Results 1 to 4 of 4

Thread: บทวิจารณ์ภาพ ภิกษุสันดานกา

  1. #1
    Junior Member
    Join Date
    Sep 2007
    Posts
    14


    จากข่าวที่ครึกโครมขนาดนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักภาพนี้นะครับ

    และมีผู้คนมากมายที่วิจารณ์เกี่ยวกับภาพนี้ว่าเป็นอย่างไร

    บุคคลที่มาวิจารณ์อย่างเช่น

    - พระเทพวิสุทธิกวี (ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผนมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย)

    สนใจก็อ่านได้นะครับ

    http://file.citecclub.org/download.php?id=8FFE9AC8
    โพสในห้องนี้ไม่ควรล๊อคนะครับ

    Credit : jit@TM

  2. #2
    Jedi Global Moderator
    Join Date
    Aug 2007
    Location
    Bangkok
    Posts
    136


    " ===ภิกษุสันดานกา : วาทกรรมแห่งผู้ไม่ศรัทธา=== "
    ภิกษุสันดานกา : วาทกรรมแห่งผู้ไม่ศรัทธา

    ภาพศิลปะชื่อว่า” ภิกษุสันดานกา” ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรจัดประกวดได้รับรางวัล แต่โด่งดังเป็นพลุแตก เมื่อพระสงฆ์ที่เป็นนักกิจกรรมบางกลุ่มออกมาประท้วงคัดค้านภาพดังกล่าว จนทำให้เรื่องนี้เป็น Talk of The Town โดยไม่ต้องโฆษณา เนื้อหาศิลปะจะเป็นไปอย่างไร เราก็ควรเคารพในเสรีภาพของกันและกัน ไม่มีประเด็นที่ต้องสะท้อนในบทความนี้ แต่ประเด็นที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฆราวาสต้องสะท้อนความคิดของตนต่อพระทุศีลผ่านสื่อสาธารณะบ่อยมากถึงบ่อยที่สุด จนเข้าสู่ศิลปะด้านจิตรกรรม เรียกว่าฝังลงจนถึงจินตนาการแบบหยั่งรากลึก เป็นประเด็นที่น่าจะสะท้อนมากที่สุด การมองคณะสงฆ์ด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์อย่างในอดีต คงเป็นภาพที่เลือนลางอย่างเต็มทีในปัจจุบัน สิ่งที่สามารถทายใจของผู้สะท้อนเหล่านี้ คือ ความหวาดระแวงคลางแคลงต่อเนื้อนาบุญทั้งประเทศ แม้ว่าจะต้องทำบุญกับพระที่ตนเองหวาดระแวงอยู่ในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆก็ตาม ที่จริงตามข้อเท็จจริงแบบปฐมภูมิ ( ผิวเผิน) ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่น่าจะมีข้อมูลในด้านอื่นนำมาประกบกับกรณีพระภิกษุบางรูปในปัจจุบันว่า เป็นภิกษุสันดานกา นั้นมาจากสาเหตุใดบ้าง
    อ้างพระไตรปิฎก แทนสะท้อนศรัทธาที่แท้จริง
    ภาพศิลปะที่ว่าเขียนจากแนวทางตามพระไตรปิฎก แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการสะท้อนจากเนื้อหาในพระคัมภีร์ หรือสะท้อนจินตนาการของผู้เขียน ตามปกติพระพุทธองค์จะตำหนิสงฆ์ที่ประพฤติไม่ดี เพื่อความผาสุกแห่งคณะสงฆ์ และเพื่อป้องกันมิให้พระศาสนาเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว การตักเตือนของพระพุทธองค์ทรงมีเป็นระยะๆ ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ได้ตรัสลักษณะของพระภิกษุที่ไม่ดี จะนำความเสื่อมเสียมาให้แก่พระศาสนา ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ทรงเปรียบเทียบพระภิกษุที่ไม่ดีเหล่านั้น กับกา มีข้อความดังนี้
    “ ภิกษุทั้งหลาย! กา เป็นสัตว์ที่ประกอบไปด้วยความเลว ๑๐ ประการ ๑๐ ประการอะไรกันเล่า? ๑๐ ประการ คือ กาเป็นสัตว์ทำลายความดี กาเป็นสัตว์คะนอง กาเป็นสัตว์ทะเยอะทะยาน กาเป็นสัตว์กินจุ กาเป็นสัตว์หยาบคาย กาเป็นสัตว์ไม่กรุณาปรานี กาเป็นสัตว์ต่ำช้า กาเป็นสัตว์ร้องเสียงอึง กาเป็นสัตว์ปล่อยสติ กาเป็นสัตว์สะสมของกิน ภิกษุทั้งหลาย! กาเป็นสัตว์ที่ประกอบด้วยความเลว ๑๐ ประการเหล่านี้
    ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุลามกก็เช่นเดียวกับกานี้แหละ เป็นคนประกอบด้วย อสัทธรรม ๑๐ ประการ ๑๐ ประการอะไรกันเล่า? ๑๐ ประการ คือ
    ๑.ภิกษุลามก เป็นคนทำลายความดี ๒. ภิกษุลามก เป็นคนคะนอง
    ๓.ภิกษุลามก เป็นคนทะเยอทะยาน ๔. ภิกษุลามก เป็นคนกินจุ
    ๕. ภิกษุลามก เป็นคนหยาบคาย ๖. ภิกษุลามก เป็นคนไม่กรุณาปราณี
    ๗. ภิกษุลากมก เป็นคนต่ำช้า ๘. ภิกษุลากมก เป็นคนพูดเสียงอึง
    ๙. ภิกษุลามก เป็นคนปล่อยสติ ๑๐. ภิกษุลามก เป็นคนสะสมของกิน

    ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุลามกเป็นคนประกอบด้วยอสัทธรรมสิบประการเหล่านี้ แล.”
    (ทสก.องฺ ๔/๑๕๙/๗๗)
    พระไตรปิฎกตอนนี้เป็นการแสดงระหว่างใครกับใคร เป็นการแสดงระหว่างพระพุทธองค์ที่ตรัสกับพระสงฆ์ เพื่อตักเตือนกันในหมู่สงฆ์ หรือเพื่อให้ฆราวาส ไว้อ้างอิงวิพากษ์สงฆ์ เพราะสงเกตุเห็นบ่อยๆ ที่คนมีความรู้แบบงูๆปลาๆในด้านพระพุทธศาสนา ชอบใช้พระไตรปิฎกเป็นสิ่งสะท้อนความคิดของตน หรือใช้พระไตรปิฎกเป็นเครื่องมือสนับสนุนความคิดของตน โดยเฉพาะในเรื่องพฤติกรรมเบี่ยงเบนของสงฆ์ที่ปรากฏในหน้าสื่อมวลชน
    พระทุศีล อย่ามองแค่ผลลัพธ์
    คนบางกลุ่มมองพฤติกรรมของพระสงฆ์จากสื่อเท่านั้น ถ้าสื่อบางแขนงเสนอบทบาทของพระเพียงแค่ด้านลบเป็นส่วนใหญ่ส่วนเดียว ผลลัพธ์ก็คงจะสะท้อนเหมือนที่เห็น แต่จริงแล้วเรามีข้อมูลเกี่ยวพระสงฆ์ที่เพียงพอและเชิงลึกมากน้อยเพียงใด เมื่อมองไม่ทะลุโดยตลอด จึงเกิดเป็นภาวะไร้ศรัทธาและเป็นปัญหาที่สั่นคลอนสถาบันสงฆ์ตลอดมา ทั้งๆที่จริงสังคมควรได้รับข้อมูลเกี่ยวพระในทุกเรื่องและทั่วถึง ทั้งบวกและลบเท่าๆกัน
    ในที่นี้อยากจะนำเสนอว่าที่พระสงฆ์บางรูปมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น มีเหตุมาจากเรื่องใดบ้าง ในกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของสถาบันสงฆ์นั้น เป็นปัญหาที่มีจุดอ่อนมากที่สุด มีสาเหตุหลายประการ ที่พอเห็นได้ ได้แก่
    ๑. สถาบันสงฆ์เป็นสถาบันขนาดใหญ่ มีพระสงฆ์จำนวนมาก ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่ารูป มีวัดมากกว่า ๓๐,๐๐๐ วัด ทั่วประเทศ และแต่ละวัดก็มีการปฏิบัติแตกต่างไปตามพื้นที่ แม้จะมีพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์เหมือนกัน แต่มีธรรมเนียมที่ไม่ค่อยเหมือนกัน เราจึงพบพฤติกรรมที่แปลกๆของพระสงฆ์จากที่ต่างๆอยู่เสมอ
    ๒. สถาบันสงฆ์ในประเทศไทยมีอายุยาวนาน มากกว่า ๑,๐๐๐ ปี จึงมีวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นของตนเองและมีความผูกพันกับพื้นที่มายาวนาน พระสงฆ์ภายใต้บริบทของสังคมไทย เป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกๆด้าน พระสงฆ์จึงมาจากหลายพื้นที่ หลากหลายชาติพันธุ์ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว และทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระธรรมวินัยบริบทเดียว การควบคุมพฤติกรรมสงฆ์จึงเป็นไปค่อนข้างยาก
    ๓. การรับสมาชิกไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แต่ขึ้นอยู่กับชาวบ้าน การรับสมาชิกใหม่ (recruitment) จึงไม่สามารถคัดสรรและควบคุมคุณภาพได้เหมือนสถาบันอื่นๆ การเข้ามาบวชเป็นเรื่องศรัทธา วัดไม่สามารถปิดกั้นได้ เพราะเป็นระบบเปิด การที่จะห้ามคนที่เป็นกากเดนสังคม เช่น ติดยา ขี้คุก ตกงาน ฯลฯ เข้ามาบวชจึงเป็นไปได้ยากในเชิงปฏิบัติ
    ๔. ระบบ IPO (Input,process,output) โดยเฉพาะปัจจัยนำเข้าของพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ( ผู้เขียนเคยสำรวจจากพระที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์) ส่วนมากจะมาจากชนบทและครอบครัวที่มีรายได้ค่อนข้างต่ำ สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นไร เรามักจะพบช้างเผือกในวงการสงฆ์เสมอๆ แต่ที่สำคัญคือกระบวนการขัดเกลาภายในองค์กรเอง ซึ่งทำให้ตัวเป็นพระใจเป็นพระ ที่เราพึงประสงค์ยังมีปัญหาอยู่มาก เมื่อไร้ทิศทาง ผลลัพธ์จึงออกมาอย่างที่เห็น
    ๕. รัฐได้ทอดทิ้งคณะสงฆ์มาหลายร้อยปีแล้ว การที่พระไม่มีผู้สนับสนุนเป็นหลักแหล่งเหมือนในอดีต ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เงินอย่างเดียว แต่หมายถึงการพัฒนาคณะสงฆ์ทั้งองคาพยพ ทั้งด้านการศึกษา การจัดการ และด้านงบประมาณที่เหมาะสม ที่ผ่านมาขอบอกได้ว่าทุกอย่างที่รัฐปฏิบัติสงฆ์เป็นสิ่งเรียกว่า “ ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น” ทั้งที่รัฐอาศัยคณะสงฆ์ในทุกเรื่อง แม้กระทั่งการเมืองก็ใช้พระตลอดมา แต่ไม่เคยรับใช้สงฆ์สักครั้งเดียว
    ๖. คุณภาพชีวิตของพระสงฆ์ต่ำมาก ทั้งด้านโภชนาการ ที่อยู่อาศัย สุขภาพจิต การศึกษา และด้านอื่น ๆฯลฯ การพัฒนาพระสงฆ์ในฐานะทรัพยากรบุคคลของศาสนา กลับเป็นไปอย่างตามมีตามเกิด ตามยถากรรม ไม่เคยได้รับการดูแลจากรัฐและหลายๆฝ่ายเท่าที่ควรจะเป็น แล้วจะหวังคุณภาพพระสงฆ์ที่พึงประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบได้อย่างไร
    ๗. กระบวนการตรวจสอบกันเองของคณะสงฆ์ (Impeachment) เป็นกระบวนการพิเศษ ที่แตกต่างจากกระบวนการของฆราวาสอย่างสิ้นเชิง เช่น ในอธิกรณสมถะ (วิธีการระงับเหตุ) พระส่วนใหญ่นิยมใช้ ติณวิตถารกวินัย คือ ปล่อยให้ปัญหาดับเอง ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลแก่คณะสงฆ์โดยส่วนรวม แม้จะมีปัญหาต่อภาพพจน์ของสงฆ์บ้าง แต่ก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างสนิท ซึ่งไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาของฆราวาสได้ พวกไม่รู้ก็พลอยรำคาญ ว่าทำไมไม่จัดการให้เด็ดขาด
    จากสาเหตุดังกล่าว คงจะทำให้มองภาพสงฆ์โดยรวมต่อปัญหาพฤติกรรมของพระทุศีลอย่างใจที่เป็นกลางและเป็นธรรมมากขึ้น
    ศิลปินภาพสันดานกา นี่หรือศิลปินคุณธรรม
    การปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ชื่อว่า เป็นสาวกที่ดี ในหลักแห่งทิศ ๖ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อสมณะ ชีพราหมณ์ คฤหัสถ์ย่อมบำรุงสงฆ์ ผู้เป็นทิศเบื้องบน ดังนี้
    ๑. จะทำสิ่งใด ทำด้วยเมตตา ๒. จะพูดสิ่งใด พูดด้วยเมตตา
    ๓. จะคิดสิ่งใด คิดด้วยเมตตา ๔. ต้อนรับด้วยความเต็มใจ
    ๕. อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔ ( พระพรหมคุณาภรณ์,พจนานุกรมพุทธศาสตร์, หน้า ๒๒๙)
    ทั้งภาพภิกษุสันดานกาและภาพหมา-นุษย์ นี้เข้ากันด้วยกับหลักธรรมนี้ได้หรือไม่ ศิลปินดังกล่าวปฏิบัติต่อสงฆ์ด้วยเมตตาหรือไม่ เราควรจะเรียกว่าศิลปินคุณธรรม ที่ปกป้องหรือส่งเสริมพระพุทธศาสนาตามที่ว่ามาหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด คือ การปกป้องพระศาสนาดูที่พฤติกรรมสงฆ์ด้านเดียวเท่านั้นหรือ
    วาทกรรมแห่งผู้ไม่ศรัทธา วาทะนี้เพื่อศาสนาหรือเพื่อใคร
    วาทกรรมคืออะไร วาทกรรม (discourse) ในที่นี้หมายถึง ระบบและกระบวนการในการสร้าง/ผลิตเอกลักษณ์ (identity)และความหมาย (significance) ต่อสรรพสิ่งต่างๆในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร : วาทกรรมการพัฒนา, หน้า 17 ) ได้แก่ การพยายามสร้างถ้อยคำขึ้นมา โดยอธิบายสิ่งหนึ่งในความหมายที่จะให้ฝ่ายตนเด่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งด้อยลง เช่น ประเทศแถบตะวันตกสร้างวาทกรรมว่าตนเองเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนประเทศที่ไม่เหมือนตนว่าด้อยพัฒนา แล้วสร้างกฎเกณฑ์ เพื่อข่มเหงประเทศอื่นๆ
    สำหรับประเด็น” ภิกษุสันดานกา” ในการที่มีศิลปินพยายามอธิบายความคิดส่วนตนผ่านงานศิลปะว่าไม่ศรัทธาพระสงฆ์ แล้วเสนอผ่านสื่อต่างๆให้เป็นที่ยอมรับก็น่าจะเป็นวาทกรรมในความหมายนี้เช่นเดียวกัน แต่เป็นวาทกรรมแห่งผู้ไม่ศรัทธาที่พยายามชักชวนให้สาธารณชนคิดเหมือนตน ซึ่งในมุมมองนี้ถือว่าน่าจะเป็นบาปมากกว่าเป็นบุญ เนื่องจากว่าศิลปินเองมิได้ระบุเจาะจงว่าเป็นพระรูปใดรูปหนึ่ง ในฐานะชาวพุทธที่อยู่ขั้วตรงกันข้ามกับวาทกรรมนี้ ถือว่าเป็นภาพและถ้อยคำที่ดูถูก เหยียดหยามพระสงฆ์โดยส่วนรวม เพราะภาพและวาทะดังกล่าวมิสามารถแยกแยะว่าใครเป็นใครได้อย่างชัดเจน ทำให้ภาพพระสงฆ์ทั้งมวลต้องพลอยเศร้าหมองตามไปด้วย
    อีกประการหนึ่งในหลักทางสังคมวิทยา การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (non-participant observation) เป็นข้อมูลที่มีน้ำหนักน้อยกว่าการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participant observation) จะขอบอกได้เลยว่าฆราวาสที่ไม่ศรัทธาสงฆ์ส่วนใหญ่มักมองคณะสงฆ์จากข้อมูลฉาบฉวยภายนอก (outside-in) มากกว่าเจาะลึกปัญหาที่แท้จริงจากภายใน (inside-out) ในเมื่อข้อมูลไม่แน่นการสะท้อนปัญหาก็น่าจะไม่สมบูรณ์ไปด้วยกัน
    การตรวจสอบในสื่อมวลชนที่ผ่านมา สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเบี่ยงเบนของสงฆ์ได้หรือไม่ การประณาม ด่าทอ ที่เน้นความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งๆ ไม่เคยสัมฤทธิผลสักครั้ง เพราะเป็นสิ่งเหล่านี้เข้ากันไม่ได้กับหลายๆศาสตร์ เช่น พุทธธรรม จิตวิทยา สังคมวิทยา ฯลฯ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสงฆ์ ควรกระทำด้วยจิตเมตตา อย่ามองคณะสงฆ์แบบแยกส่วน สิ่งที่น่าจะทำ คือส่งเสริมการศึกษา ปฏิบัติที่ถูกต้อง และสัมมาอาชีวะแก่พระสงฆ์ โดยภาพรวม ถ้ารู้ว่าสิ่งใดไม่ถูกต้องก็ชี้แนะในแนวทางที่สร้างสรรค์ เพียงเขียนภาพด่า แม้ว่าจะสะใจบางกลุ่มในสังคมได้ แต่มันไม่สามารถทำให้พระสงฆ์ดีขึ้นได้ แม้ตัวศิลปินจะได้รางวัลทางศิลปะก็ตาม แต่เป็นศิลปะที่เปอะเปื้อนด้วยความขัดแย้งระหว่างพระกับฆราวาส แม้คุณจะได้ แล้วพระพุทธศาสนาเล่าได้อะไร
    จิรํ พุทฺธสาสนํ ติฏฐฺตุ ขอให้พระพุทธศาสนาตั้งอยู่ตลอดกาลนาน


    ( ทีนี้ลองอ่านมุมมองของนักวิชาการที่เห็นด้วยกับการเผยแพร่ภาพนี้นะครับ)


    ชลเทพ ปั้นบุญชู นักวิชาการอิสระด้านสังคม (ยุวโฆษกและกลุ่ม YPD)


    เกริ่นนำ ภาค ฆราวาส

    ผมเองได้ยินข่าวการถกเถียงเกี่ยวกับภาพเขียนชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในมหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 สาขาจิตรกรรม โดยอาจารย์อนุพงษ์ จันทร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม ภาควิชาวิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อดีตศิษย์เก่าก้นกุฏิมหาวิทยาลัยศิลปากร จนมีพระสงฆ์และกลุ่มนิสิตพระสงฆ์รั้วข้างๆวังท่าพระออกมาประท้วงและให้ระงับการแสดงอันเนื่องมาจากความไม่เหมาะสมและดูหมิ่นศาสนา ผมได้ไปอ่านข้อความที่ผู้เขียนภาพให้ความเห็นไว้ “ผมสร้างงานศิลปะขึ้นมาไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำลายศาสนา แต่ผมมองไปถึงปัญหาของสังคมในปัจจุบัน ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น ให้คนในสังคมได้ฉุกคิด ภาพของผมต้องการสื่อว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยศาสนาเป็นเครื่องหาผลประโยชน์ โดยชื่อ ของ ผลงานผมก็ไม่ได้ตั้งขึ้นเอง แต่เอามาจากพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ถึงภิกษุลามกรูปหนึ่ง ที่ไม่ควรค่าแก่การกราบไหว้”

    วิวาทะแห่งข้อขัดแย้ง :จากฆราวาสสู่สังฆาวาส

    ผมได้มีโอกาสชมรายการ ตัวจริงชัดเจน เมื่อคืนวันพุธที่ 3 ตุลาคม โดยมีพระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กับ ดร. ทวีวัฒน์ บุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศาสนาเปรียบเทียบ ม.มหิดล เป็นผู้ร่วมรายบการ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าจิตรกรมิอาจมาร่วมรายการได้เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งกับคณะสงฆ์ ก่อนอื่นผมต้องขออกตัวว่าสิ่งที่ผมจะวิพากษ์นี้มิได้มีเจตนาก้าวล่วงเบื้องสูงหรือลบหลู่ศาสนาแต่อย่างไร หากเป็นพลังบริสุทธิ์ที่อยากจะขอแสดงความคิดเห็นในมุมที่แตกต่าง ในมิติอื่นๆนอกเหนือจากในด้านความเหมาะสม? ในปริบทสังคมไทย

    ประการแรก หลวงพ่อท่านกล่าวถึงความไม่เหมาะสมระหว่างภาพกับปริบทสังคมไทย อ้างถึงความไร้จริยธรรมต่อสังคมที่นำเสนอภาพ หากคนที่ไม่มีวิจารณญาณอาจเข้าใจผิดโดยการเหมารวมพระสงฆ์ว่ามีพฤติการณ์เป็นอีกาได้ ที่สำคัญยังนำเรื่องที่ไม่ควรพุดมาพูดในที่สาธารณะ (เรื่องเน่าๆในวงการผ้าเหลืองนะครับ) ผมตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่หลวงพ่อท่านพูด เป็นการดึงเอา วาทกรรมความศักดิ์สิทธิ มากดทับความจริงให้เลือนหายไป เพียงเพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงที่ต้องปิดเงียบไว้(พูดไปเดี่ยวบาปหนัก) อย่างนี้แหละครับเรื่องจริงก็ไม่ควรพูด เลยพูดกันแต่เรื่องไม่จริง จนมันกลายเป็นเรื่องจริงโดยปริยาย จนผมแอบคิดไม่ได้ว่า เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมที่ขัดกับบรรทัดฐานทางสังคมมักจะเจ็บปวดเสมอ ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บปวด ยิ่งตอกย้ำยิ่งเสียใจ

    ประการที่สองผมคิดว่าหลวงพ่อท่านใจแคบที่จะเอาอคติทางวัฒนธรรมมาตัดสินภาพมากไปหน่อยโดยมิได้ดูสารัตถะของภาพ ทำให้มองเห็นแค่เปลือกของภาพโดยใช้บรรทัดฐานแบบสังคมจารีตประเพณี นิยม ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงสถาบันศาสนาเป็นสิ่งซึ่งแตะต้องมิได้ มิควรก้าวล่วง และวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งหมายถึงเรากำลังจาบจ้วง อำนาจ ของสถาบันเบื้องสูงจนผมนึกว่าตนเองอยู่ในประเทศไทยเมื่อสามร้อยปีที่ปกครองแบบเทวราชา มนุษย์เป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลีหนึ่งที่ต้องถูกชี้นำโดย ผู้นำทางสังคม(ทั้งผู้มีอำนาจและมีความศักดิ์สิทธิ) หากใครก้าวล่วงต้องนำไปตัดลิ้น สิ่งนี้แหละครับที่เรียกว่า ยอมรับโดยปราศจากเงื่อนไข ผมกลับมองในมุมที่แตกต่าง ผมคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก็จริง แต่ศาสนาเป็นสิ่งที่ยึดโยงสังคม รักษาบรรทัดฐานบางอย่างไว้ เพื่อควบคุมให้สังคม ดำรงไปในวิถีทาง แต่ศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคม และศาสนาก็มิได้แยกเดี่ยวพระสงฆ์ให้ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาเพียงกลุ่มเดียว หากยังต้องอาศัยศาสนิกชนอื่นสืบทอดด้วยอีกทาง ถึงแม้จะไม่ได้ปฏิบัติอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกับพระสงฆ์แต่ก็มีความเท่าเทียมที่จะธำรงรักษาศาสนาเช่นเดียวกับพระสงฆ์ ดังนั้นศาสนิกชนควรที่จะมีสิทธิที่จะแสดงออกได้อย่างมีเหตุมีผล เพื่อธำรงความบริสุทธิ์ ของหลักธรรม ศิลปะจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อน ความเป็นจริง มากกว่าจะสร้าง วาทกรรม อำพราง แบบบิดเบือน จนเกิดการลักลั่นระหว่าง พุทธศาสนา กับลัทธิพิธี ที่นำพุทธศาสนาไปใช้เพื่อทางอวิชชา เพราะผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือคนละสิ่ง หรือถ้าหากเป็นสิ่งเดียวกันผมคิดว่ามันคืออลัชชี ในพุทธศาสนามากกว่า การประกอบเนื้อหาและเจตนาภาพนี้ชัดเจน และสะท้อนสังคมได้อย่างลุ่มลึกแสดงถึงปัญญาญาณของศิลปิน ที่สามารถสร้างอารมณ์ในภาพได้อย่างยอดเยี่ยม และนำสัญลักษณ์มาสื่อเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจสังคม และนี่คือวิถีทางหนึ่งที่ปัจเจกชนผู้ศรัทธาต่อศาสนาจะแสดงออกถึงสิ่งที่ผิดแผกแปลกปลอมให้สังคมได้ประจักษ์ถึงความเป็นจริง ทำให้ผู้ชมชื่นชอบเพราะสามารถใช้ประสบการณ์ตีความ สังเคราะห์ วิเคราะห์และร่วมคิดไปกับภาพได้

    ประการสุดท้าย หลวงพ่อท่านเห็นว่า ภาพนี้แสดงถึงความวิปลาส ฟั่นเฟือนของผู้วาด และมองว่าผู้ให้รางวัลไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่สมควรที่จะได้เป็นศิลปินแห่งชาติ มองมหาวิทยาลัยที่จัดไม่สำนึกต่อส่วนรวม อันนี้ผมรับข้อกล่าวหาไม่ได้ ผมกลับคิดว่าภาพนี้ศึกษา ธรรม มองสภาวะ ของความจริง และถ่ายทอดในเชิงสัญลักษญ์ จนเป็นผลงสานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของประเทศไทย(อย่างประเมินค่ามิได้) หลวงพ่อท่านกล่าวอ้างว่า สิ่งที่ศิลปินวาดมิได้มีระบุไว้พระไตรปิฎก แต่ผมกลับมองในมุมต่าง ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละ คือแรงบันดาลใจที่ได้รับจากพระไตรปิฎกจนเข้าใจถึงแก่นทางปรัชญาพุทธ และเรียบเรียงจากมโนทัศน์ออกมาสู่ ภาพเขียนเชิงวิพากษ์

    ภาคสารัตถะ วิเคราะห์เนื้อหา และมุมองสังคมวิทยา

    ภาพนี้ในมุมมองของผมแล้ว ผมกลับชอบมันมากเลยผมเห็นถึงภูมิปัญญา วิธีคิด และความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่จะนำเสนอความเป็นจริงทางสังคมในเชิงประจักษ์ ก่อนอื่นผมเองก็เป็นศิษย์เก่าแห่งมหาวิทยาลัยดังกล่าวและเคยได้ร่ำเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะมาบ้าง อยากออกมาวิวาทะ ซึ่งอาจคิดต่างกับพระสงฆ์ และศ.คุณหญิงไขศรี รมว.วัฒนธรรม (อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร)

    เนื้อหาของภาพนี้นำเสนอความงมงายของพระสงฆ์ ที่มิได้มุ่งแสวงหาพระธรรม แต่กลับมุ่งแสวงหา วัตถุ เป็นสรณะ โดยการปลุกเสกเครื่องราง หมกมุ่นทางแห่งไสยศาสตร์ อันมิใช่ทางแห่งโลกุตรธรรม ลองไปมองซิครับว่าจริงๆแล้วสังคมพระเป็นอย่างนี้หรือไม่ ? ข่าวที่ลงอยู่ก็พอมีให้เห็นกรณีพระทำอัปรีย์ จัญไร มั่วโลกีย์ มุ่งการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เพื่อใช้วิถีแห่งความงมงายแก้ปัญหา มากกว่าที่จะใช้ปัญญาและหลักธรรม พระในปัจจุบันจึงไปยึดอาชีพใหม่ นั่นก็คือ เจ้าลัทธิพิธีทางไสยศาสตร์ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่มรรควิถีที่ ผู้สืบทอดพุทธศาสนาอย่างพระสงฆ์พึงจะทำ หรือนี่คือศาสนารูปแบบใหม่ (แต่ที่แน่ๆไม่ใช่พุทธแน่นอน) แต่ใช้ผ้าเหลืองแอบอ้างเป็นพระมาหากินมากกว่า

    ไม่ใช่ว่าภาพเขียนแบบนี้จะพึ่งปรากฏนะครับ ในยุโรปก็มีให้เห็นมากมาย ศิลปินอยู่คู่กับสังคม ภาพในยุคสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่ จึงมุ่งเน้นถึงการมองและสะท้อนสังคมของจิตรกร ซึ่งอาจจะแตกต่างกับอดีตอย่างยุค บิแซนทีน เรเนอซอง หรือ นีโอคลาสสิค จิตรกรสมัยใหม่อย่าง กูเบต์ ซึ่งผลงานสะท้อนความจริงของเขาทำให้มีชื่อเสียงในฝรั่งเศสว่าเป็นจิตรกรเพื่อสังคมอย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่ศึกษาปรัชญาการเมือง เป็นนักปราชญ์ที่เสนอมุมมองผ่านทางภาพเขียน ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นขุนนาง และผู้มีฐานันดรสูงกับ ชาวบ้านที่ต้องอดอยาก อยู่อย่างแร้นแค้นทำให้เราสามารถมองเห็นความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน จิตรกรจึงเป็นผู้นำทางความคิดของฝรั่งเศสจนนำมาสู่การปฏิวัติ ผมคิดว่าจิตรกรในยุคสมัยใหม่จะมีอัตลักษณ์ที่เน้นความเป็นปัจเจกและกล้าที่จะสะท้อนสังคมอย่างตรงไปตรงมาผ่านสุนทรียศาสตร์จนมีความงามโดยสมบูรณ์ทั้งองค์ประกอบและเนื้อหา

    แต่ภาพนี้อาจไปขัดระบอบทางสังคมแบบจารีตประเพณีนิยมในสังคมไทย ที่เห็นสมณะเป็นผู้มีฐานันดรสูงที่มิอาจก้าวล่วงได้ เพราะ “ศักดิ์สิทธิ์” “สูงส่ง” จนห้ามแตะต้อง จิตรกรที่แสดงนาฏลักษณ์แบบกระจกเงาสะท้อนอัตลักษณ์ จึงถูกแบนอย่างไร้ซึ่งเหตุและผล การที่ให้คนนอกเป็นผู้สะท้อนความเป็นตัวตน ทำให้คนในอย่างพระสงฆ์ถึงกับอึ้งจนแทบพูดอะไรไม่ออก ภาพลักษณ์ที่เคยถูกมองไม่ดีจึงบ่นปี้ไปกันใหญ่ บาปบุญจึงเป็นอำนาจเพื่อควบคุมให้ข้อเท็จจริงถูกผลิตขึ้นชอบธรรมขึ้นมา วาทกรรมที่อำพราง จึงถูกกระบวนการทำให้เปลี่ยนรูป บิดเบือน เลือกสรร ที่จะนำเสนอ ของผู้มีอำนาจ ที่อยากจะลดทอด รูปส่วน ให้เป็นไปในทางที่ต้องการ ความเป็นจริงในสังคมจึงมิได้สะท้อนออกมาอย่างเปิดเผย แต่กลับแปรรูปให้บิดเบือนจากความเป็นจริง จนเสมือนหนึ่งว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง อันนี้แหละครับ มายาคติของจริง

    มายาคติของพระสงฆ์ที่มีภาพลักษณ์นักบวชผู้ใจบุญ ผู้แสวงหาทางธรรมเพื่อบรรลุสู่ความเป็น นิพาน จึงไม่อยากจะสูญเสีย หรือลดความน่าเลื่อมใสลง เพียงเพราะความเป็นจริงบางส่วนที่ถูกนำเสนอมีผลกระทบต่อสถานะภาพและบทบาทที่เป็นอยู่ ภาพลวงตา จึงเกิดขึ้นและถูกผลิตซ้ำจนเป็น วาทกรรมอำพราง ไปโดยปริยาย ภาพเขียนที่สะท้อนความเป็นจริงทางสังคมจึงถูกกีดกันเพราะเห็นว่าเป็นเพียงความไม่เหมาะสม

    จึงทำให้ผมไม่แปลกใจว่าทำไมผู้ที่ออกมาต่อต้านเป็นพระ สงสัยคงเพราะยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ ? หรือ ไม่อยากยอมรับ?เลยไม่อยากให้เผยแพร่ ผมคิดว่าเมื่อภาพนี้ได้บังเกิดขึ้นแล้วจะทำให้พระสงฆ์(ทั้งแท้และเทียม) ได้ตระหนักถึงการรื้อถอนโครงสร้างกันใหม่ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ผมว่ามันก็เสื่อมทรามพอแรงอยู่แล้ว พระลุ่มหลงในรูปวัตถุ(มากกว่าสภาวธรรม) พระในคราบนักอวิชชาธุรกิจพุทธพานิชย์(โดยใช้บทบาทสถานะภาพมาเป็นเกราะกำบัง) จนกลายเป็นเรื่องสีเทาของกลุ่มวงการผ้าเหลือง

    ผมในฐานะฆราวาสทำจึงมิอยากให้เรายึดติดกับภาพลักษณ์ที่ใช้มายาคติมอง แต่ลองมองให้เห็นถึง สัจจะ หรือความจริงที่เกิดขึ้นนั่นเอง

    คำอวยพร :- *งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติ ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ของงานเขียนนี้ เป็นของผู้เขียน ซึ่งได้ให้เกียรติ วิชาการ.คอม ในการนำเผยแพร่ เรามีความยินดี หากท่านจะนำบทความนี้ เผยแพร่สู่คนวงกว้างขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา และไม่มีผลในเชิงธุรกิจ กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างถึงชื่อผู้เขียน และ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้ง ที่มีการทำซ้ำงานเขียนนี้ ห้ามนำงานเขียนนี้ หรือส่วนหนึ่งส่วนใด ทำการเผยแพร่ต่อ ในสื่อที่ดำเนินการเพื่อธุรกิจทุกรูปแบบ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้เขียน ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยร่วมกันสร้าง สังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งปัญญา

    นำมาจาก http://www.budpage.com
    http://www.budpage.com/forum/view.php?id=1838

  3. #3
    Jedi Global Moderator
    Join Date
    Aug 2007
    Location
    Bangkok
    Posts
    136


    ขอยกบทธรรมบรรยาย ที่พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปัญฺญาวโร วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ได้แสดงไว้ในการสนทนาธรรมออนไลน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาให้อ่านกันนะคะ
    หรือสามารถเข้าไปอ่านการสนทนาเพิ่มเติมได้ที่ dhammatree.bloggang.com

    พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร say:
    หลังจากที่แต่ละคน แต่ละท่านได้ให้ความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องภาพ "ภิกษุสันดานกา" ซึ่งผู้เขียนภาพ ได้อ้างอิงถึงที่มาในพระไตรปิฎก อาตมาก็เลยอยากจะขอยกพระพุทธวจนะที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ ซึ่งมาในอังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ดังนี้คือ
    กากสูตร (ว่าด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ)
    [๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักขจัด ๑ คะนอง ๑ ทะเยอทะยาน ๑ กินจุ ๑ หยาบช้า ๑ ไม่มีกรุณา ๑ ไม่แข็งแรง ๑ มักร้อง ๑ เผลอสติ ๑ สั่งสม ๑
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการนี้แล
    ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ลามกก็ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ ฉันนั้น เหมือนกันแล ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ขจัด ๑ คึกคนอง ๑ ทะเยอทะยาน ๑ กินจุ ๑ หยาบช้า ๑ ไม่มีกรุณา ๑ ไม่แข็งแรง ๑ มักร้อง ๑ เผลอสติ ๑ สั่งสม ๑
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการนี้แล ฯ
    ในพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าตรัสไว้เท่านี้เอง ในส่วนอรรถกถา ก็ไม่ได้มีข้อความอะไรอธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับพระสูตรนี้นัก มีเพียงคำอธิบายพระบาลี ดังนี้คือ
    บทว่า ธ?สี ได้แก่ ผู้กำจัดคุณ ไม่เอื้อถึงคุณของใครๆ แม้เขาเอามือจับก็กำจัดเสีย ยังถ่ายอุจจาระรดบนศีรษะ.
    บทว่า ปคพฺโภ ได้แก่ ประกอบด้วยความคะนอง ไร้ยางอาย.
    ตัณหาความอยาก ท่านเรียกว่า ตินติณะ ในบทว่า ตินฺติโณ ประกอบด้วยความอยากนั้น หรือมากด้วยความน่ารังเกียจ.
    บทว่า ลุทฺโท แปลว่า หยาบช้า.
    บทว่า อการุณิโก แปลว่า ไร้กรุณา.
    บทว่า ทุพฺพโล ได้แก่ ไม่มีกำลังแรงน้อย.
    บทว่า โอรวิตา ได้แก่ บินไปร้องไป.
    บทว่า เนจยิโก ได้แก่ ทำการสะสม.

    อาตมาได้เคยอ่านคำให้สัมภาษณ์ของผู้เขียน ซึ่งเขาพูดคล้ายกับว่า พระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้มากมายในเรื่องนี้ หรือพระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงความรุนแรงของภิกษุผู้ประพฤิติไม่ดีไว้มากมาย การแสดงภาพนี้ยังน้อยเกินไป แต่อย่างที่ได้ยกขึ้นมาให้เห็นนั่นล่ะว่า ข้อความในพระไตรปิฎกมีเท่านี้
    ฉะนั้น การที่ผู้เขียนภาพยกเอาพระพุทธวจนะมาอ้างอิง เพื่อต้องการสื่อความหมายของพุทธวจนะนั้น จึงเป็นลักษณะของการจินตภาพไว้เกินจริง ซึ่งอาจใช้เป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อต้องการสื่ออะไรบางอย่างแก่สังคม
    เช่น ภาพพระภิกษุดังกล่าว การตั้งชื่อภาพว่า "ภิกษุสันดานกา" ก็ตาม การแสดงท่าทางของพระภิกษุในรูป ลายสักที่ไม่เหมาะสมบนตัวภิกษุก็ตาม เหล่านี้ล้วนต้องการสื่อถึงพระภิกษุในภาพว่าเป็นพระภิกษุที่ไม่ดี ว่ามีลักษณะน่ารังเกียจ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกบางอย่างที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็น
    ดังรายละเอียดของภาพจากบทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้ คือ
    "...ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวไม่เหมาะสมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ทั้ง 2 รูป เอาหัวชนกัน หลับตา มีปากแหลมเหมือนปากของอีกา แสดงกิริยาแย่งด้ายสายสิญจน์และตะกรุดในบาตร สักยันต์รูปกบอยู่ในท่าผสมพันธุ์ ส่วนร่างกายของพระด้านขวา มีภาพตุ๊กแกอยู่ในท่ากำลังผสมพันธุ์ด้วย ในย่ามพระมีลูกกรอกแสดงถึงความเป็นเพศชายและเพศหญิง โดยผู้หญิงกำลังทำท่าผสมพันธุ์อยู่
    ซึ่งคณะสงฆ์ได้ศึกษาพระไตรปิฎกเกี่ยวกับภิกษุสันดานกา ไม่ได้กล่าวถึงการมีเพศสัมพันธ์ขนาดนี้ พิจารณาแล้วเห็นว่า มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง เป็นการดูหมิ่นและเหยียดหยามพระสงฆ์ไทยโดยภาพรวม สื่อให้เห็นว่า พระสงฆ์มีพฤติกรรมเป็นเหมือนในภาพ สอนสังคมเกิดความลุ่มหลงต่อไสยศาสตร์แบบหลับหูหลับตาโดยไม่ใช้ปัญญา เป็นภาพไม่สร้างสรรค์ ..."

    พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร say:
    การสื่อภาษาด้วยภาพสัญลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ให้จินตนาการต่างๆ ต่อผู้พบเห็น หรือผู้รับสารอย่างปฏิเสธไม่ได้ต่อผลที่เกิดขึ้นทางด้านจิตใจของผู้อ่านหรือของผู้ชมภาพนั้น ซึ่งหากเราพิจารณาด้านจิตใจของผู้ที่ต้องรับสาร ที่ผู้เขียนกำลังสื่อออกมา เช่น เรา ในฐานะผู้รับสารนั้น เราเกิดความรู้สึกอย่างไรขึ้นต่อการเห็นภาพนี้ ในที่นี้อาตมากำลังตั้งคำถาม เพื่อต้องการให้เราพิจารณาลงไปที่จิตใจของตัวเราเอง ว่าเมื่อเราได้เห็นภาพนี้แล้ว เราเกิดความรู้สึกเช่นใด? เช่น เรารู้สึกเคารพพระรัตนตรัยยิ่งขึ้น เราเกิดศรัทธาในพระศาสนายิ่งขึ้น เราเกิดความรู้สึกยกย่องต่อการประพฤติปฏิบัติดี เราเกิดความวิริยะอุตสาหะในการกระทำความเพียร

    หรือเราเกิดความรู้สึกอย่างไร หรือเมื่อเราได้เห็นภาพนี้แล้ว เรากลับรู้สึกเศร้าหมองต่อสิ่งที่เห็น เรารู้สึกตำหนิภิกษุที่ปรากฏอยู่ในภาพ เรารู้สึกเกลียดชัง หมดศรัทธาในพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย หรือเรารู้สึกหวั่นไหวไปบ้างหรือไม่ ต่อศรัทธาที่เรามีต่อพระรัตนตรัย อาตมาอยากให้เราลองถามตนเองสักนิด ทันทีที่เราเห็นภาพนั้นแล้ว เราเกิดกุศลจิตหรือเป็นเหตุกระตุ้นให้เกิดอกุศลจิตขึ้นในจิตใจกันแน่

    ความเป็นจริงแล้ว การสื่อสิ่งต่างๆ หรือการป้อนข้อมูลให้แก่สังคมและบุคคลอื่นนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก
    เช่นว่า ถ้าเรามีเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขามักยกเอาเรื่องเลวร้ายของคนนั้นคนนี้มาพูดให้เราฟังเสมอๆ เราจะรู้สึกอย่างไร คำพูดนั้นจะกระตุ้นความรู้สึกในส่วนที่ดีของเราให้ออกมาได้หรือไม่ หรือจะกระตุ้นในส่วนที่ไม่ดีภายในจิตใจของเราให้ออกมา

    การเกิดความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีเกิดขึ้น ส่งเสริมให้เกิดกุศลหรืออกุศล สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราควรพิจารณา

    ในลักษณะตรงข้าม ถ้าเรามีเพื่อนบ้านที่ดีคนหนึ่ง เขามักนำเอาเรื่องคนที่ทำความดี ขยันขันแข็ง รักครอบครัว มีใจบุญสุนทาน มาเล่าให้เราฟังเสมอๆ เราจะรู้สึกอย่างไร แน่นอนว่าสิ่งที่ดีงามที่เราได้รับสัมผัสอยู่นั้น ย่อมกระตุ้นเตือนความรุ้สึกที่ดีงามที่มีอยู่ในใจเราให้ออกมา เป็นเหตุให้เราปรารถนาที่จะประพฤติปฏิบัติดีตามบุคคลนั้นไปด้วย
    ฉะนั้น ความมีกัลยาณมิตรที่จะสื่อในสิ่งทีดีมีประโยชน์ ย่อมนำพาจิตใจของเราให้เกิดความสุข ความเบิกบานผ่องใส และความสงบประณีตในจิตใจขึ้นได้ เพราะอารมณ์ที่ดี (อิฏฐารมณ์) ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกที่ดีงาม เป็นปกติเช่นนั้นเสมอๆ ในบุคคลทั่วไป
    ตอนนี้บางคน บางท่านอาจให้ความเห็นว่า ความจริงแล้ว ภาพดังกล่าวนั้น ก็เป็นการสะท้อนภาพของสังคมที่กำลังเป็นอยู่จริง หรือมีอยู่จริงนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทำไมเราไม่ให้โอกาสเขาแสดงออกอย่างเต็มที่ อย่างเป็นอิสระ อย่างที่เขาต้องการสื่อ เพื่อบอกอะไรแก่สังคมบ้างเล่า ความจริงมันก็คือความจริง มันมีอยู่จริง ถึงแม้เราจะปิดไม่ยอมสื่อมันออกมา แต่มันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคม ถ้าสื่อออกมาเพื่อช่วยกันแก้ไข ให้คนตระหนัก มันจะไม่ดีกว่าหรือครับ
    ในกรณีนี้ อาตมาอยากจะยกตัวอย่างสักเล็กน้อย เช่น ถ้ามีศีลปินคนหนึ่ง เขามีความคิดว่า เขาอยากจะสะท้อนภาพสังคมออกมาให้ชัดเจน แม้จะเป็นเรื่องร้ายๆ ก็ตาม เพื่อสื่อให้เห็นถึงความเลวร้ายของสภาพสังคมที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดการแก้ไข
    ศิลปินผู้นี้ เขาก็เลยเขียนภาพ ขออภัยนะ ! ตั้งชื่อว่า “พ่อสันดานหมา” หรือภาพ "พ่อวายร้ายข่มขืนลูกสาวในไส้" แล้วศิลปินนั้นก็บรรจงวาดภาพอย่างวิจิตรพิสดาร เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเลวร้ายของพ่อที่กำลังกระทำต่อลูกสาวของตนเอง เช่นนี้แล้ว เราจะรู้สึกต่อภาพนี้อย่างไร ภาพนี้ดีหรือไม่ดี เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ หรือเราจะบอกว่า "มันก็เป็นความจริงนี่นะ ทำไมจะเขียนไม่ได้" อย่างนั้นหรือ
    หรือมีอีกคนหนึ่ง เขียนภาพชื่อว่า “ครูเฒ่าหัวงู” หรือภาพ “ครูชั่วปลุกปล้ำศิษย์สาวของตน” เช่นนี้ แล้วเขาก็บรรจงเขียนภาพครูอาจารย์ที่กำลังปลุกปล้ำ กระทำมิดีมิร้ายต่อนักเรียนของตน อย่างนี้ เมื่อเราเห็นภาพนั้นแล้ว เราจะรู้สึกอย่างไร สะใจหรือ ! เราอาจพูดว่า “อ้าว ก็มันเป็นความจริงนี่นา ทำไมจะเขียนไม่ได้ล่ะ” อย่างนี้หรือเปล่า
    หรือมีอีกคนหนึ่ง เขียนภาพชื่อว่า “ข้าราชการสันดานหมู” หรือภาพ “ข้าราชการนั่งเสวยสุขบนภาษีอากรของประชาชน” แล้วเขาก็บรรจงเขียนภาพนั้น สะท้อนภาพของสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ข้าราชการมีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบประชาชน แล้วนำออกมาแสดง โดยแสดงชื่อภาพรวมๆ ไปว่า "ข้าราชการชั่ว..." แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร เราจะยังคงพูดว่า "อ้าว มันก็เป็นเรื่องจริง... ทำไมจะเขียนไม่ได้” อีกเช่นกัน อย่างนั้นหรือ
    หรือมีอีกคนหนึ่ง เขียนภาพชื่อว่า “ตำรวจดาวไถ” หรือภาพ “ตำรวจชั่ว กดขี่ประชาชน" แล้วเขาก็บรรจงเขียนภาพออกมาอย่างวิจิตรพิสดาร ให้เห็นถึงความเลวร้ายของสถาบันตำรวจ ว่ามีตำรวจเลวๆ อย่างนี้จริงๆ หรือมีอยู่มากในสังคม แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร เราจะรู้สึกต่อสถาบันนั้นๆ อย่างไร ดีหรือไม่ดี ส่งเสริมกุศลหรืออกุศล ดีหรือไม่ที่สื่อความจริงที่มีอยู่ในสังคมให้เกิดการแก้ไขในรูปแบบอย่างนี้ หรือเราจะกล่าวเช่นเดิมว่า "มันก็เป็นความจริง...ทำไมจะเขียนไม่ได้ล่ะ"

    พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร say:
    จากตัวอย่างที่ได้ยกมาพอให้เห็นภาพ เราจะเห็นได้ว่า ศิลปินสามารถสื่อความรู้สึกที่มีต่อสังคมได้ทั้งในแง่ที่ดีและไม่ดี แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความจริงที่มีปรากฏอยู่ก็ตาม แต่ทว่า ! เราเคยคิดกันหรือไม่ว่า เรากำลังชี้นำสังคม ชี้นำประชาชนให้มองภาพความเสื่อมทรุดของสังคม ให้มองความเสื่อมทรามของสถาบันต่างๆ ที่มีในสังคม ด้วยวิธีการประจานต่อสาธารณชนให้รับรู้ จริงอยู่ แน่นอนว่า เป็นจริง มีจริงอยู่ในสังคมนี้อย่างแน่นอน แต่เราควรสื่อความจริงนั้นออกมาเพื่อชี้นำสังคมในลักษณะเช่นว่านี้หรือไม่

    สมาชิกออนไลน์ say:
    ( ผมคิดว่าถ้าคนเรามีศรัทธามั่นคง เชื่อในความดี เชื่อในความถูกต้อง เชื่อในสถาบันที่เราศรัทธา ต่อให้มีสิ่งใดมากระทำให้เราคิดต่างออกไป ก็ยากที่จะให้เราเปลี่ยนความเชื่อได้นะครับ ถ้าสิ่งที่เราเชื่อคือสิ่งที่ดีจริง )
    พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร say:
    ที่คุณพูดก็จริงอยู่ แต่ทว่า ! คนที่จะมีปัญญา มีศรัทธาที่มั่นคงเช่นว่านั้น จะมีสักเท่าไรกัน คนส่วนมากในสังคมเช่นในปัจจุบัน คุณก็จะเห็นได้จากการที่คนลุ่มหลงอยู่ในลัทธิวัตถุนิยม บริโภคนิยม นี่มิใช่เพราะอิทธิพลของสื่อด้วยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างนั้นหรือ คนส่วนใหญ่ต้องการการชี้นำ และคล้อยตามสื่อที่ตนเสพได้ง่าย ฉะนั้น การสื่อในสิ่งที่จะให้ประโยชน์แก่สังคมจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก

    เราลองคิดถึงสภาพความเป็นจริงถึงสถาบันอันเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ เชิดชูบูชาในคุณความดีต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า ก็ย่อมมีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เป็นไปไม่ได้ที่ทุกสังคม หรือในสถาบันใดจะมีแต่คนที่ดี แต่ทว่า ! ในส่วนน้อยที่ประพฤติไม่ดีนั้น ก็ยังมีส่วนใหญ่ที่ประพฤติปฏิบัติดีงาม แต่ทำไมเราจึงจ้องจะเพ่งโทษซึ่งกันและกัน ชี้นำประชาชนให้มองภาพสถาบันนั้นๆ เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการ หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์ หรือประเทศใดประเทศหนึ่งในทางร้าย เราต้องการที่จะสื่อเพื่อให้ประชาชนผู้รับสาร ซึ่งอาจขาดวิจารณญาณในการพิจารณาโดยรอบคอบเห็นดีเห็นงามไปกับเราด้วย ว่าสถาบันนั้นๆ เลวทราม หรือมีส่วนเสียเช่นนี้ๆ อย่างนั้นหรือ
    ดังเช่นทีวีหรือหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า การขายข่าวสารต่างๆ ก็ล้วนแต่ชักนำสังคมไปสู่ความเลวร้าย ให้เห็นสังคมในด้านร้ายๆ เช่นกัน
    คนทำความดีมีมากแต่ก็ไม่ได้นำมาลงข่าว คนทำผิดพลาดเสียหายแม้เล็กน้อยก็นำมาประจานกันเป็นเรื่องใหญ่โต เรื่องที่ไม่ควรลง เช่น รูปผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อย ภาพลามกอนาจาร การกินอยู่อย่างหรูหราฟุ่ยเฟือย คนรวยเพราะถูกหวย หรือเรื่องเหลวไหลงมงาย อาทิ เครื่องรางของขลัง คนขูดต้นไม้หาเลข เหล่านี้ก็ล้วนแต่นำมาลง
    เราท่านแต่ละคนจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อสังคมนี้บ้างล่ะ เราส่งเสริมกันในเรื่องที่ดี หรือเราส่งเสริมกันในด้านใด
    พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร say:
    การชี้นำสังคมเป็นสิ่งที่สำคัญ การยกย่องความดีเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรามุ่งแต่จะติเตียนกันและกัน โดยมิได้ตระหนักถึงหน้าที่ของแต่ละคนที่จะช่วยผยุง ประคับประคองสังคมให้เป็นไปในทางที่ดี มีแต่สาแก่ใจ ที่ได้เห็นการว่ากล่าวติเตียนกันและกันเช่นนี้ โดยมองเห็นว่าตนเป็นคนนอก อย่างนี้ เราก็จะไม่คิดแก้ไขปัญหานั้น หรือช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์นั้นเลย

    ในฐานะที่เรา(ส่วนใหญ่) ก็เป็นพุทธศาสนิกชน แล้วเรายังคงเมินเฉยต่อการตำหนิติเตียนสถาบัน ดังเช่น สถาบันพระพุทธศาสนา สถาบันพระสงฆ์ โดยมองว่าถูกแล้ว ชอบแล้ว ที่จะออกมาตำหนิ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันให้หนัก แต่เราเองก็ไม่ได้ตระหนักที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้อง ดูแล คุ้มครองพระพุทธศาสนาในยามเกิดปัญหาวิกฤติขึ้น อย่างนี้แล้ว จะเรียกตัวเราว่า ยังคงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีเช่นนั้นหรือ

    ดังเช่น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนที่จะปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงวางพระหฤทัยที่จะฝากพระศาสนาไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้ช่วยกันประคับประคอง ดูแลพระศาสนาให้ดำรงไว้ด้วยดี เพื่ออนุเคราะห์ต่อโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน
    ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราแต่ละคน ที่จะช่วยกันดูแล ปกป้องพระพุทธศาสนา ซึ่งหมายถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยิ่งด้วยชีวิตของเรา เกินกว่าที่เราจะมัวแต่มาเหยียบย่ำซ้ำเติม

    เมื่อพระศาสนาเสื่อมทรุดลง ก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่สังคมในอุดมคติดังเช่น สังคมสงฆ์ ก็ยังคงเสื่อมทรุดลงเช่นนี้ สังคมของเราจะเป็นอย่างไร เพราะแม้แต่แกนกลางซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งคุณงามความดีทั้งหลาย ยังต้องเผชิญต่อการถูกทำลาย ด้วยกลุ่มคนบางกลุ่มที่แอบแฝงเข้ามาในพระศาสนา มิได้มีการฝึกฝนพัฒนาตน แต่เพียงต้องการให้ได้มาซึ่งลาภสักการะ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า สังคมของเรากำลังขาดที่พึ่ง สังคมกำลังดำเนินไปในทางที่ผิด

    เราพึงเข้าใจว่า สถาบันสงฆ์ หรือพระภิกษุนั้น ก็คือ ลูกชาวบ้านอย่างเราๆ นี่เอง ชาวบ้านอย่างเราๆ ที่เข้ามาอาศัยพระพุทธศาสนา เข้ามาบวชเรียนในพระธรรมวินัย มิได้หมายความว่า เขาเหล่านั้นที่บวชเข้ามาจะเป็นเจ้าของศาสนา แต่โดยแท้แล้ว เราทั้งหลายนี่ล่ะเป็นเจ้าของพระศาสนาที่แท้จริง คือ พุทธบริษัท ๔ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงฝากพระศาสนาไว้กับเราทุกคน มิใช่ว่า พระภิกษุเป็นผู้รักษาหรือมีหน้าที่ดูแลปกป้องพระพุทธศาสนา เพราะโดยแท้แล้ว บุคคลใดก็ตามที่ยังมีการฝึกหัดพัฒนาอย่างไม่เพียงพอ แม้จะเป็นพระภิกษุก็ตาม ต่างก็ยังเป็นปุถุชน ดังเช่น เราท่านทั้งหลาย เช่นกัน
    ฉะนั้น เราจะหวังฝากพระพุทธศาสนาไว้ที่ใครกัน ไม่ใช่ที่ตัวเราหรือ แต่ละท่าน แต่ละคน ที่เป็นเจ้าของพระศาสนาที่แท้จริง

    พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร say:
    เราควรคิดกันเสียใหม่ว่า ถ้าสถาบันสงฆ์ที่ปัจจุบันมีความเสื่อมทรุดเช่นนี้จริง ดังที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรุนแรง หรือต้องการสื่อให้เห็นภาพแห่งความเลวร้ายของสถาบันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เราต่างหากกลับต้องมีหน้าที่ๆ จะต้องชี้แจง ให้เขาเหล่านั้นได้เห็นความเป็นจริงที่ว่า
    ในทุกสังคมก็ย่อมต้องมีทั้งคนที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป แต่การที่จะสื่อภาพลักษณ์ให้เกิดความประทับใจ ติดตาตรึงใจ ทำไมเราไม่สื่อหรือส่งเสริมกันในด้านที่ดี เพื่อนำพาสังคมและประชาชนไปในแนวทางที่ดีเล่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่จะพึงกระทำ

    ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าพุทธบริษัทยังไม่สามารถแสดงพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง กล่าวปราบปรับปวาท ผู้กล่าวล่วงเกินต่อพระพุทธศาสนาได้ พระพุทธเจ้าก็จะยังทรงไม่ปรินิพพานเพียงนั้น
    แต่เพราะพระองค์ทรงเห็นแล้วว่า พุทธบริษัททั้ง ๔ มีความสมัครสมานสามัคคีอย่างเพียงพอ มีความรักในพระศาสนา มีการศึกษาและปฏิบัติจนสมควรแก่ธรรมแล้วนั่นล่ะ จนถึงสามารถแสดงธรรมอันวิจิตร สามารถข่มขี่ตอบโต้ต่อผู้กล่าวร้ายต่อพระศาสนาได้นั่นล่ะ พระพุทธองค์จึงวางพระหฤทัยที่จะดับขันธปรินิพพาน

    แล้วเราดูในปัจจุบันซิว่า พุทธบริษัท ออกมาวิพากษ์สังคมสงฆ์อย่างไร เราเห็นดีเห็นงามเมื่อมีผู้กล่าวร้าย ตำหนิติเตียนพระรัตนตรัยอย่างไร นักวิชาการทางศาสนา นักวิพากษ์สังคม บางท่านก็กล่าวว่า "จะเป็นอะไรไป เขียนได้ ก็มันเรื่องจริง ทำไมจะพูดไม่ได้" "ใจแคบเกินไปหรือเปล่า" "พวกไม่รู้จักศิลปะ" อย่างนี้เป็นต้น

    บางครั้ง เรากำลังมองข้ามหน้าที่ของตนที่มีต่อพระศาสนา อันเป็นที่นำมาแห่งความรัก และความสงบร่วมกันในสังคม เรามักสะใจ สาแก่ใจ หรือบางท่านก็ชื่นชม ว่าเขาเขียนได้ดี ชัดเจนดี ตรงไปตรงมาดี รุนแรงดี อย่างนี้เป็นต้น

    นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ คล้ายกับเรารู้สึกว่า เราเป็นคนนอก นอกพระศาสนา พระศาสนาไม่ใช่เรื่องของเรา สถาบันสงฆ์เป็นองค์กรหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรา เป็นต่างหากจากเรา เราไม่มีส่วนช่วยกันดูแล ประคับประคอง ส่งเสริมให้พระภิกษุ ซึ่งโดยมากก็ลูกชาวบ้านนี่เองที่เข้ามาบวชเรียน แต่อาจมีการศึกษาพระธรรมวินัยไม่เพียงพอ เราเองในฐานะเจ้าของพระศาสนา เราควรช่วยกันผลักดัน ส่งเสริมให้พระภิกษุท่านได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ และอย่างถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยมิใช่หรือ

    และหากพบเห็นพระภิกษุรูปใดประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม เราต่างหากที่ควรเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา ถ้าพระภิกษุบางพวกเหล่านั้น ประพฤติไม่ดีจริงๆ นั่นก็หมายถึง โดยแท้ ท่านเหล่านั้นก็ยังมิใช่พระสงฆ์ที่แท้อยู่นั่นเอง เราต่างหากที่ต้องนำท่านเหล่านั้นออกมาจากพระศาสนา ไม่ให้พระศาสนาต้องบอบช้ำเพราะลูกชาวบ้านอย่างเราๆ ที่ไม่ได้ขวนขวายศึกษาพระธรรมวินัย หรือได้รับการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างถูกต้อง

    มิใช่ว่า จะมายินดีอยู่ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ พอใจตำหนิติเตียนสถาบันอยู่เช่นนี้ แล้วสังคมจะได้อะไรขึ้นมา ! เมื่อเราสนับสนุนการชี้นำสังคมไปในลักษณะอย่างนี้ ดังกับว่า เราไม่ใช่พุทธบริษัทอย่างไรล่ะ

    พระอาจารย์ปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร say:
    อาตมาขอย้อนกลับมากล่าวถึงเรื่องของภาพ "ภิกษุสันดานกา" สักเล็กน้อย เราเคยคิดหรือไม่ว่า บางครั้งความหวังดีแม้แต่ของผู้เขียนภาพ แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียติดตามมามากมาย ทั้งต่อตนเอง ต่อพระศาสนา หรือแม้แต่ผู้เสพสื่อนี้ก็ตาม ล้วนแต่เป็นที่ตั้งให้เกิดอกุศลจิต ให้คิดถึงบุคคล สังคม สถาบัน ในด้านที่ไม่ดี

    เราลองคิดเสียใหม่ว่า ถ้าผู้เขียนมีความปรารถนาดีจริงต่อพระศาสนา แล้วต้องการสื่อให้เห็นถึงปัญหาที่มีในสังคม ทำไมผู้เขียนจึงไม่แสดงภาพทั้ง สองด้านของความจริง เช่นว่า มีภาพๆ หนึ่ง อาจแสดงถึงภาพพระภิกษุที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบกำลังประกอบศาสนกิจ แล้วในขณะเดียวกัน ก็อาจมีภาพภิกษุอีกหมู่หนึ่งกำลังเป็นดังเช่นภิกษุสันดานกา ซึ่งกำลังทอดเงาบดบังพระภิกษุผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบผู้นั้นอยู่
    อย่างนี้สิ ย่อมสื่อให้เห็นได้ถึงสภาพความเป็นจริง ว่าพระศาสนานี้กำลังมีปัญหาเกิดขึ้น คือ มีผู้ไม่หวังดีกลุ่มหนึ่งกำลังมีอำนาจหรือแสดงสิ่งที่ผิดต่อสาธารณชน แล้วบดบังความบริสุทธิ์แห่งพระศาสนา ได้แก่ สังคมแห่งพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย เช่นนี้ ย่อมเป็นการแสดงภาพแห่งทัศนคติที่ถูกต้องตรงไปตรงมา มิใช่ว่า จะมุ่งแต่วิจารณ์ มุ่งแต่การทำลาย ที่ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรให้เกิดขึ้นได้เลย
    หรือถ้าว่าให้ชัดเจน เรากล่าวอย่างนี้ได้ไหมว่า ทำไมท่านผู้เขียนไม่ตั้งเจตนาในการส่งเสริมสถาบันพระศาสนาให้มั่นคงยิ่งขึ้น หรือส่งเสริมให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ซาบซึ้ง และเห็นภาพความงดงามของสังคมในอุดมคติ มากกว่าการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันใดๆ ก็ตาม เช่น ภาพพระภิกษุผู้พร่ำสอนประชาชนให้ตั้งอยู่ในความดี ภาพพระมหากษัตริย์ผู้ทรงรักใคร่ประชาชน ภาพประชาชนที่มีความสมัครสมานสามัคคีกันในการดูแลชุมชุน ภาพครูอาจารย์ที่พร่ำสอนศิษย์ให้เป็นคนดี อย่างนี้จะดีกว่าไหม?

    ถ้าเรายินดีในการจ้องมองจุดบอด เพ่งโทษ ตำหนิติเตียนกันเช่นนี้ แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเป็นสถาบันใดก็ตาม ก็ย่อมได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจ โดยเฉพาะผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ก็ย่อมต้องพลอยมัวหมองไปด้วย ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างที่ได้กล่าวว่า แม้ผู้เขียนอาจมีเจตนาที่ดีก็ตาม
    อาตมาก็เลยอยากจะให้คิดดูเล่นๆ ว่า ถ้ามีภาพ "พ่อผู้ข่มขืนลูกสาวในไส้" ออกมาจริงๆ ต่อไปสถาบันบิดาจะถูกมองอย่างไร ลูกสาวจะต้องระแวงภัยว่าพ่อของตนจะข่มขืนหรือไม่ เช่นนั้นหรือ
    หรืออย่างเช่นภาพ "ภิกษุสันดานกา" นี้ เมื่อพระภิกษุออกบิณฑบาตรับอาหารจากชาวบ้าน แล้ววัยรุ่นคะนองกลุ่มนี้ กล่าวว่า “นี่พวกภิกษุสันดานกาหรือเปล่านี่” เราจะคิดอย่างไร
    ตัวอย่างทั้งสองที่ยกมา ทั้งพ่อ ผู้กำลังถูกสังคมจ้องมอง ทั้งพระภิกษุ ที่กำลังถูกสังคมจ้องมอง ก็เช่นเดียวกัน ย่อมเกิดความเสียหายต่อสถาบันนั้นๆ อย่างเลี่ยงเสียไม่ได้ ทั้งที่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจเป็นเช่นนั้น

    ฉะนั้น ในโอกาสที่เราได้มีโอกาสร่วมสนทนากัน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราทั้งหลายจะเห็นความสำคัญแห่งหน้าที่ของแต่ละคน ที่จะพึงมีต่อพระศาสนา ต่อสังคม และประเทศชาติ ที่จะร่วมกันส่งเสริมภาพลักษณ์ในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ออกมา แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นอาจจะยังเป็นสังคมในอุดมคติก็ตาม แต่เราก็ยังยินดีที่จะได้เห็นภาพแห่งความรัก ความศรัทธาในคุณความดี ยิ่งกว่าความมุ่งร้ายต่อกัน หรือต่อสถาบันใดสถาบันหนึ่งมิใช่หรือ
    ขอให้ญาติโยมทุกท่านได้มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งแก่จิตใจของตน ขอให้ญาติโยมทุกคนจงมีตนเองเป็นที่พึ่ง เป็นที่หวังแห่งความเจริญในชีวิตของแต่ละท่าน ด้วยการยึดมั่นและส่งเสริมกันในคุณงามความดี
    ขออนุโมทนาบุญกับญาติโยมทุกคนอีกครั้งหนึ่ง
    ในวาระสิ้นสุดพรรษากาลนี้ ขอให้ญาติโยมจงมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง และเป็นที่พึ่งอันดีแก่ตน ด้วยการประพฤติกรรมดีด้วยกันทุกคน และขอฝากพระพุทธภาษิตสำหรับสัปดาห์นี้ไว้ว่า

    น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ " ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง กรรมนั้นไม่ดี "
    ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ " ทำกรรมใดแล้วไม่ร้อนใจภายหลัง กรรมนั้นแหละดี "

    แหล่งที่มา http://www.budpage.com/forum/view.php?id=1838

  4. #4
    Junior Member
    Join Date
    Aug 2007
    Posts
    10


    อันนี้ต่างคนต่างจิตต่างใจ นานา จิตตัง แต่ใครมีจิตที่เป็นอกุศลหรือทำสิ่งไม่ดีย่อมได้รับในสิ่งนั้น
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับจิต มีเหตุก็ย่อมที่จะมีผลเสมอ

Members who have read this thread : 0

Actions : (View-Readers)

There are no names to display.

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •