Results 1 to 3 of 3

Thread: แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์

  1. #1
    Administrator asylu3's Avatar
    Join Date
    Jun 2000
    Location
    Thailand
    Posts
    3,557


    แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์

    แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์
    "เขาเป็นคนที่มีกระดูกยาวผิดปกติ แต่จากกระโหลก เขาคือมนุษย์อย่างแน่นอน
    17/9/2546 13:36:27
    Taken from: http://www.g-dna.com/articles_view.asp?a_id=47

    โครงกระดูกดังกล่าว เป็นโครงกระดูกของชายที่มีอายุราว 50 ปี
    พวกเขาคาดว่าชายดังกล่าวน่าจะมีชีวิตอยู่เมื่อห้าหมื่นสองพันปีที่แล้ว
    โดยน่าจะมีอาชีพเป็นนายพรานล่ากวางเรนเดียร์และช้างแมมมอธในใจกลางทวีปยุโรป

    ในการค้นพบครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพของกระดูกอยู่ในสภาพดี
    แต่ก็ดันไปขัดแย้งกับแนวคิดของนักวิชาการบางกลุ่ม ซึ่งเชื่อว่า
    มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกเมื่อห้าหมื่นกว่าปีที่แล้ว ควรจะมีลักษณะที่คล้ายกับลิงเอป หรือมนุษย์ยุคต้น
    มากกว่าจะมีลักษณะคล้ายมนุษย์ปัจจุบันอย่างที่เป็นอยู่ โครงการนี้ท้าทายทั้งความเชื่อทางศาสนาคริสต์
    ว่าด้วยการสร้างโลกของพระเจ้า และทฤษฎีที่ว่าด้วยวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน ดังนั้น
    ใครบางคนจึงเรียกการค้นพบทำนองนี้แบบติดตลกว่า Forbidden archeology หรือโบราณคดีต้องห้ามครับ

    --------------------------------------------------------------------------------

    สรุปแล้วมนุษย์เรามาจากไหนกันแน่?
    พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์, มนุษย์ต่างดาวผู้เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือว่าวิวัฒนาการตามครรลองของธรรมชาติ

    --------------------------------------------------------------------------------

    มีสิ่งที่นักวิชาการผู้ค้นพบถึงกับตาโตด้วยความงงงันด้วยนะครับ มันคือ
    เสื้อผ้าที่โครงกระดูกดังกล่าวสวมใส่
    เพราะมีลักษณะเช่นเดียวกับเสื้อผ้าของมนุษย์ปัจจุบันสวมใส่อยู่แทบทุกประการ
    เครื่องแบบของโครงกระดูกโบราณท่านนี้ เป็นกางเกงขายาวสีดำ และเสื้อแจ็คเก็ตเหมือนแจ็คเก็ต ร.ป.พ.
    ในปัจจุบัน ตัดเย็บด้วยกรรมวิธีที่เหมือนออกมาจากโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะกระดุมสีขาวนวลงาช้างนั้น
    ยังอยู่ในสภาพดีทุกเม็ดแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาถึงห้าหมื่นกว่าปี

    แต่เรื่องเสื้อผ้าที่พบ นักโบราณคดียังไม่แปลกใจมากนัก เพราะอย่างน้อย
    คนทั่วโลกจำนวนมากต่างรู้จักภาพวาดมนุษย์โบราณ เมื่อราวๆหมื่นห้าพันปีที่แล้ว วาดไว้บนหินที่ถ้ำ Lascaux
    (ลาส์โกซ์) ประเทศฝรั่งเศส ภาพที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นภาพของผู้ชายสวมหมวก เสื้อแจ็คเก็ต กางเกงขายาว
    และชุดอะไรบางอย่างที่คล้ายกับซับในของสตรี มีรูปคนอื่นๆที่บางคนก็สวมรองเท้าบู้ต บางคนสวมรองเท้าธรรมดา
    แปลกดีไหมครับที่มีรูปแบบนี้ในถ้ำ เพราะจากการสำรวจ บรรดามนุษย์โบราณเจ้าของรูปวาด
    ยังไม่รู้จักแม้แต่จะใส่เสื้อผ้าหรือสวมรองเท้าเลยด้วยซ้ำ มนุษย์ถ้ำโบราณเค้าไปเอาแบบมาจากไหนกันครับ
    งงไหม?

    เรื่องนี้ทำให้กระแสการถกเถียงในวงการมานุษยวิทยาเริ่มมีรสชาติอีกครั้ง นั่นคือเรื่องทฤษฎีของดาร์วิน
    ที่ปัจจุบันเราก็ยังถกเถียงกันอยู่ไม่รู้จบ กับแนวคิดของเขาที่ว่า มนุษย์ วิวัฒนาการมาจากลิง...
    ศาสตรจารย์ จีอูเซฟ มองทาเลนต์ แห่งมหาวิทยาลัย เจนเนติค ในกรุงโรมกล่าวว่า "เมื่อไม่นานมานี้
    ได้มีการศึกษาถึงสายพันธุ์ของมนุษย์ พบว่า ลิง ape, ออสตรัลโลพิทธิคัส, พิธีคันโทรปัส,
    พรี-มอนสเตอร์เรียน (เหล่านี้คือชื่อสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ครับ) และมนุษย์ในปัจจุบันคือ
    โฮโมซาเปี้ยนนั้น นักวิชาการเชื่อว่าสายพันธุ์ที่น่าจะเป็นไปได้ตามทฤษฎีของดาร์วินที่สุดคือ
    มนุษย์น่าจะสืบเชื้อสายมาจาก ออสตรัลโลพิทธิคัส หรือไม่ก็ พิธิคันโทรปัส
    แน่นอนครับว่าการศึกษาในครั้งนี้ ยังไม่ถึงกับพลิกโฉมหน้าวงการมานุษยวิทยา แต่ก็สร้างความตื่นตัวพอสมควร
    เพราะไม่แน่ เราอาจจะได้พบห่วงโซ่ที่หายไปตามทฤษฎีของดาร์วิน
    และได้ทราบคำตอบที่พวกเราเฝ้าถามกันมานานตั้งแต่ครั้งบรรพชนว่า จริงๆแล้ว มนุษย์เรา
    ถือกำเนิดมาจากไหนกันแน่?


    ข้อมูลที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ไม่รู้...

    ณ บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบวิคตอเรีย บริเวณที่เรียกว่าช่องแคบโอลดูไว
    นักโบราณคดีได้พบข้อมูลที่ก่อให้เกิดความประหลาดใจแก่วงการอย่างมาก พวกเขาค้นพบมนุษย์ที่เรียกว่า
    Zinjanthopus ซึ่งยังจัดอยู่ในกลุ่มของ ออสตรัลโลพิทธิคัสอยู่ มนุษย์กลุ่มนี้รู้จักการใช้เขากวาง
    และกระดูกของสัตว์ใหญ่มาเป็นอาวุธ แต่พวกเขาไม่สามารถสร้างอาวุธหรือเครื่องมือชนิดอื่นๆด้วยตนเองได้
    ศาสตราจารย์ มองทา เลนติ กล่าวว่า มีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน
    ภายในระยะเวลาเดียวกัน พวกเขามีลักษณะที่ค่อนข้างเหมือนมนุษย์ในปัจจุบันมาก
    พวกเขารู้จักกการทำเครื่องมืออย่างหยาบๆจากก้อนดินและเศษหิน เช่นเครื่องขุด ในปี พ.ศ. 2507
    มนุษย์กลุ่มนี้ได้รับการขนานนามว่า โฮโฒ อบิลิส และดูเหมือนว่า
    พวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ในกลุ่มออสตรัลโลพิทธิคัส ที่น่าแปลกก็คือ
    ไม่มีการพบมนุษย์กลุ่มนี้ในชั้นดินที่สูงขึ้นไปเลย ราวกับว่า
    จู่ๆพวกเขาก็สูญพันธุ์ไปอย่างไร้สาเหตุเสียอย่างนั้น

    โฮโม อะบิลิส เป็นสิ่งมีชีวิตที่เจริญที่สุดในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ในชั้นดินอื่นๆ
    ยังมีการพบมนุษย์ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า
    พวกเขามีลักษณะคล้ายพิธิคันโธปัส เลยตั้งชื่อกลุ่มนี้ว่า Homo Erectus
    และสุดท้ายพวกเขาก็สามารถพัฒนาตนเองมาเป็น โฮโม ซาเปี้ยน หรือมนุษย์ปัจจุบันอย่างเราท่านในที่สุด

    การค้นพบฟอสซิลดังกล่าว มีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์มาก เพราะโฮโม อะบิลิส
    ทำให้วงการวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นจุดต่อ หรือ Link
    ที่ผิดพลาดในสายพันธุ์มนุษย์ที่พวกเขาคิดไว้แต่แรกเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยก็พบว่า
    พวกเขาเป็นสายพันธุ์ที่เหมือนกับลิง เหมือนออสตรัลโลพิทธิคัสที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์
    และทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกล่าวมา ต่างมีชีวิตอยู่ในยุคพลิโอเซเนครับ (Pliocene)

    ------------------------------------------------------------

    ยิ่งไปกว่านั้น จากการตรวจสอบอายุดินแต่ละชั้นที่ช่องแคบโอลูไว นักโบราณคดีพบว่า
    ดินที่อายุมากที่สุดมีอายุประมาณห้าแสนปี ขณะที่น้อยที่สุด มีอายุเพียงสองพันปีเท่านั้น

    นักวิชาการฝรั่งเศสที่ท่าทางจะเป็นสาวกดาร์วินคนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่จำเป็นจะต้องพิสูจน์อะไรเลย
    มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงอย่างแน่นอน เพราะสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์และลิง
    มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ช่ายครับ หากมองตามทฤษฎีของดาร์วินแล้ว เราจะพบว่า
    มนุษย์สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหลยชั่วคน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของมือที่มีลักษณะคล้ายลิงนั้น
    ก็ค่อยๆเปลี่ยนตามการใช้งานของมันตามกาลเวลา อุปมาเหมือยีราฟ วิวัฒนาการคอของมันให้ยาวขึ้น
    เพื่อจะได้กินใบไม้จากกิ่งไม้ที่อยู่สูงๆได้ แต่จริงๆแล้วมันไม่เป็นอย่างนั้นสิครับ
    เมื่อนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพากันค้นพบว่า มือของมนุษย์มีอายุไม่ยาวนานเหมือนสัตว์บางชนิด
    หากแต่มีอายุและระยะเวลาวิวัฒน์ที่น้อยมาก น้อยจนเดาไม่ออกเอาเลยว่า
    มันวิวัฒนาการออกมาในรูปมือของเราได้อย่างไร...

    นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเองก็มีความแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น
    เมื่อเปรียบเทียบมือของเรากับม้า เราจะพบว่าเท้าของม้าดูหยาบ และอยู่ในยุคแรก
    หรือขาดการวิวัฒนาการมากกว่ามือของคนเรา และผลจากการวิวัฒนาการนั่นแหละ
    จึงทำให้เท้าของมันมาอยู่ในรูปที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือ
    มือและขาของสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ ล้วนแต่มีวิวัฒนาการในขั้นสูงด้วยกันทั้งสิ้น
    ครั้นมาเปรียบเทียบดูลักษณะของฟัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ฟันของสัตว์เลื้อยคลานมีลักษณะพุ่งออกมาด้านนอก
    ฟันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีลักษณะหุบเข้าด้านใน
    ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวตามความจำเป็นของสัตว์แต่ละชนิด
    แต่มนุษย์เราซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทหนึ่ง กลับมีฟันที่มีลักษณะตรง
    ไม่บิดเข้าหรืองอออกเหมือนฟันของสัตว์ชนิดอื่นๆ

    ออสตรัลโลพิทธิคัส โฮโม อะบิลิส และ โฮโมแกสเตอร์ ตามลำดับครับ
    วอลเตอร์ โดแมน นักมานุษยวิทยาคนสำคัญกล่าวว่า "ดาร์วิน
    ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวบางส่วน หรือบางทีเขาอาจรู้ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน
    แต่การศึกษาของเขาก็ได้ช่วยให้วงการวิทยาศาสตร์
    สามารถมองเห็นขั้นตอนการกำเนิดและวิวัฒนาการของมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ดาร์วินยังได้เลือกใช้คำว่า
    primitive, Specialized และ Original โดยไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างที่ปรากฏอยู่ตรงนี้เลย
    ดังจะเห็นได้จากแขนขาของพวก Primate นั้น ดาร์วินได้ใช้คำว่า ชั้นต้นมาประกอบการอธิบาย
    แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราทราบกันแล้วว่ามันจัดอยู่ในวิวัฒนาการขั้นสูงเลยทีเดียว
    เพราะมันมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม
    และไม่มีทางเลยที่จะกลายมาเป็นมือที่เหมือนกับมือของมนุษย์เราในทุกวันนี้"

    "สิ่งหนึ่งที่มีวามสำคัญมาก และสังเกตได้ง่ายคือ
    เมื่อเปรียบเทียบโครงกระดูกของมนุษย์กับโครงกระดูกของสัตว์ชนิดอื่นๆจะพบว่า
    โครงประกอบของมนุษย์มีแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบที่น้อยมาก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ
    องค์ประกอบของแร่ธาตุดังกล่าว จะเป็นตัวบ่ง ที่บอกถึงความแก่ชรา ยิ่งมีมากก็ยิ่งบ่งบอกว่ามีอายุมาก
    เมื่อมนุษย์คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดานั้นจะพบว่า อัตราการเจริญเติบโตจะช้า
    และช้าเอามากๆเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ การที่อัตราการเจริญเติบโตช้าในช่วงแรก
    แสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายเป็นพิเศษ และหากมนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงจริง
    มนุษย์ก็น่าจะมีลักษณะสมบูรณ์แบบมากกว่าลิงในทุกๆด้าน และเขาควรจะเรียนรู้
    และเจริญเติบโตสามารถช่วยตัวเองได้ในเวลาไม่กี่เดือน (เหมือนลิง)"

    ------------------------------------------------------------

    แต่อย่าลืมว่า ดินแดนในแถบอเมริกาใต้นั้น ยังมีมนุษย์หรือสัตว์คล้ายมนุษย์อีกมากมาย
    ที่นักมานุษยวิทยาไม่สามารถจำแนกให้เข้ากับกลุ่มอื่นๆที่วงการวิทยาศาสตร์รู้จักกันได้
    "การกำจัดสิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงประสงค์ โดยการบันดาลให้น้ำท่วมโลกของพระเจ้า
    ไม่สามารถกำจัดมนุษย์กลุ่มได้ไปได้หมดกระมัง
    เราจึงยังพบกลุ่มเล็กๆของพวกเขากระจัดกระจายกันอยู่ทั่วโลก"
    นี่เป็นคำติดตลกของผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ซึ่งก็แฝงข้อคิดให้เราได้ฉุกใจเหมือนกัน
    มนุษย์มีกำเนิดมาจากไหน? จากพระเจ้าบนสวรรค์ดังที่คำสอนในศาสนาต่างๆกล่าวไว้
    หรือจากพระเจ้าที่มาจากดาวดวงอื่น ตามทฤษฎีของนักวิชาการสมัยใหม่บางคน
    สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นที่ค้างคาใจใครต่อหลายคน และยังไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้ในขณะนี้
    ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ผมขอสรุปและทำความเข้าใจเบื้องต้นกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวมา
    เคยกล่าวมา(อย่างน้ำท่วมทุ่ม ^^) และกำลังจะกล่าวถึง ดังต่อไปนี้นะครับ

    ทุกตำนานของชาติเก่าแก่ที่เจริญอย่างผิดยุค ล้วนมีมูลแห่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ปะปนอยู่
    เพียงกาลเวลา กลวิธีในการถ่ายทอดเรื่องราว
    ทำให้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายต่อหลายชิ้นกลายเป็นเทพนิยายไป
    แหล่งอ้างอิงหลักของเรา คัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าและบันทึกของชาวอียิปต์ฏโบราณ
    กล่าวถึงพระเจ้าในลักษณะของพหูพจน์ มีเลือดเนื้อและวิญญาณ
    แตกต่างไปจากพระเจ้าทางจินตภาพที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน และจากเรื่องราวที่ตกทอดมา
    ดูเหมือนว่าพระเจ้าเหล่านั้น
    ล้วนแล้วแต่ใช้เทคโนโลยีที่เทียบเท่าหรืออาจจะเจริญก้าวหน้ากว่ามนุษย์เราในยุคปัจจุบัน
    ถ้าคุณเป็นสาวกดาร์วิน หรือเชื่อในเรื่องการเลือกสรรจากธรรมชาติ (Natural Selection)
    ขอให้เตะมันทิ้งไปก่อน หรือไม่ก็เลิกอ่านบทความต่อไปนี้เสียนะครับ เพราะเราจะยืนอยู่บนแนวคิดที่ว่า
    หลักการนี้ใช้ได้ในทางทฤษฎีเท่านั้น
    มันอาจใช้อธิบายเรื่องของวิวัฒนาการได้ดีในสัตว์ทุกๆตระกูลยกเว้นมนุษย์!
    ซึ่งปัจจัยสารพัดประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดๆไปครับ
    คำว่า "พระเจ้า" ในบทความของผม หมายถึงตัวแทนแห่งเทคโนโลยีโบราณ
    นักท่องอวกาศผู้มีชีวิตและเลือดเนื้อ หาใช่พระเจ้าจริงๆไม่
    พระเจ้าที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้มิได้พูดถึงในเชิงดูหมิ่น
    แต่ถกถึงความน่าจะเป็นในการที่สิ่งมีชีวิตจากห้วงอวกาศกลุ่มหนึ่ง
    ได้ทำตนเป็นพระผู้สร้าง(หรืออย่างน้อยก็ดัดแปลง)เผ่าพันธุ์มนุษย์เรา ตามคำที่มาจากไบเบิลครับ
    สร้างมนุษย์จาก "their own image"
    เอาล่ะครับ ต่อไปนี้ก็ได้เวลาโชว์ไทม์ละ มาดูจิ๊กซอที่ผมจะเอามาอวดซักชิ้นสองชิ้นกันดีกว่า
    อ่านด้วยสติ(สตังค์ไม่ต้อง)ซักนิด แล้วท่านจะเห็นเองว่า
    เมื่อนำจิ๊กซอหลายๆชิ้นเหล่านี้มาต่อเข้าด้วยกันแล้ว ภาพรวมที่สนับสนุนทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศนั้น
    มันเด่นชัดจนน่าเก็บไปคิดพอสมควรเลยทีเดียว

    The Dangerous Ideas

    ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1859 ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ตีพิมพ์หนังสือสะท้านโลกที่นำเสนอแนวคิดที่ว่า
    สิ่งมีชีวิตในโลกล้วนแล้วแต่มีวิวัฒนาการโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า
    "การเลือกสรร/คัดสรรของธรรมชาติ" แนวคิดนี้มีรายละเอียดอย่างไรผมคงไม่พูดถึงนะครับ
    (เพื่อเป็นการกันการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน) สิ่งที่อยากจะกล่าวถึงก็เพียงแต่
    ไอเดียของดาร์วินนั้นเป็นการตัดสินใจที่บ้าดีเดือดโดยแท้ ฝรั่งเค้าเรียก Dangerous Ideas ครับ
    เพราะทั้งท้าทายอำนาจของศาสนจักรรวมทั้งความเชื่อของมหาชนในสมัยนั้น ซึ่งเชื่อกันว่าจักรวาลนี้ โลก
    รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่เกิดจากการสร้างของพระเจ้าตามบทเยเนซิสในไบเบิล

    ชาร์ลส์ ดาร์วิน โชคดีกว่านักวิทยาศาสตร์หลายคน
    เพราะเขาอยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยไม่โดนลากไปทำเสต็กเหมือนนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆ
    กาลเวลาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะเน้นให้ผู้คนเห็นชัดในภายหลังว่า
    ดาร์วินถูกส่วนไบเบิลนั้นผิด ทว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน
    ดูเหมือนจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อนำมาอธิบายถึงกระบวนการวิวัฒน์ของสิ่งมีชีวิตผู้เป็นต้นคิดทฤษฎีนี้
    สิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่า... มนุษย์

    อย่าว่าแต่คนอื่นเลยครับ
    แม้แต่ตัวดาร์วินเองก็ยังตระหนักถึงความแปลกประหลาดของวิวัฒนาการของมนุษย์ชาติว่า
    มาถึงจุดปัจจุบันในสายพันธุ์ของโฮมินิดเดินสองขาที่เรียกกันว่าโฮโมเซเปี้ยนได้อย่างไร อัลเฟรด วอลเลซ
    หนึ่งในสาวกคนสำคัญของดาร์วินก็เช่นกันครับ หลังจากค้นคว้าวิจัยอย่างหนัก
    เขาประหลาดใจจนถึงกับต้องเขียนบันทึกออกมาอย่างสงกาว่า

    "มีพลังอันน่าอัศจรรย์ใจบางอย่างชี้นำวิวัฒนาการของมนุษยชาติอยู่"

    แม้กระทั่งหลายร้อยปีต่อมา วงการวิทยาศาสตร์ก็ยังหาอะไรมาค้านไม่ได้ว่าคำพูดของวอลเลซนั้นผิด
    วิวัฒนาการของพวกเรานั้นแปลกประหลาดดำมืด
    จนแม้กระทั่งแสงสว่างของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถให้ความกระจ่างแจ้งได้จริงๆนั่นแหละครับ

    หรือมนุษยชาติคือผลพวงจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ตามที่บทเยเนซิสกล่าวเอาไว้จริงๆ?

    Dangerous Ideas ของจริงมันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าสมมุติว่าเราแทนที่พระเจ้าซึ่งเป็นอภินิหารเหนือธรรมชาติ
    ด้วยกรรมวิธีทางพันธุศาสตร์ของนักท่องอวกาศกลุ่มหนึ่งล่ะ ไอเดียนี้ดูจะเพ้อฝันเกินไปหรือไม่?

    มาตั้งโจทย์กันเล่นๆนะ ถ้าเราลองถามคนทั่วไปในยุคปัจจุบันว่า พวกเขาคิดว่ามนุษย์มีกำเนิดมาจากไหน
    แปดในสิบคนคงตอบอย่างไม่ลังเลว่า "มาจากลิง" นั่นก็ไม่แปลกอะไร
    หากเรามองว่าพวกเขาตอบตามที่ได้ร่ำเรียนมาและเชื่อต่อๆกันมาอย่างนั้น
    ในลักษณะของกระบวนทัศน์รูปแบบหนึ่งซึ่งผมได้กล่าวถึงไปแล้วในเบื้องต้น โอเคครับ...
    ถ้ามนุษย์มาจากลิงก็ควรจะมีอะไรๆใกล้เคียงกับลิงจริงไหม? ลองมาดูผลการวิจัยของ เซอร์ อาร์เธอร์ คีธ
    ผู้ทำการศึกษาความต่างของสิ่งที่เรียกว่า genetic charcters ของสิ่งมีชีวิตประเภท primate ดูสิครับ
    ในงานวิจัยของเซอร์ คีธ ได้ให้ตัวเลขที่เป็นผลสรุปของความต่างออกมาคือ

    กอริลลา 75; ชิมแปนซี 109; อุรังอุตัง 113; ตัวกิ๊บบอน(gibbon) 116; ส่วนมนุษย์นั้นอยู่ที่ 312

    แหม... ห่างกันสามเท่าแน่ะ ช่างใกล้เคียงกันเหลือเกินนะครับเนี่ย ^^
    แต่เนื่องจากเซอร์คีธได้ทำวิจัยเอาไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
    ดังนั้นบางท่านจึงอาจหาว่าผมเอาข้อมูลเชยๆมาขาย งั้นลองมาดูผลงานวิจัยใหม่ๆใกล้ยุคของพวกเราก็ได้ครับ
    เอาเรื่องของ DNA นี่แหละ คงทราบกันดีว่ามนุษย์มีโครงสร้างของ DNA
    ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับลิงชิมแปนซี ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์นับให้มีความใกล้เคียงกันกับมนุษย์อยู่ 98%
    ห่างกันแค่ 2% ว่างั้นเถอะครับ ไอ้คำว่าสองเปอร์เซ็นต์นี่ดูไม่แตกต่างกันนักถ้ามองในเชิงของตัวเลข
    แต่ถ้ามองในภาพของสปีชี่ส์แล้วมันบอกความเป็นญาติได้ไม่มากนัก ยกตัวอย่างเช่น
    สุนัขบ้านกับสุนัขจิ้งจอก(โปรดนึกภาพสัตว์ทั้งสองประเภทตามนะครับ) DNA ของพวกมันก็มีความแตกต่างกันแค่
    2% เช่นเดียวกันครับ ดังนั้นสัตว์ที่ในตระกูลใกล้เคียงกันที่มี DNA ต่างกัน 2%
    จึงไม่ใช่เรื่องแปลกพอที่จะเอามากล่าวอ้างอะไรได้ว่า
    มันเป็นบรรพบุรุษหรือวิวัฒนาการกลายมาเป็นอีกแบบในภายหลัง

    ที่สำคัญที่สุดคือ DNA นั้นเป็นเรื่องซับซ้อน ถ้าเรามองในแง่ของมิติตัวเลขแค่ 2% นั้นก็โอเคล่ะครับ
    ว่ามนุษย์และชิมแปนซีแทบไม่มีความต่าง แต่ว่าไหมล่ะว่ามูลค่าใน 2%
    นั้นกลับทำให้ญาติทั้งสองมีความแตกต่างกันอยู่อย่างมากมาย ทั้งขนาดสมอง ภาษาพูด พฤติกรรมการกิน
    ลักษณะเด่นทางเพศ และอื่นๆอีกร้อยแปด ประการสำคัญที่สุดก็คือ มนุษย์(Homo sapiens) มีโครโมโซมอยู่ 46
    เมื่อเทียบกับชิมแปนซีหรือกอริลลาที่มีถึง 48
    การเลือกสรรโดยธรรมชาติชนิดไหนกันครับที่ก่อให้เกิดการผ่าเหล่าได้ขนาดนี้?

    โอเคครับ... แนวคิดนี้อาจฟังดูเหลวไหลเลอะเทอะสำหรับหลายๆท่าน
    การสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยวิธีดัดแปลงพันธุกรรมโดยมนุษย์(?)อีกกลุ่มนั้นฟังดูแล้วมันเหลือเชื่อเกินไป
    อันนี้ผมอยากให้ท่านคิดย้อนเวลาไปข้างหลังซักประมาณ 5-60 ปีก่อนดู
    ในตอนนั้นพวกเราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ genetic เลย แล้วปัจจุบันล่ะครับ
    พวกเราก้าวหน้ากันไปขนาดไหนแล้ว ทราบกันไหมล่ะครับว่า
    หลายองค์กรใหญ่ๆมีอำนาจของ"พระเจ้า"ที่สามารถสร้างหรือดัดแปลงชีวิตอยู่ในมือกันเรียบร้อยแ
    ล้ว
    ถ้าไม่ติดที่ศีลธรรมหรือกฏหมายองค์กรเหล่านั้นก็พร้อมเสมอที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงใดก็ได้
    ตราบเท่าที่สภาวะแวดล้อมบนดาวดวงนั้นจะเอื้ออำนวย

    บทความต่อจากนี้ไปก็เป็นเพียงอีกส่วนของซีรี่ส์มหายาวชุดนี้ ที่ผมอยากให้ท่านแลเห็นว่า
    มนุษยชาตินั้นแปลกประหลาดมาตั้งแต่ต้นกำเนิดเลยทีเดียว

    ความผิดพลาด(โดยไม่ตั้งใจ)ของ Darwinism

    ในยุคที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน นำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่าด้วยการเลือกสรรของธรรมชาตินั้น
    มีกลไกของวิวัฒนาการบางอย่างที่ดาร์วินและคนอื่นไม่ล่วงรู้เลยจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1953 เมื่อ James
    Watson และ Francis Crick ค้นพบกลไกการทำงานของ DNA โมเลกุล
    และสิ่งที่เรียกกันว่าการสืบทอดทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต Watson และ Crick
    คือผู้ที่วงการวิทยาศาสตร์ยกให้เป็นผู้ค้นพบโครงสร้างแบบเกลียวคู่ของ DNA โมเลกุล
    ซึ่งเป็นที่เก็บรหัสทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ ต้องขอบคุณทั้งสองท่านนี้แหละครับ
    ที่ทำให้ทุกวันนี้แม้แต่เด็กๆก็ยังบอกเราได้ว่ามนุษย์มีโครโมโซมกี่คู่ และในนั้นประกอบด้วยยีนส์ (genes)
    ที่ทำหน้าที่พื้นฐานอะไรบ้างเกี่ยวกับการกำหนดลักษณะทั่วไปของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ
    เรายังรู้ไปมากกว่ายุคของดาร์วินว่า กฏของการสืบทอดทางพันธุกรรมทำงานอย่างไร
    การผสานระหว่างยีนส์ของตัวพ่อและตัวแม่ทำงานกันในลักษณะไหน

    พันธุศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจและมองแนวคิดวิวัฒนาการของดาร์วินไปในอีกแง่มุมหนึ่ง
    ผมขอสรุปให้ท่านฟังนะครับว่าแนวคิดอย่างคร่าวๆเกี่ยวกับ
    "การเลือกสรรโดยธรรมชาติของดาร์วิน"นั้นขึ้นอยู่กับการเอาตัวรอดในธรรมชาติ พูดง่ายๆคือ
    สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจำต้องปรับตัว เปลี่ยนพฤติกรรม
    จนกระทั่งถึง"กลายพันธุ์"เพื่อเอาตัวรอดจากสภาวะบีบคั้นจากธรรมชาติ
    เพื่อที่ตัวเองจะได้ดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อไปได้โดยไม่ดับดิ้นไปเสียก่อน
    (ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้) ไคลแม็กซ์มันอยู่ตรงนี้เองขอรับท่าน...

    มนุษย์ (Homo Sapiens) ได้กลายพันธุ์จากญาติพี่น้องของตนเองไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
    กลายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนหาลำดับวิวัฒนาการไม่เจอ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?
    ภาวะวิกฤตชนิดไหนที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปจากบรรพบุรุษและเครือญาติได้ขนาดนี้...

    ไม่รู้ว่ะ...

    นี่คือคำตอบของผม (และอาจจะเป็นคำตอบในใจของนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่าน
    ที่แถลงออกมาอย่างสุภาพความหมายของคำตอบก็อยู่ประมาณนี้)
    แต่คำตอบคงออกมาไม่ต่างเหมือนกันถ้าคุณไปถามคนอื่นๆ
    เหตุที่คำตอบออกมาเช่นนี้ก็เพราะผลพวงของการวิวัฒน์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า
    มนุษย์ดำรงชีวิตในช่วงเวลาอันสงบสุขมาแล้วนานมาก มันขัดแย้งในตัวเองที่จะบอกว่า
    สิ่งมีชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบเพื่อเอาตัวรอด
    และขัดกับหลักฐานบางชิ้นที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกันในช่วงหลังๆ Thomas Huxley
    นักชีววิทยาผู้โด่งดังได้กล่าวว่า

    "ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆที่เกิดขึ้นในแต่ละสปีชี่ส์กินเวลาอย่างน้อยพันล้านปีขึ้นไป
    ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆจะกินเวลาสิบถึงร้อยล้านปี ซึ่งกรณีของมนุษยชาติ
    มันแหกกฏเกณฑ์ดังกล่าวอย่างไม่แยแส
    ระยะเวลาที่ควรใช้ในการวิวัฒน์ผิดไปจากทฤษฎีราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว"

    Biotechnology of the Gods

    "โลกของเรามีสัตว์ในสปีชี่ส์ลิงและกบี่(Ape)อยู่ 193 สปีชี่ส์ 192 ใน 193
    เป็นสัตว์ที่มีขนปกคลุมตัวรุงรัง ดูเหมือนมีอยู่สปีชี่ส์เดียวเท่านั้นที่ดูแตกต่างออกไป
    นั่นคือลิงเปลือยที่มีชื่อว่า โฮโม เซเปียนส์"

    - Desmond Moriis -

    "สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ของวันวานคือความหวังในวันนี้ และเป็นไปได้จริงในวันพรุ่งนี้"

    - Robert Goddard -

    สำหรับสาวกทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศแล้ว ตำนานการสร้างโลกโดยพระเจ้าหรือที่เรียกกันว่า Divine Creation นั้น
    มีหลายจุดในตำนานที่ชวนให้ระลึกถึงเทคโนโลโลยีที่กำลังก้าวหน้าอยู่ในปัจจุบัน ครับ...
    เรากำลังพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพหรือ BioTechnology กันอยู่ เชื่อไหมครับว่า จริงๆแล้ว
    Biotechnology ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งค้นพบในปัจจุบันเลย
    มันเป็นการ"ค้นพบอีกครั้ง"หลังจากที่เทคโนโลยีนี้เคยถูกใช้บนโลกของเรามาเมื่อนานแสนนานแล้
    วต่างหาก เหมือนที่วงการดาราศาสตร์พบว่ามีดาวเคราะห์ในระบบสุริยะทั้งหมด 9 ดวงในต้นศตวรรษที่แล้ว
    ทั้งที่ชาวสุเมเรียนหรือชาวอียิปต์รู้ความจริงนี้มาตั้งหลายพันปีแล้วด้วยซ้ำ
    เทคโนโลยีชีวภาพก็เช่นเดียวกัน...
    บทนี้จะเป็นการขยายความเรื่องที่ผมเคยลงไปแล้ว คือ ไบเบิลกับพระเจ้าจากอวกาศ และ Planet X
    ของชาวสุเมเรียน นะครับ โดยจะยกตัวอย่างของการตีความเล็กๆน้อยๆจากหลักฐานทางโบราณคดี
    เนื่องจากหลายท่านคงสงสัยแหละว่า เรื่องอัศจรรย์พันลึกเหล่านี้ คนโบราณเค้าบันทึกไว้อย่างไรหรือ
    แล้วแปลกันออกมาอีท่าไหนไหงได้เรื่องเหลือเชื่อราวกับนิยายวิทยาศาสตร์เสียอย่างนั้น
    พร้อมจะดูกันหรือยังล่ะครับ?

    เทคโนโลยีของพระเจ้า
    นักคิดนักเขียนหลายคนเชื่อกันอย่างหัวปักหัวปำว่า นานมาแล้ว
    โลกเราเคยถูกเยี่ยมเยือนและพัฒนาโดยนักท่องอวกาศกลุ่มหนึ่งจากดวงดาวอันไกลโพ้น
    พวกเขามาตั้งอาณานิคมอยู่บนโลกด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง ทำการพัฒนาสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ
    และพัฒนามนุษย์เพื่อวัตถุประสงค์บางประการ นักท่องอวกาศกลุ่มนี้ปกครองโลกอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
    มีมนุษย์คอยเป้นพลเมืองอันจงรักและยกย่องพวกเขาให้เป็นพระเจ้า ครับ จะเรียกว่าพระเจ้าก็ไม่ผิดนัก
    เพราะคำจำกัดความในแง่ศาสนาแล้ว มหิทธานุภาพของพระเจ้าซึ่งไม่มีสิ่งใดมาเทียมทานได้ก็คือ
    ความสามารถในการให้กำเนิดหรือสร้างชีวิตนั่นเอง (ไม่ใช่สร้างชีวิตด้วยการสืบพันธุ์นะครับ
    อันนั้นคุณหรือผมก็ทำได้ แต่กามเทพคงต้องทำงานหนักหน่อยสำหรับบางคู่น่ะนะ หึหึ..)

    นักท่องอวกาศกลุ่มนี้ถูกเรียกขานจากคนโบราณว่าพระเจ้า ซึ่งถ้าใครสนใจเรื่องทำนองนี้จะพบว่า
    หนังสือหลายๆเล่มเรียกนักท่องอวกาศกลุ่มนี้ต่างๆกันไป God from space บ้างล่ะ Ancient Astronauts
    บ้างล่ะ ก็ขอให้เข้าใจนะครับว่าเป็นชื่อเรียกของสิ่งเดียวกัน
    แต่จะเป็นกลุ่มหรือคนเดียวกันนั้นไหมไม่รู้ด้วยนะครับ
    เนื่องจากคนโบราณที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ต่างก็มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
    แม้บางส่วนจะคล้ายกันบ้างแต่ก็ยังต่างกันอยู่ ทำให้ชวนเชื่อเหลือเกินว่า
    พระเจ้าดังกล่าวไม่ได้มาเยือนโลกเพียงแค่กลุ่มเดียวเสียกระมัง
    แล้วพวกเขามาทำอะไรกันบนโลก มาตากอากาศอย่างเดียวเรอะ?
    คงจะไม่หรอกกระมังครับ เพราะหลักฐานที่เราพอจะหาได้
    พระเจ้าจากอวกาศมาตั้งรกรากบนโลกของเราด้วยวัตถุประสงค์หลายประการอยู่
    ชาวสุเมเรียนบอกว่าพระเจ้าที่พวกเขาเรียกขานกันว่า Anunnaki นั้น
    มาแสวงหาแหล่งทรัพยากรบนโลกของเราเพื่อส่งกลับไปยังดินแดนบ้านเกิดของพวกเขา
    อันเป็นดาวเคราะห์ขนาดมหึมาที่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ถึง 3600 ปี ส่วนชาวมายานั้นบอกว่า
    พระเจ้าเสด็จลงมายังโลกเพื่อแสวงหาอาณานิคมและสร้างอาณาจักรชั่วคราว
    ก่อนจะเสด็จกลับไปยังดาวที่เป็นแหล่งพำนัก ส่วนอียิปต์นั้นเล่า
    ไม่ได้กล่าวขานกันว่าพระเจ้าของพวกเขาลงมาทำอะไรกันบนโลกใบนี้
    แต่ก็ระบุเป็นนัยๆถึงถิ่นฐานของพระเจ้าว่าอยู่อีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า บริเวณที่เป็นกลุ่มดาว Orion
    นั่นเป็นบันทึกของชาติที่ยิ่งใหญ่ในอดีตครับ ลองมาดูชนเผ่าเล็กๆด้อยพัฒนาอ่างชาวโดกอนในแอฟริกา
    พวกเขารู้จักแฝดของดาวซิริอุสมากว่าพันปีทั้งที่ไม่มีกล้องโทรทัศน์
    แต่วงการดาราศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งมาส่องพบเอาเมื่อเร็วๆนี้เอง มันหมายความว่าอย่างไรหรือครับ
    หรือสิ่งที่ชาวโดกอนสั่งสอนกันมาว่า นอมโมส
    มนุษย์มัจฉาพระเจ้าของพวกเขาเดินทางมาจากดาวดวงหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆดาวซิริอุส
    และลงมาสั่งสอนวิชาความรู้ให้บรรพชนชาวโดกอนอยู่พักหนึ่งนั้นมันเป็นความจริง?

    พระเจ้าจากอวกาศให้อะไรกับโลกนี้มากหลาย ทั้งในเชิงสร้างสรรค์และทำลาย การสร้างกองทัพโคลนเหมือนใน Star
    Wars Episode II ตลอดจนการใช้อาวุธมหาประลัยประหัตประหารชิงอำนาจกัน
    ยังคงมีหลักฐานหลงเหลืออยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ชะรอยว่า นิสัยก้าวร้าวก่อสงครามของมนุษย์นั้น
    พระเจ้าจากอวกาศเป็นผู้ประทานให้เป็นมรดกสืบทอดมากระมังครับ... (เรื่องสงครามนิวเคลียร์สมัยโบราณนี้
    จะอยู่ในบทของ"สงครามปิระมิด" กับ "Wars of Gds and Men"
    ที่ผมกำลังเรียบเรียงอยู่)

    มรดกที่บ่งถึงความรุ่งเรืองในยุคสมัยแห่งพระเจ้ากระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งก็มีบ้างที่รอการค้นพบ
    ที่ถูกทำลายไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็แยะ
    ผมเองก็เล่าเรื่องพวกนี้ไปเยอะแล้วเหมือนกันในเว็บไซต์แห่งนี้ ทั้งถาวรวัตถุและโบราณสถาน,
    เศษชิ้นส่วนที่เราเรียกกันว่า Artifacts,
    แผนที่โบราณอายุหลายพันปีที่สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีถ่ายภาพทางอากาศ, หินไอก้าในเปรู,
    คอมพิวเตอร์โบราณที่ใต้ก้นทะเลอีเจี้ยน นี่คือสิ่งที่จับต้องได้ครับ ยังไม่รวมถึงทฤษฎี-ความรู้-แนวคิด
    ของคนโบราณ(ซึ่งอ้างว่าพระเจ้าสอนฉันมานะ)เช่น เรื่องของดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ เกษตรศาสตร์
    ตลอดจนวิศวกรรมศาสตร์อันเหลือเชื่อ และอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเรากำลังแกะรอยกัน
    เพราะวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเพิ่งก้าวมาถึงขั้นที่พอจะเข้าใจขอบเขตของความรู้แขนงได้ นั่นคือ Biotechnology
    ครับ '
    ...ตำนานก็คือตำนาน แต่ในบางมุมมองนั้น
    ตำนานโบราณบางเรื่องชวนให้เราอดนำมาเปรียบเทียบกับศาสตร์สมัยใหม่อย่าง Biotechnology ไม่ได้
    โดยเฉพาะตำนานของชาติที่"เข้าข่ายน่าสงสัย"บางชาติ บทบาทที่แทรกอภินิหารหลายบท
    มันคืออภินิหารของ Biotechnology ชัดๆ มาดูกันหน่อยไหมล่ะ?


    ธ็อธ เทพแห่งความรู้ของอียิปต์โบราณ ได้ช่วยเหลือเทวีไอซิส
    ในการสกัดและผสมผสานส่วนหนึ่งของร่างกายนางและสวามีคือเทพโอสิริส เพื่อให้กำเนิดเทพเหยี่ยวโฮรัสชึ้นมา
    จากนั้นสงครามเพื่อล้างแค้นให้โอสิริสผู้เป็นบิดาจึงเกิดขึ้น (ตามตำนานกล่าวไว้ว่า
    เซธผู้เป็นอนุชาของโอสิริสได้ปองร้ายโอสิริสจนถึงแก่ความตาย และปกครองอียิปต์แทนโอสิริส
    จนกระทั่งโฮรัสมาชิงอำนาจคืน สงครามระหว่างทั้งสองส่งผลให้ป่าอันเขียวชะอุ่มกินบริเวณกว้างขวาง
    กลายเป็นทะเลทรายซาฮาร่าในปัจจุบัน! ) นักเขียนหลายคนสังเกตว่า บทบรรยายการต่อสู้ของเซธกับโฮรัส
    กล่าวถึงสงครามนิวเคลียร์เอาไว้หลายจุด และ Zecharia Sitchin
    ก็เรียกสงครามครั้งนี้ในหนังสือของเขาว่าสงครามปิระมิดด้วยครับ

    ยังหนีไม่พ้นเรื่องของ

  2. #2
    Junior Member
    Join Date
    Sep 2002
    Location
    United States
    Posts
    9


    Re: แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์

    ยาวหลายๆ
    ขอเวลาค้นหาคำตอบก่อนน่อ
    ตอบมั่วเด๋วจะไปกันใหญ่
    ไว้จะอธิบายทีหลังละกัน
    ยาวมากๆ
    รู้สึกว่ายาวมากกว่าคราวก่อนที่ให้เราดูอีกหลายเท่าตัวเลยนะทั่น

  3. #3
    Junior Member
    Join Date
    Jul 2004
    Location
    Thailand
    Posts
    17


    Re: แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์

    มานยาวจริงๆๆ เลยอะคับกว่าจะอ่านเสร็จอาจจะครึ่งชั่วโมงมั้งครับเนี่ยมานเยอะจริงๆ แต่มานก็น่าอ่านนะถึงอ่านแล้วมานเกิดอาการงงก็เถอะนะ

Members who have read this thread : 0

Actions : (View-Readers)

There are no names to display.

Tags for this Thread

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •