาติทั้งสองมีความแตกต่างกันอยู่อย่างมากมาย ทั้งขนาดสมอง ภาษาพูด พฤติกรรมการกิน
ลักษณะเด่นทางเพศ และอื่นๆอีกร้อยแปด ประการสำคัญที่สุดก็คือ มนุษย์(Homo sapiens) มีโครโมโซมอยู่ 46
เมื่อเทียบกับชิมแปนซีหรือกอริลลาที่มีถึง 48
การเลือกสรรโดยธรรมชาติชนิดไหนกันครับที่ก่อให้เกิดการผ่าเหล่าได้ขนาดนี้?
โอเคครับ... แนวคิดนี้อาจฟังดูเหลวไหลเลอะเทอะสำหรับหลายๆท่าน
การสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยวิธีดัดแปลงพันธุกรรมโดยมนุษย์(?)อีกกลุ่มนั้นฟังดูแล้วมันเหลือเชื่อเกินไป
อันนี้ผมอยากให้ท่านคิดย้อนเวลาไปข้างหลังซักประมาณ 5-60 ปีก่อนดู
ในตอนนั้นพวกเราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ genetic เลย แล้วปัจจุบันล่ะครับ
พวกเราก้าวหน้ากันไปขนาดไหนแล้ว ทราบกันไหมล่ะครับว่า
หลายองค์กรใหญ่ๆมีอำนาจของ"พระเจ้า"ที่สามารถสร้างหรือดัดแปลงชีวิตอยู่ในมือกันเรียบร้อยแ
ล้ว
ถ้าไม่ติดที่ศีลธรรมหรือกฏหมายองค์กรเหล่านั้นก็พร้อมเสมอที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงใดก็ได้
ตราบเท่าที่สภาวะแวดล้อมบนดาวดวงนั้นจะเอื้ออำนวย
บทความต่อจากนี้ไปก็เป็นเพียงอีกส่วนของซีรี่ส์มหายาวชุดนี้ ที่ผมอยากให้ท่านแลเห็นว่า
มนุษยชาตินั้นแปลกประหลาดมาตั้งแต่ต้นกำเนิดเลยทีเดียว
ความผิดพลาด(โดยไม่ตั้งใจ)ของ Darwinism
ในยุคที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน นำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่าด้วยการเลือกสรรของธรรมชาตินั้น
มีกลไกของวิวัฒนาการบางอย่างที่ดาร์วินและคนอื่นไม่ล่วงรู้เลยจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1953 เมื่อ James
Watson และ Francis Crick ค้นพบกลไกการทำงานของ DNA โมเลกุล
และสิ่งที่เรียกกันว่าการสืบทอดทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต Watson และ Crick
คือผู้ที่วงการวิทยาศาสตร์ยกให้เป็นผู้ค้นพบโครงสร้างแบบเกลียวคู่ของ DNA โมเลกุล
ซึ่งเป็นที่เก็บรหัสทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ ต้องขอบคุณทั้งสองท่านนี้แหละครับ
ที่ทำให้ทุกวันนี้แม้แต่เด็กๆก็ยังบอกเราได้ว่ามนุษย์มีโครโมโซมกี่คู่ และในนั้นประกอบด้วยยีนส์ (genes)
ที่ทำหน้าที่พื้นฐานอะไรบ้างเกี่ยวกับการกำหนดลักษณะทั่วไปของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ
เรายังรู้ไปมากกว่ายุคของดาร์วินว่า กฏของการสืบทอดทางพันธุกรรมทำงานอย่างไร
การผสานระหว่างยีนส์ของตัวพ่อและตัวแม่ทำงานกันในลักษณะไหน
พันธุศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจและมองแนวคิดวิวัฒนาการของดาร์วินไปในอีกแง่มุมหนึ่ง
ผมขอสรุปให้ท่านฟังนะครับว่าแนวคิดอย่างคร่าวๆเกี่ยวกับ
"การเลือกสรรโดยธรรมชาติของดาร์วิน"นั้นขึ้นอยู่กับการเอาตัวรอดในธรรมชาติ พูดง่ายๆคือ
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจำต้องปรับตัว เปลี่ยนพฤติกรรม
จนกระทั่งถึง"กลายพันธุ์"เพื่อเอาตัวรอดจากสภาวะบีบคั้นจากธรรมชาติ
เพื่อที่ตัวเองจะได้ดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อไปได้โดยไม่ดับดิ้นไปเสียก่อน
(ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้) ไคลแม็กซ์มันอยู่ตรงนี้เองขอรับท่าน...
มนุษย์ (Homo Sapiens) ได้กลายพันธุ์จากญาติพี่น้องของตนเองไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
กลายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนหาลำดับวิวัฒนาการไม่เจอ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?
ภาวะวิกฤตชนิดไหนที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปจากบรรพบุรุษและเครือญาติได้ขนาดนี้...
ไม่รู้ว่ะ...
นี่คือคำตอบของผม (และอาจจะเป็นคำตอบในใจของนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่าน
ที่แถลงออกมาอย่างสุภาพความหมายของคำตอบก็อยู่ประมาณนี้)
แต่คำตอบคงออกมาไม่ต่างเหมือนกันถ้าคุณไปถามคนอื่นๆ
เหตุที่คำตอบออกมาเช่นนี้ก็เพราะผลพวงของการวิวัฒน์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า
มนุษย์ดำรงชีวิตในช่วงเวลาอันสงบสุขมาแล้วนานมาก มันขัดแย้งในตัวเองที่จะบอกว่า
สิ่งมีชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบเพื่อเอาตัวรอด
และขัดกับหลักฐานบางชิ้นที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกันในช่วงหลังๆ Thomas Huxley
นักชีววิทยาผู้โด่งดังได้กล่าวว่า
"ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในแต่ละสปีชี่ส์กินเวลาอย่างน้อยพันล้านปีขึ้นไป
ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆจะกินเวลาสิบถึงร้อยล้านปี ซึ่งกรณีของมนุษยชาติ
มันแหกกฏเกณฑ์ดังกล่าวอย่างไม่แยแส
ระยะเวลาที่ควรใช้ในการวิวัฒน์ผิดไปจากทฤษฎีราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว"
Biotechnology of the Gods
"โลกของเรามีสัตว์ในสปีชี่ส์ลิงและกบี่(Ape)อยู่ 193 สปีชี่ส์ 192 ใน 193
เป็นสัตว์ที่มีขนปกคลุมตัวรุงรัง ดูเหมือนมีอยู่สปีชี่ส์เดียวเท่านั้นที่ดูแตกต่างออกไป
นั่นคือลิงเปลือยที่มีชื่อว่า โฮโม เซเปียนส์"
- Desmond Moriis -
"สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ของวันวานคือความหวังในวันนี้ และเป็นไปได้จริงในวันพรุ่งนี้"
- Robert Goddard -
สำหรับสาวกทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศแล้ว ตำนานการสร้างโลกโดยพระเจ้าหรือที่เรียกกันว่า Divine Creation นั้น
มีหลายจุดในตำนานที่ชวนให้ระลึกถึงเทคโนโลโลยีที่กำลังก้าวหน้าอยู่ในปัจจุบัน ครับ...
เรากำลังพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพหรือ BioTechnology กันอยู่ เชื่อไหมครับว่า จริงๆแล้ว
Biotechnology ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งค้นพบในปัจจุบันเลย
มันเป็นการ"ค้นพบอีกครั้ง"หลังจากที่เทคโนโลยีนี้เคยถูกใช้บนโลกของเรามาเมื่อนานแสนนานแล้
วต่างหาก เหมือนที่วงการดาราศาสตร์พบว่ามีดาวเคราะห์ในระบบสุริยะทั้งหมด 9 ดวงในต้นศตวรรษที่แล้ว
ทั้งที่ชาวสุเมเรียนหรือชาวอียิปต์รู้ความจริงนี้มาตั้งหลายพันปีแล้วด้วยซ้ำ
เทคโนโลยีชีวภาพก็เช่นเดียวกัน...
บทนี้จะเป็นการขยายความเรื่องที่ผมเคยลงไปแล้ว คือ ไบเบิลกับพระเจ้าจากอวกาศ และ Planet X
ของชาวสุเมเรียน นะครับ โดยจะยกตัวอย่างของการตีความเล็กๆน้อยๆจากหลักฐานทางโบราณคดี
เนื่องจากหลายท่านคงสงสัยแหละว่า เรื่องอัศจรรย์พันลึกเหล่านี้ คนโบราณเค้าบันทึกไว้อย่างไรหรือ
แล้วแปลกันออกมาอีท่าไหนไหงได้เรื่องเหลือเชื่อราวกับนิยายวิทยาศาสตร์เสียอย่างนั้น
พร้อมจะดูกันหรือยังล่ะครับ?
เทคโนโลยีของพระเจ้า
นักคิดนักเขียนหลายคนเชื่อกันอย่างหัวปักหัวปำว่า นานมาแล้ว
โลกเราเคยถูกเยี่ยมเยือนและพัฒนาโดยนักท่องอวกาศกลุ่มหนึ่งจากดวงดาวอันไกลโพ้น
พวกเขามาตั้งอาณานิคมอยู่บนโลกด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง ทำการพัฒนาสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ
และพัฒนามนุษย์เพื่อวัตถุประสงค์บางประการ นักท่องอวกาศกลุ่มนี้ปกครองโลกอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
มีมนุษย์คอยเป้นพลเมืองอันจงรักและยกย่องพวกเขาให้เป็นพระเจ้า ครับ จะเรียกว่าพระเจ้าก็ไม่ผิดนัก
เพราะคำจำกัดความในแง่ศาสนาแล้ว มหิทธานุภาพของพระเจ้าซึ่งไม่มีสิ่งใดมาเทียมทานได้ก็คือ
ความสามารถในการให้กำเนิดหรือสร้างชีวิตนั่นเอง (ไม่ใช่สร้างชีวิตด้วยการสืบพันธุ์นะครับ
อันนั้นคุณหรือผมก็ทำได้ แต่กามเทพคงต้องทำงานหนักหน่อยสำหรับบางคู่น่ะนะ หึหึ..)
นักท่องอวกาศกลุ่มนี้ถูกเรียกขานจากคนโบราณว่าพระเจ้า ซึ่งถ้าใครสนใจเรื่องทำนองนี้จะพบว่า
หนังสือหลายๆเล่มเรียกนักท่องอวกาศกลุ่มนี้ต่างๆกันไป God from space บ้างล่ะ Ancient Astronauts
บ้างล่ะ ก็ขอให้เข้าใจนะครับว่าเป็นชื่อเรียกของสิ่งเดียวกัน
แต่จะเป็นกลุ่มหรือคนเดียวกันนั้นไหมไม่รู้ด้วยนะครับ
เนื่องจากคนโบราณที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ต่างก็มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
แม้บางส่วนจะคล้ายกันบ้างแต่ก็ยังต่างกันอยู่ ทำให้ชวนเชื่อเหลือเกินว่า
พระเจ้าดังกล่าวไม่ได้มาเยือนโลกเพียงแค่กลุ่มเดียวเสียกระมัง
แล้วพวกเขามาทำอะไรกันบนโลก มาตากอากาศอย่างเดียวเรอะ?
คงจะไม่หรอกกระมังครับ เพราะหลักฐานที่เราพอจะหาได้
พระเจ้าจากอวกาศมาตั้งรกรากบนโลกของเราด้วยวัตถุประสงค์หลายประการอยู่
ชาวสุเมเรียนบอกว่าพระเจ้าที่พวกเขาเรียกขานกันว่า Anunnaki นั้น
มาแสวงหาแหล่งทรัพยากรบนโลกของเราเพื่อส่งกลับไปยังดินแดนบ้านเกิดของพวกเขา
อันเป็นดาวเคราะห์ขนาดมหึมาที่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ถึง 3600 ปี ส่วนชาวมายานั้นบอกว่า
พระเจ้าเสด็จลงมายังโลกเพื่อแสวงหาอาณานิคมและสร้างอาณาจักรชั่วคราว
ก่อนจะเสด็จกลับไปยังดาวที่เป็นแหล่งพำนัก ส่วนอียิปต์นั้นเล่า
ไม่ได้กล่าวขานกันว่าพระเจ้าของพวกเขาลงมาทำอะไรกันบนโลกใบนี้
แต่ก็ระบุเป็นนัยๆถึงถิ่นฐานของพระเจ้าว่าอยู่อีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า บริเวณที่เป็นกลุ่มดาว Orion
นั่นเป็นบันทึกของชาติที่ยิ่งใหญ่ในอดีตครับ ลองมาดูชนเผ่าเล็กๆด้อยพัฒนาอ่างชาวโดกอนในแอฟริกา
พวกเขารู้จักแฝดของดาวซิริอุสมากว่าพันปีทั้งที่ไม่มีกล้องโทรทัศน์
แต่วงการดาราศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งมาส่องพบเอาเมื่อเร็วๆนี้เอง มันหมายความว่าอย่างไรหรือครับ
หรือสิ่งที่ชาวโดกอนสั่งสอนกันมาว่า นอมโมส
มนุษย์มัจฉาพระเจ้าของพวกเขาเดินทางมาจากดาวดวงหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆดาวซิริอุส
และลงมาสั่งสอนวิชาความรู้ให้บรรพชนชาวโดกอนอยู่พักหนึ่งนั้นมันเป็นความจริง?
พระเจ้าจากอวกาศให้อะไรกับโลกนี้มากหลาย ทั้งในเชิงสร้างสรรค์และทำลาย การสร้างกองทัพโคลนเหมือนใน Star
Wars Episode II ตลอดจนการใช้อาวุธมหาประลัยประหัตประหารชิงอำนาจกัน
ยังคงมีหลักฐานหลงเหลืออยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ชะรอยว่า นิสัยก้าวร้าวก่อสงครามของมนุษย์นั้น
พระเจ้าจากอวกาศเป็นผู้ประทานให้เป็นมรดกสืบทอดมากระมังครับ... (เรื่องสงครามนิวเคลียร์สมัยโบราณนี้
จะอยู่ในบทของ"สงครามปิระมิด" กับ "Wars of Gds and Men"
ที่ผมกำลังเรียบเรียงอยู่)
มรดกที่บ่งถึงความรุ่งเรืองในยุคสมัยแห่งพระเจ้ากระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งก็มีบ้างที่รอการค้นพบ
ที่ถูกทำลายไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็แยะ
ผมเองก็เล่าเรื่องพวกนี้ไปเยอะแล้วเหมือนกันในเว็บไซต์แห่งนี้ ทั้งถาวรวัตถุและโบราณสถาน,
เศษชิ้นส่วนที่เราเรียกกันว่า Artifacts,
แผนที่โบราณอายุหลายพันปีที่สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีถ่ายภาพทางอากาศ, หินไอก้าในเปรู,
คอมพิวเตอร์โบราณที่ใต้ก้นทะเลอีเจี้ยน นี่คือสิ่งที่จับต้องได้ครับ ยังไม่รวมถึงทฤษฎี-ความรู้-แนวคิด
ของคนโบราณ(ซึ่งอ้างว่าพระเจ้าสอนฉันมานะ)เช่น เรื่องของดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ เกษตรศาสตร์
ตลอดจนวิศวกรรมศาสตร์อันเหลือเชื่อ และอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเรากำลังแกะรอยกัน
เพราะวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเพิ่งก้าวมาถึงขั้นที่พอจะเข้าใจขอบเขตของความรู้แขนงได้ นั่นคือ Biotechnology
ครับ '
...ตำนานก็คือตำนาน แต่ในบางมุมมองนั้น
ตำนานโบราณบางเรื่องชวนให้เราอดนำมาเปรียบเทียบกับศาสตร์สมัยใหม่อย่าง Biotechnology ไม่ได้
โดยเฉพาะตำนานของชาติที่"เข้าข่ายน่าสงสัย"บางชาติ บทบาทที่แทรกอภินิหารหลายบท
มันคืออภินิหารของ Biotechnology ชัดๆ มาดูกันหน่อยไหมล่ะ?
ธ็อธ เทพแห่งความรู้ของอียิปต์โบราณ ได้ช่วยเหลือเทวีไอซิส
ในการสกัดและผสมผสานส่วนหนึ่งของร่างกายนางและสวามีคือเทพโอสิริส เพื่อให้กำเนิดเทพเหยี่ยวโฮรัสชึ้นมา
จากนั้นสงครามเพื่อล้างแค้นให้โอสิริสผู้เป็นบิดาจึงเกิดขึ้น (ตามตำนานกล่าวไว้ว่า
เซธผู้เป็นอนุชาของโอสิริสได้ปองร้ายโอสิริสจนถึงแก่ความตาย และปกครองอียิปต์แทนโอสิริส
จนกระทั่งโฮรัสมาชิงอำนาจคืน สงครามระหว่างทั้งสองส่งผลให้ป่าอันเขียวชะอุ่มกินบริเวณกว้างขวาง
กลายเป็นทะเลทรายซาฮาร่าในปัจจุบัน! ) นักเขียนหลายคนสังเกตว่า บทบรรยายการต่อสู้ของเซธกับโฮรัส
กล่าวถึงสงครามนิวเคลียร์เอาไว้หลายจุด และ Zecharia Sitchin
ก็เรียกสงครามครั้งนี้ในหนังสือของเขาว่าสงครามปิระมิดด้วยครับ
ยังหนีไม่พ้นเรื่องของ


Reply With Quote
