ความรู้สึกแรกเลยที่ได้จับเกม Need for Speed ProStreet คือ "ทำไมกล่องมันเบาจัง ว.."
คงเป็นเพราะว่า ตอนรับเกมนั้น สั่งไว้ 3 เกม คือ Crysis Special Edition, Simcity Societies และ Need for Speed Prostreet
ด้วยความที่ว่า case ของ Crysis นั้นเป็นพลาสติกหุ้มโลหะภายในมี DVD 2 แผ่นและ CD อีก 1 เลยหนักเป็นพิเศษและถือไว้นานพอดู
พอมาจับ case ของ ProStreet ซึ่งเป็น DVD Case มาตรฐาน + DVD เกม 1 แผ่น + คู่มือไทย ขาว-ดำ รวม 16 หน้า(บางเฉียบ) + Hand Bill รหัสปลด lock รถ Subaru Impreza WRX STi(ได้เฉพาะสั่ง pre-order กับ zest) และ mini book โฆษณาเกมของ ea 4 สี จำนวน 12 หน้า เลยทำให้รู้สึกว่ากล่องเบาๆไปจนน่าเสียดาย (ถ้ามี dvd bonus แถมซักแผ่นก็ยังดี)
screen หน้ากล่อง และ print ปกคู่มือลายเดียวกันเลยตรงนี้เป็นจุดดึงคะแนนลง และที่ดูดีหน่อยคือ screen แผ่นที่เข้าขั้นเจ๋งในสายตาข้าพเจ้า
โดยรวมแล้ว คะแนนของ case ได้ 4 จาก 10 เท่านั้น ซึ่งเป็นความประทับใจแรกที่ไม่สูงเอาเสียเลย
----------
หลังจากลงเกมอยู่นาน(ไฟล์ใหญ่ เกมใหญ่)
เมื่อได้เปิดเข้าเกมแล้วส่วนของ intro นั้น ถ้าใครเคยดู trailer ไปก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่า เหมือนนำ trailer มาแทรกตอนต่างๆเพิ่มลงไป แต่ก็นับว่าขยายเนื้อเรื่องจาก trailer และมีสีสันขึ้นเยอะ เลยไม่ดูน่าเกลียด
หน้าจอเมนู บางส่วนจะใช้ยาก และอีกส่วนนั้นใช้ง่าย
โดยส่วนที่ใช้ง่ายนั้นคือ การปรับตั้งระบบ การแสดงผล การตั้งค่าในเกม การตั้งค่าคีย์ การจัดการโปรไฟล์ การเล่นหลายผู้เล่น จนถึงโหมดอาชีพ
แต่ส่วนที่ใช้ยากนั้นคือ การเล่นแบบเร็ว หรือ quick race ในภาคก่อนๆ
ในภาคนี้นั้น เราต้องตั้งโปรแกรมแข่งขึ้นมา โดยการเลือกสนาม(ที่มีให้แต่ชื่อสนาม ไม่มีรายละเอียด) ใส่ๆจนได้ครบโปรแกรมที่ต้องการถึงได้ดูว่า สนามนั้นเป็นสนามแข่งประเภทไหน
หรือเลือกโปรแกรมการแข่งที่มีให้อยู่แล้ว(มีรายละเอียดแต่ละสนามให้)
ซึ่งอาจทำให้มือใหม่หลงได้ง่ายๆ และไม่สะดวกรวดเร็วเหมือนการเลือกแข่ง quick race ตามภาคก่อนหน้านี้(ไม่รู้สึก quick ตามชื่อ)
แผนภาพโหมดอาชีพออกแบบได้สวยงาม แต่ชวนหลงอาจทำให้ต้องเล่นโปรแกรมแข่งเดิม ซ้ำไปมาอยู่ 2-3 เที่ยวจึงจะเข้าใจว่า ต้องเลือกอันไหน หรือกดที่ไหน ถึงจะได้แข่งโปรแกรมอื่น
intro โหมดอาชีพที่เหมือนจะไม่มีเนื้อเรื่องหลัก ยกเว้นแข่งให้ถึงจุดสูงสุดเพื่อโค่น showdown king ที่ จำอวด ได้เจ๋งโคตร(เจ๋งจริงๆไม่ได้ประชด ใครได้ดูจะอึ้ง) และไม่ชอบขี้หน้าเรา ลงมาจากตำแหน่ง
ซึ่งเป็นผลมาจากการทำ movie ที่ไม่สื่อถึงความหมายของเนื้อเรื่อง(ไม่เหมือน most wanted และ carbon ที่ดูครั้งเดียวก็พอเข้าใจได้) แต่การได้นั่งดู showdown king โชว์นั้นก็น่าประทับใจพอจะลืมข้อด้อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องไปได้บ้าง
----------
ในส่วนของการแข่งขันนั้น จะเน้นไปที่การแข่ง 4 ประเภท ได้แก่ grip drift drag และ speed โดยแยกย่อยได้อีกแบ่งเป็น
Grip เป็นการแข่งในสนามแข่งรถเหมือนการแข่ง formula 1 ที่เน้นการเข้าโค้งโดยต้องเข้าไลน์และใช้ความเร็วให้ถูกต้อง การแข่ง grip จะไม่จำกัดรุ่นและประสิทธิภาพของรถ
Grip Class การแข่งจะเหมือน grip แต่จะมีการแบ่งรถออกเป็น 2 กลุ่ม คือ A และ B โดยรถในกลุ่ม A นั้นจะช้ากว่าในกลุ่ม B และจะได้ออกตัวกก่อนกลุ่ม B ในการชิงตำแหน่งนั้น จะชิงกันใน class เท่านั้น เช่น ถ้ารถเราอยู่กลุ่ม A เราไม่ต้องแซงกลุ่ม B ทั้งกลุ่มเพื่อขึ้นอันดับ 1
Time Attack หรือ จับเวลา การแข่งจะจัดในสนามแข่งขัน โดยปล่อยตัวรถทีละคันเหมือนการแข่ง rally คือเน้นที่การทำเวลาต่อรอบให้ดีที่สุด และจะนำเวลาของรอบที่น้อยที่สุดมาเป็นตัวจัดอันดับ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1
Sector Challenge หรือ การชิงเซ็คเตอร์ โดยสนามจะแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ในตอนปล่อยตัวจะมีแต้มอยู่จำนวนหนึ่งและจะลดลงเรื่อยๆตามเวลา จนเมื่อผ่านจุด checkpoint จะได้แต้มมาเพิ่มถ้าทำเวลาได้น้อยสุดในช่วงนั้นๆ จนจบการแข่งขัน ผู้ที่ได้แต้มมากที่สุด จะได้เป็นผู้ชนะ
Drift คงจะทราบนิยามของคำนี้ไปแล้วจากภาพยนตร์ชื่อดัง จุดมุ่งหมายคือ การทิ้งโค้งให้ต่อเนื่องและไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ไถลหลุดออกขอบทาง
ยิ่งไปได้ไว คะแนนยิ่งเยอะตาม ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเมื่อจบการแข่งขันเป็นผู้ชนะ
Drag 1/4 mile การแข่งทางตรงความเร็วสูงระยะ 1 ส่วน 4 ไมล์ โดยจับคู่แข่งทีละคู่ ทั้งหมด 3 รอบ ผู้ที่ทำเวลาน้อยที่สุดคือผู้ชนะ ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะระยะทางสั้นไป ยังไม่ทัน over lap เครื่อง ก็หมดสนามซะแล้ว
Drag 1/2 mile เหมือน drag 1/4 mile ทุกประการ แต่เพิ่มระยะเป็น 2 เท่า ความดุเดือดก็เพิ่มเป็น 2 เท่าด้วย ชอบมากๆกับการแข่งประเภทนี้ เพราะท้ายๆสนาม จะได้ยินได้เห็นรอบเครื่องสูงจนขึ้นขีดแดงที่เกียร์สูงสุด จนต้องลุ้นเสียวๆว่า "เครื่องจะระเบิดก่อนเข้าเส้นชัยไหมว๊า..."
Wheelie หรือ การแข่งขันยกล้อ โดยใช้สนาม drag ทางตรงเป็นสนามแข่ง ผู้ที่ยกล้อหน้าให้พ้นพื้นได้ไกลที่สุดจะเป็นผู้ชนะ(แนะนำให้ใช้รถประเภทขับเคลื่อนล้อหลัง โดยเฉพาะ hemi หรือที่เรียกกันว่า muscle car)
Speed Trap การแข่ง top speed เป็นการแข่งสะสมความเร็ว ขณะที่ผ่านจุด checkpoint แต่ละจุด เมื่อจบการแข่งขัน ผู้ที่ได้ความเร็วสะสมสูงสุดเป็นผู้ชนะ
Speed Challenge หรือ ประลองความเร็ว เป็นการแข่งในหุบเขาด้วยถนนเพียงแค่ 2 เลนเท่านั้น แถมข้างทางยังเป็นคูลาดลงไปอีก ถ้าเห็นรถตัวเองวิ่งเฉไปขอบทางเมื่อไหร่ เตรียมกดปุ่ม esc ได้เลยถ้าไม่อยากเห็นรถกลิ้งโค่โล่ไปกับเนินเขาข้างทาง
นับว่าเป็นโหมดที่ขับได้ยากมากๆ พลาดแค่ครั้งเดียว คือเริ่มใหม่ และจะเป็นโหมดที่ดึงความสามารถในการคำนวนด้าน cashing physics ของเกมออกมาให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด
Showdown การแข่งประเภทนี้ จะได้แข่งก็ต่อเมื่อ เอาชนะโปรแกรมแข่งขององค์กรต่างๆในโหมดอาชีพ จนได้ขึ้นไปท้าทาย king ของการแข่งแต่ละประเภท โดยจะแข่งกันแสดงความสามารถต่างๆในการบังคับรถ
----------
รายละเอียดความเสียหาย จะคิดเป็นขั้นๆได้ดังนี้
ความเสียหายเล็กน้อย ประเภท ข่วน ขูด จิ้ม หรืออะไรที่สังเกตไม่ค่อยเห็น
ความเสียหายปานกลาง พวก เสย หรือการปะทะที่ทำให้รถคันอื่นเคลื่อนจากโมเมนตัมในการชน
ความเสียหายมาก เช่น การชนกับขอบทาง อุปกรณ์กั้นสนามต่างๆ เสาไฟ โดยไม่ได้กดเบรกเพื่อยั้งโมเมนตัม(ก็คือชนเข้าไปทั้งๆที่ยังเหยียบคันเร่ง)
Total หรือ หมดสภาพการแข่ง เกิดจากการชนที่รุนแรงจนถึงขั้นลอยจากพื้น กระแทก หรือ/และ พลิกคว่ำ
โดยทั่วไปแล้ว ถึงจะมีระบบความเสียหายเข้ามา ก็ยังดูหยาบๆเกินไป ผลกระทบจากความเสียหายไม่ชัดเจน
และถึงความเสียหายจะเต็มหลอด ก็ยังฝืนนำรถลงแข่งต่อได้อยู่ดี
----------
Graphic หลังจากได้ไปลองในงาน EA Games Show มา นับว่า สวยดี สดใส เทียบระดับได้เกือบเท่าภาพถ่าย คือเหมือนดูภาพยนตร์ที่ถ่ายออกโทนน้ำตาลๆไปซะ ซึ่งก็ต้องการเครื่องที่สูงเอาเรื่องอยู่
Sound คมชัด สะใจ จนลืมฟังเพลงฉากหลังไปเลย เสียงโฆษก ก็นับว่าทำได้ดี แต่จับใจความไม่ออกทั้งในสนามแข่งและใน movie ซึ่งฟังโดยรวมแล้วถ้าไม่สนใจจุดเสียยิบย่อยนั่น(ประมาณ ไม่รู้จะมีมันมาทำไม???) ก็นับว่าน่าประทับใจ
Gameplay มีผู้เล่นหลายคนบ่นมาว่า บังคับยากขึ้น เล่นไม่สนุกเลย เป็นเพราะว่า ระบบการบังคับนั้นได้ผสม simulator ไว้ด้วย ไม่ใช่ arcade เพียวๆอีกต่อไป ใครที่บ่นๆว่าบังคับยากไม่น่าเล่น ก็กลับไปเล่นเกมตู้เถอะที่มันขับกันง่ายๆไม่ต้องใช้ฝีมือหนะ
ส่วนตัวแล้วถือว่ารอระบบการควบคุมที่เข้าใกล้ความจริงแบบนี้มานานมาก ตั้งแต่ภาค underground แล้ว(แต่ทาง ea ก็กดเป็น arcade มาซะเต็มที่)
และถึงแม้ว่าจะยังกึ่ง simulator กึ่ง arcade ก็นับว่า ฝันเป็นจริงแล้วสำหรับ series Need for Speed
การปรับแต่งที่ละเอียดถึงขั้นอุโมงลม ทำให้เห็นข้อแตกต่างได้ทันทีที่ปรับ โดยไม่ต้องนำไปลองวิ่งเหมือนภาคที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการแต่งรถแล้ว แทบจะแยกไม่ออกเลยทีเดียวว่า การปรับค่าที่ต่างกันนั้นทำให้ได้อะไรดีขึ้นมา
คุณค่าของเกม นับว่าเป็นเกมที่เล่นสนุกในบางโหมด(แล้วแต่คนว่าจะชอบเล่นโหมดไหน) จุดมุ่งหมายที่มีแต่การแข่งเพื่อชิงชัยในการเป็น ที่สุดของนักแข่ง นั้น เทียบไม่ได้กับการแข่งเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนในภาคก่อนๆ เป็นแรงจูงใจที่ค่อนข้างอ่อนไปนิด
แต่โดยรวมแล้วก็เล่นเพลินจนลืมเนื้อเรื่องได้เลย
----------
การทดสอบเก็บข้อมูลมาเขียน review นี้นั้น มาจากที่ได้เล่นในงาน ea games show นิดนึง ผสมกับเสียเงินไปนั่งเล่นร้านที่ค่อนข้างหรู เพราะเครื่องบ้านไม่แรง ก็พอจะสรุปได้ว่า คงต้องเก็บเงินอัพเกรดเครื่องหรือซื้อใหม่ เพื่อเล่นเกมนี้ในเวลาว่างๆ หรือต้องการระบายความตึงเครียดไปกับเสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มสะใจของเกมนี้แน่นอน
บทความต้นฉบับโดยข้าพเจ้าเองที่ไหนก็ลองหาดู



Reply With Quote
