ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้เท่าไร สนใจศึกษา ตามประสาคนธรรมดา หาความสงบให้เกิดในใจเข้ามาอ่านหัวข้อ " เกิดมาทำไม " http://citecclub.org/forum/--t1542.html แล้วรู้สึกว่าเคยมีคำตอบนี้อยู่ในใจ แต่ไม่อยากไปโพสตอบในกระทู้ เพราะว่าเค้าทำไว้ดี ไม่อยากไปทำให้ดูรก เลยว่ามาตั้งของตัวเองละกัน
เคยศึกษาเรื่องต่างๆเหล่านี้ มานาน แต่ไม่เคยปฎิบัติเป็นจริง จัง ได้ซะที่ คงยังไม่สิ้นกิเลส มั้ง ที่ศึกษาก็มีหลากหลายจนดูเหมือนบ้า
เคยอ่าน เต๋า เชน พุทธ รวมแล้วก็เกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนา แม้นจะต่างนิกาย แต่โดยรวม พอจะกล่าวได้ว่าเป็นแนวทาง จิตนิยม
เคยอ่าน หนังสือ เรืองจุดเปลี่ยน เกี่ยวกับ ปรัชญา พอได้ข้อคิดเรือง จิตนิยม กับ วัตถุนิยม ดูแล้วมันเหมือนการคาบเกี่ยวของสีขาวกับดำในสัญญาลักษณ์ ลัทธิเต๋า แบบมีพลวัต ( จินตนาการ ตัวขาวกับตัวดำคล้ายลูกอ้อด กำลังว่ายกลับขั่วกันไปมา ) การแบ่งแยกมันออกจากกันจึงทำ
ให้มันไม่เป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ การที่มันเป็นอยู่จึงเป็นเพราะว่ามันมาประกอบกัน ดังนั้น จิตนิยม กับ วัตถุนิยม (อีกนัย อัตตนิยม ) จึงเป็นปัจจัยสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งหนึ่ง แยกออกไม่ได้
ศาสนาพุทธ หินยาน ที่เผยแพร่ทางเอเชียตะวันตก มักให้ความหมายยิ่งใหญ่แก่จิต มักมีคำสอนว่า " จิตกำหนดทุกอย่าง จิตสบาย กายจึงสบาย" หรือ " กรรมใดๆ ล้วนเกิดจากจิตเป็นนาย " นั้นหมายความว่า ความคิดที่เป็นนามธรรมจับตัองไม่ได้เป็นตัวกำหนดร่างกายให้กระทำตามจิตต้องการ
นิกายเชน ใช้วิธีปฎบัติกิจวัตร ประจำวันเพื่อเข้าถึงธรรม นั้น หมายถึง ธรรมมีอยู่ทุกที่ ทุกการกระทำ อย่างไร ในความคิดของข้าพเจ้าคิดว่าพระในนิกายเชน จะเฝ้าสังเกตุโลกถายใน ระหว่างที่ทำกิจวัตร เพื่อหาธรรมที่มีอยู่ การซักถามระหว่างพระอาวุโส กับ พระผู้น้อย มักเป็นปริศนาธรรม ที่ชวนงงงวย ในคำปริศนา
ลัทธิ เต๋า ปรากฏว่า เต๋าเกิดก่อนศาสนาพุทธ เมธีจีนผู้ดูแลห้องสมุด ได้เขียนขึ้น ตามความเข้าใจของตนเองจากการสังเกตุธรรมชาติรอบตัว
คำที่น่างุนงงจึงเกิด" ไม่มีการกระทำแต่สิ่งต่างๆก็เสร็จสมบรูณ์ "
ส่วนปรัชญาตะวันตก กลับ ว่า "หากร่างกายไม่สบาย เจ็บ ป่วย หิวโหย จิตจะสบายได้อย่างไร " หรือ " เพราะเราคิด เราจึงมีอยู่ " หมายว่า อัตตามากก่อนจึงมีจิตต จิตตอาศึยอยู่บนร่าง จึงเป็นแง่คิดด้าน อัตตนิยม (วัตถุนิยม) สนองกิเลสตัวเองให้ถึงที่สุดแล้วจิตก็จะมีความสุข
เกริ่นมาซะยืดยาวเพื่อกลับมาที่ว่า " คนเราเกิดมาทำไม " ในหัวข้อดังกล่าวมี เหตุผล หลากหลายมากของการเกิดมา(ลองเข้าไปอ่านดูมีอยู่มากมาย เหตุผลที่มาเกิดเป็นคน) แต่ว่า หากเราถามตัวเราเอง คำตอบละคือ อะไร??? เราคงไม่ได้มาเกิดโดยความตัองการดังที่ว่าทั้งหมดมั่ง แล้วอะไรเป็นเหตุให้เรามาเกิด ???
เคยอุตริคิดว่า
ถ้าเรามองยองหลัง เราคงได้คำตอบ " เราเกิดมาทำไม " ตั้งสติ เริ่มสงบ มองอดีตย้อนหลัง ตอน 8-4-2 ขวบ ความทรงจำเริ่มเลือนลางเรื่อยๆคือ ตั้งใจว่าถ้าเรามองย้อนเวลาไปเรื่อยๆ คงถึงต้นตอละว่า "เราเกิดมาทำไม" ทำได้ดีสุดแค่จำตอน 2 ขวบได้อย่างเลือนราง จึงใช้วิธีจิตนาการ
ประมวลความรู้เชิงชีววิทยา ฟิสิกส์ เป็นเครื่องมือ จำกัดตอนเริมกำเนิดชีวิต ที่เซลล์เริ่มต้นโดยโครโมโชม พ่อและแม่ ในขบวนการปฎิสนธิ จึงเกิดสิ่งมีชีวิตเริ่มแรก แล้วเชลล์ตังตั้นดังกล่าวมีขบวนการต่อโดยการจำลองเชลล์จำนวนนับล้านๆ เพื่อจับกลุ่มเชลล์เป็นอวัยวะต่างๆโดยสังการจากเซลล์ต้นแบบ (มีปัญหาชวนขบคิดว่า เมื่อเซลล์ต้นแบบ 1 เดียว มันทำอย่างไรจึงจำลองเซลล์ออกมาเป็นเซลล์อวัยวะ แน่นอนมันไม่เหมือนเซลล์ต้นแบบ แต่ทางทฤษฏีมันจะต้องเหมือนกันโดย โค็ทบนดีเอ็นเอ ) อวัยวะ 32 ที่มีในคน ยังมีประเด็นสงสัยในแง่มุมบางประการ ที่อายุของเซลล์ตั้งต้นที่เป็นต้นแบบได้มาจากพ่อ แม่ มันน่าจะไม่มีอยู่แล้ว เปรียบกับเทียนที่ถูกจุดเพื่อให้ความสว่าง ความสว่างยังคงอยุ่ดูเหมือนไม่
มีการเปลี่ยนแปลง แต่เทียนได้ถูกเปลี่ยนเล่มแล้วเล่มเล่า เคยคิดแง่นี้กันบางเปล่า ชีวิติก็เป็นเช่นกัน
สสารคือพลังงาน ในสัมพันธ์ภาพ โรเบิรต์ไอน์สไตร ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง กับ แง่มุมของความเป็นหนึ่งเดียวกันของจักรวาล เชื่อหรือไม่ว่า
สสารที่หล่อเลี้ยงชิวิต(ร่างกายหรือสสาร) และ จิตวิญญาน(พลังงงาน) มีการแปลกลับกันไปมา เมื่อเรารับอาหารแปลงเป็นพลังงาน เมื่อร่างกายสมบรูณ์ จิตใจก็สมบรูณ์ กายหรือจิต ต่างหล่อเลี้ยงกันและกันโดยไม่อาจแบ่งแยก ว่าแต่ร่างกายและจิตของเรามาจากไหน??? ถ้าเชื่อแนวทางนี้ละก็ ลองศึกษาวัฎจักรของน้ำดู อากาศ ไอ หยดน้ำ ทะเล โมเลกุลของน้ำที่เปลี่ยนแปลงเคลี่อนย้าย สสารในกายเราเองอาจมาจากสรรพสารสิ่งที่อยู่ในโลก (ลองจินตนาการ การเปลี่ยนแปลง แบบเป็นวงจรดู อาหาร อากาศ มาจากไหนกันบ้าง แล้วเข้ามาเป็น องค์ประกอบตัวเรา แล้วแท้จริง ตัวเราเกิดจากการประกอบของสิ่งต่างๆเหล่านี้ ในช่วงเวลานี้ ตัวเราจึงเป็นสภาวะของการประกอบกันของสสาร และพลังงานในช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นเราก็จะสลาย(ตาย) และไปเป็นองค์ประกอบของสิ่งอื่นๆต่อไป ในลัทธิจิตนิยมจึงว่าเราจะยังคงอยู่แท้จริงที่จิต(วิญญานในความหมายทางศาสนา พลังงานรูปแบบหนึ่งในความหมายเชิงวิทย์) โดยว่าร่างกายไม่เที่ยงเสื่อมตามวันเวลา เราจึงควรพัตนาจิตที่เป็นของจริงแท้แน่กว่า และเหตุผลเดียวกันในทางวัตถุนิยมกลับว่าความตายเที่ยงแท้นักจึงต้องแสวงการบำรุงอัตตาของตนให้สุดๆก่อนตาย
ตามความเชื่อของผมเอง สสารกับพลังงานแปรเปลี่ยนกันไปมาได้ เราเกิดมาจากการผสมผสานของดังกล่าวในช่วงเวลาที่เหมาะสม
การคงอยู่ของเราแน่นอนคงเหลือแต่กลุ่มก้อนพลังงาน ที่อาจจะสลาย หรือ คงอยู่ตราบเท่าที่เรามีพลังควบคุมการคงอยู่ การฝึกฝนจิตก็จะเป็นพลังงานที่จะใช้ควบคุมจิตให้คงอยู่ ชีวิตหลังความตายเป็นโลกของพลังงานล้วนๆ การพิพากษาจึงเกิดขึ้น โดย หากเราเรียนรู้เมื่อครั้งเป็นคนได้สร้างความชั่วร้าย จิตใจที่เป็นอยู่จะสร้างภาพเสมือนจริงขึ้นได้ทันที่เหมือนเรื่องเมทริต ซึ่งเราจะต้องทนทุกข์รับกรรมและพิพากษาความผิดในอดีตด้วยตัวเราเองและมันยุติธรรมที่สุด สำหรับคนทำดีจิตใจสะอาดจะเหมือนอยู่สวรรค์ตามความหมายของคนเพราะจิตจะคิดแต่เรื่องสวยงามและเกิดสภาพ สิ่งต่างๆตามคิด (จึงต้องฝึกการควบคุมจิตตอนเป็นคนนี่แหละ เพราะในชิวิตหลังความตายฝึกยากเพราะไม่มีร่างกายจะไม่เรียนรู้ ความหิว โกรธ สัมผัสทั้ง 5ได้)
พวกจิตคิดร้ายหลังจากลงโทษตัวเอง จนกระทั้งจิตตนเองรู้สึกเพียงพอแล้ว จิตจะอยู่ในสภาพที่สูงขึ้น มีพลังขึ้น เห็นแจ้งขึ้นจึงอยากมาเกิดเพื่อพัฒนาจิต (เป็นสสารทำไม่ได้ เพราะไม่มีสัมผัส 5 เหมือนคน ไม่ได้เรียนรู้ต่อสู้กิเลส)
พวกจิตคิดดี สร้างสวรรค์มีความสุขนาๆที่คิดได้ตามที่เคยเป็นคน สุดท้ายก็เบื่อหน่ายกับสถาพที่เป็นอยู่ จึงอยากพ้นสถาพนี้ (ไม่อยากเบื่อ หรือ ทนรับความสุข สำลักความสุข ที่เกิดจากจินตนาการตัวเองได้อีกต่อไป)
และนี่ก็เป็นเหตุผลโดยไม่ต้องสืบสาวให้ได้ว่า ไม่ว่าเราเป็นพวกใหน ก็ต่างต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากยังไม่ถึงสภาพความสมบรูณ์สูงสุด นิพาน (สภาพนิพาน ไม่สุข ไม่ทุกข์ แต่เป็นสเถียรภาพ ที่คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ สมบรูณ์สูงสุด )เสียที จึงต้องมาศึกษาในโลกมนุษย์ เพื่อฝึกฝน หลายคนไม่รู้หรอกว่าได้มาฝึกฝนกี่ครั้งกี่หนแล้วในภูมิโลก แต่จะไปสนใจทำไม แค่รู้ว่าเรามาเพราะเราต้องมาทำไม เพื่อจะได้ไม่เสียชาติเกิด (ไม่ได้หยาบคาย เราเกิดมาชาติหนึ่งๆ มันจะผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์หากเราไม่รู้ว่าเรามาทำไม)


Reply With Quote
