Results 1 to 7 of 7

Thread: เนื่องมาจาก "เราเกิดมาทำไม"

  1. #1
    Senior Member
    Join Date
    Sep 2007
    Posts
    228


    ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้เท่าไร สนใจศึกษา ตามประสาคนธรรมดา หาความสงบให้เกิดในใจเข้ามาอ่านหัวข้อ " เกิดมาทำไม " http://citecclub.org/forum/--t1542.html แล้วรู้สึกว่าเคยมีคำตอบนี้อยู่ในใจ แต่ไม่อยากไปโพสตอบในกระทู้ เพราะว่าเค้าทำไว้ดี ไม่อยากไปทำให้ดูรก เลยว่ามาตั้งของตัวเองละกัน

    เคยศึกษาเรื่องต่างๆเหล่านี้ มานาน แต่ไม่เคยปฎิบัติเป็นจริง จัง ได้ซะที่ คงยังไม่สิ้นกิเลส มั้ง ที่ศึกษาก็มีหลากหลายจนดูเหมือนบ้า
    เคยอ่าน เต๋า เชน พุทธ รวมแล้วก็เกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนา แม้นจะต่างนิกาย แต่โดยรวม พอจะกล่าวได้ว่าเป็นแนวทาง จิตนิยม


    เคยอ่าน หนังสือ เรืองจุดเปลี่ยน เกี่ยวกับ ปรัชญา พอได้ข้อคิดเรือง จิตนิยม กับ วัตถุนิยม ดูแล้วมันเหมือนการคาบเกี่ยวของสีขาวกับดำในสัญญาลักษณ์ ลัทธิเต๋า แบบมีพลวัต ( จินตนาการ ตัวขาวกับตัวดำคล้ายลูกอ้อด กำลังว่ายกลับขั่วกันไปมา ) การแบ่งแยกมันออกจากกันจึงทำ
    ให้มันไม่เป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ การที่มันเป็นอยู่จึงเป็นเพราะว่ามันมาประกอบกัน ดังนั้น จิตนิยม กับ วัตถุนิยม (อีกนัย อัตตนิยม ) จึงเป็นปัจจัยสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งหนึ่ง แยกออกไม่ได้


    ศาสนาพุทธ หินยาน ที่เผยแพร่ทางเอเชียตะวันตก มักให้ความหมายยิ่งใหญ่แก่จิต มักมีคำสอนว่า " จิตกำหนดทุกอย่าง จิตสบาย กายจึงสบาย" หรือ " กรรมใดๆ ล้วนเกิดจากจิตเป็นนาย " นั้นหมายความว่า ความคิดที่เป็นนามธรรมจับตัองไม่ได้เป็นตัวกำหนดร่างกายให้กระทำตามจิตต้องการ

    นิกายเชน ใช้วิธีปฎบัติกิจวัตร ประจำวันเพื่อเข้าถึงธรรม นั้น หมายถึง ธรรมมีอยู่ทุกที่ ทุกการกระทำ อย่างไร ในความคิดของข้าพเจ้าคิดว่าพระในนิกายเชน จะเฝ้าสังเกตุโลกถายใน ระหว่างที่ทำกิจวัตร เพื่อหาธรรมที่มีอยู่ การซักถามระหว่างพระอาวุโส กับ พระผู้น้อย มักเป็นปริศนาธรรม ที่ชวนงงงวย ในคำปริศนา

    ลัทธิ เต๋า ปรากฏว่า เต๋าเกิดก่อนศาสนาพุทธ เมธีจีนผู้ดูแลห้องสมุด ได้เขียนขึ้น ตามความเข้าใจของตนเองจากการสังเกตุธรรมชาติรอบตัว
    คำที่น่างุนงงจึงเกิด" ไม่มีการกระทำแต่สิ่งต่างๆก็เสร็จสมบรูณ์ "

    ส่วนปรัชญาตะวันตก กลับ ว่า "หากร่างกายไม่สบาย เจ็บ ป่วย หิวโหย จิตจะสบายได้อย่างไร " หรือ " เพราะเราคิด เราจึงมีอยู่ " หมายว่า อัตตามากก่อนจึงมีจิตต จิตตอาศึยอยู่บนร่าง จึงเป็นแง่คิดด้าน อัตตนิยม (วัตถุนิยม) สนองกิเลสตัวเองให้ถึงที่สุดแล้วจิตก็จะมีความสุข

    เกริ่นมาซะยืดยาวเพื่อกลับมาที่ว่า " คนเราเกิดมาทำไม " ในหัวข้อดังกล่าวมี เหตุผล หลากหลายมากของการเกิดมา(ลองเข้าไปอ่านดูมีอยู่มากมาย เหตุผลที่มาเกิดเป็นคน) แต่ว่า หากเราถามตัวเราเอง คำตอบละคือ อะไร??? เราคงไม่ได้มาเกิดโดยความตัองการดังที่ว่าทั้งหมดมั่ง แล้วอะไรเป็นเหตุให้เรามาเกิด ???

    เคยอุตริคิดว่า
    ถ้าเรามองยองหลัง เราคงได้คำตอบ " เราเกิดมาทำไม " ตั้งสติ เริ่มสงบ มองอดีตย้อนหลัง ตอน 8-4-2 ขวบ ความทรงจำเริ่มเลือนลางเรื่อยๆคือ ตั้งใจว่าถ้าเรามองย้อนเวลาไปเรื่อยๆ คงถึงต้นตอละว่า "เราเกิดมาทำไม" ทำได้ดีสุดแค่จำตอน 2 ขวบได้อย่างเลือนราง จึงใช้วิธีจิตนาการ
    ประมวลความรู้เชิงชีววิทยา ฟิสิกส์ เป็นเครื่องมือ จำกัดตอนเริมกำเนิดชีวิต ที่เซลล์เริ่มต้นโดยโครโมโชม พ่อและแม่ ในขบวนการปฎิสนธิ จึงเกิดสิ่งมีชีวิตเริ่มแรก แล้วเชลล์ตังตั้นดังกล่าวมีขบวนการต่อโดยการจำลองเชลล์จำนวนนับล้านๆ เพื่อจับกลุ่มเชลล์เป็นอวัยวะต่างๆโดยสังการจากเซลล์ต้นแบบ (มีปัญหาชวนขบคิดว่า เมื่อเซลล์ต้นแบบ 1 เดียว มันทำอย่างไรจึงจำลองเซลล์ออกมาเป็นเซลล์อวัยวะ แน่นอนมันไม่เหมือนเซลล์ต้นแบบ แต่ทางทฤษฏีมันจะต้องเหมือนกันโดย โค็ทบนดีเอ็นเอ ) อวัยวะ 32 ที่มีในคน ยังมีประเด็นสงสัยในแง่มุมบางประการ ที่อายุของเซลล์ตั้งต้นที่เป็นต้นแบบได้มาจากพ่อ แม่ มันน่าจะไม่มีอยู่แล้ว เปรียบกับเทียนที่ถูกจุดเพื่อให้ความสว่าง ความสว่างยังคงอยุ่ดูเหมือนไม่
    มีการเปลี่ยนแปลง แต่เทียนได้ถูกเปลี่ยนเล่มแล้วเล่มเล่า เคยคิดแง่นี้กันบางเปล่า ชีวิติก็เป็นเช่นกัน

    สสารคือพลังงาน ในสัมพันธ์ภาพ โรเบิรต์ไอน์สไตร ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง กับ แง่มุมของความเป็นหนึ่งเดียวกันของจักรวาล เชื่อหรือไม่ว่า
    สสารที่หล่อเลี้ยงชิวิต(ร่างกายหรือสสาร) และ จิตวิญญาน(พลังงงาน) มีการแปลกลับกันไปมา เมื่อเรารับอาหารแปลงเป็นพลังงาน เมื่อร่างกายสมบรูณ์ จิตใจก็สมบรูณ์ กายหรือจิต ต่างหล่อเลี้ยงกันและกันโดยไม่อาจแบ่งแยก ว่าแต่ร่างกายและจิตของเรามาจากไหน??? ถ้าเชื่อแนวทางนี้ละก็ ลองศึกษาวัฎจักรของน้ำดู อากาศ ไอ หยดน้ำ ทะเล โมเลกุลของน้ำที่เปลี่ยนแปลงเคลี่อนย้าย สสารในกายเราเองอาจมาจากสรรพสารสิ่งที่อยู่ในโลก (ลองจินตนาการ การเปลี่ยนแปลง แบบเป็นวงจรดู อาหาร อากาศ มาจากไหนกันบ้าง แล้วเข้ามาเป็น องค์ประกอบตัวเรา แล้วแท้จริง ตัวเราเกิดจากการประกอบของสิ่งต่างๆเหล่านี้ ในช่วงเวลานี้ ตัวเราจึงเป็นสภาวะของการประกอบกันของสสาร และพลังงานในช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นเราก็จะสลาย(ตาย) และไปเป็นองค์ประกอบของสิ่งอื่นๆต่อไป ในลัทธิจิตนิยมจึงว่าเราจะยังคงอยู่แท้จริงที่จิต(วิญญานในความหมายทางศาสนา พลังงานรูปแบบหนึ่งในความหมายเชิงวิทย์) โดยว่าร่างกายไม่เที่ยงเสื่อมตามวันเวลา เราจึงควรพัตนาจิตที่เป็นของจริงแท้แน่กว่า และเหตุผลเดียวกันในทางวัตถุนิยมกลับว่าความตายเที่ยงแท้นักจึงต้องแสวงการบำรุงอัตตาของตนให้สุดๆก่อนตาย


    ตามความเชื่อของผมเอง สสารกับพลังงานแปรเปลี่ยนกันไปมาได้ เราเกิดมาจากการผสมผสานของดังกล่าวในช่วงเวลาที่เหมาะสม
    การคงอยู่ของเราแน่นอนคงเหลือแต่กลุ่มก้อนพลังงาน ที่อาจจะสลาย หรือ คงอยู่ตราบเท่าที่เรามีพลังควบคุมการคงอยู่ การฝึกฝนจิตก็จะเป็นพลังงานที่จะใช้ควบคุมจิตให้คงอยู่ ชีวิตหลังความตายเป็นโลกของพลังงานล้วนๆ การพิพากษาจึงเกิดขึ้น โดย หากเราเรียนรู้เมื่อครั้งเป็นคนได้สร้างความชั่วร้าย จิตใจที่เป็นอยู่จะสร้างภาพเสมือนจริงขึ้นได้ทันที่เหมือนเรื่องเมทริต ซึ่งเราจะต้องทนทุกข์รับกรรมและพิพากษาความผิดในอดีตด้วยตัวเราเองและมันยุติธรรมที่สุด สำหรับคนทำดีจิตใจสะอาดจะเหมือนอยู่สวรรค์ตามความหมายของคนเพราะจิตจะคิดแต่เรื่องสวยงามและเกิดสภาพ สิ่งต่างๆตามคิด (จึงต้องฝึกการควบคุมจิตตอนเป็นคนนี่แหละ เพราะในชิวิตหลังความตายฝึกยากเพราะไม่มีร่างกายจะไม่เรียนรู้ ความหิว โกรธ สัมผัสทั้ง 5ได้)



    พวกจิตคิดร้ายหลังจากลงโทษตัวเอง จนกระทั้งจิตตนเองรู้สึกเพียงพอแล้ว จิตจะอยู่ในสภาพที่สูงขึ้น มีพลังขึ้น เห็นแจ้งขึ้นจึงอยากมาเกิดเพื่อพัฒนาจิต (เป็นสสารทำไม่ได้ เพราะไม่มีสัมผัส 5 เหมือนคน ไม่ได้เรียนรู้ต่อสู้กิเลส)
    พวกจิตคิดดี สร้างสวรรค์มีความสุขนาๆที่คิดได้ตามที่เคยเป็นคน สุดท้ายก็เบื่อหน่ายกับสถาพที่เป็นอยู่ จึงอยากพ้นสถาพนี้ (ไม่อยากเบื่อ หรือ ทนรับความสุข สำลักความสุข ที่เกิดจากจินตนาการตัวเองได้อีกต่อไป)


    และนี่ก็เป็นเหตุผลโดยไม่ต้องสืบสาวให้ได้ว่า ไม่ว่าเราเป็นพวกใหน ก็ต่างต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากยังไม่ถึงสภาพความสมบรูณ์สูงสุด นิพาน (สภาพนิพาน ไม่สุข ไม่ทุกข์ แต่เป็นสเถียรภาพ ที่คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ สมบรูณ์สูงสุด )เสียที จึงต้องมาศึกษาในโลกมนุษย์ เพื่อฝึกฝน หลายคนไม่รู้หรอกว่าได้มาฝึกฝนกี่ครั้งกี่หนแล้วในภูมิโลก แต่จะไปสนใจทำไม แค่รู้ว่าเรามาเพราะเราต้องมาทำไม เพื่อจะได้ไม่เสียชาติเกิด (ไม่ได้หยาบคาย เราเกิดมาชาติหนึ่งๆ มันจะผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์หากเราไม่รู้ว่าเรามาทำไม)
    <div align="center">“If SOURCE is outlawed, only outlaws will have SOURCE ”</div>

  2. #2
    Junior Member
    Join Date
    Dec 2004
    Location
    Thailand
    Posts
    5


    ครั้งหนึ่งท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า...
    "ถ้าเข้าใจถึงขนาดทำความดับทุกข์ได้นั้น นั่นหมายถึงความเข้าใจที่เป็นไปถึงที่สุด จนถึงกับรู้ว่าแม้เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีคนที่กำลังมีชีวิตอยู่"

    และที่สำคัญที่สุดนั้น "ในทางพุทธศาสนนาจริงๆ" จะไม่มีปัญหาที่ว่า "ตายแล้วเกิดหรือไม่" อะไรทำนองนั้น แต่จะมีเพียงปัญหาว่า "ทุกข์หรือไม่ จะดับมันอย่างไร และก็รู้จักมูลเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วดับทุกข์เสียได้"


    แปลว่าเราอย่าไปกังวลเลย อย่าไปขบคิดให้มากความเลยถึงการตายแล้วเกิดใหม่หรือไม่ ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไรมันไม่สำคัญ ชาติที่แล้วจะเกิดเป็นอะไรมันไม่สำคัญ สำคัญที่หาทางแห่งการใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่มีทุกข์เถิด...

  3. #3
    Jedi Global Moderator
    Join Date
    Aug 2007
    Location
    Bangkok
    Posts
    136


    เคยคิดเหมือนเจ้าของกระทู้เหมือนกัน คิดกระทั่งว่านักวิทยาศาสตร์ที่วิเคราะห์เรื่องอะตอม ในระดับของควอนตัมฟิสิกส์แล้ว จะเฉลยปัญหาทางจิตได้ไหม ทำไมกฎทางฟิสิกส์ในเรื่องควอนตัม จึงไม่สามารถระบุบ ตำแหน่งของอะตอมให้ชัดเจนลงไปได้ ว่าอยู่ตำแหน่งใดในจักรวาล ขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งทฤษฏีทางควอนตัมเอง ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถระบุตำแหน่ง ณ ขณะเวลาใดเวลาหนึ่งได้ เพราะเมื่อต้องการระบุตำแหน่งของอะตอม ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ก็ต้องทำให้อะตอมหยุดทุกสิ่ง แต่ทำเช่นนั้นไม่ได้ และอีกสาเหตุหนึ่งคือ เมื่อเราวัดมันได้ในเวลานี้ สิ่งที่วัดได้จะเป็นอดีตไปในชั่วเวลา เศษเสี้ยวของพันล้านล้านวินาที(คาดเดา) ดังน้นนักควอมตัมฟิสิกส์ในปัจจุบัน จึงคาดคะแนได้เฉพาะภาพกว้างๆ ของการเกิดพฤติกรรมของ อะตอม แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนในจักรวาลได้
    โดยส่วนตัวก็ศึกษา ศาสตร์ ในหลายๆด้าน รวมทั้งแง่มุมทาง ศาสนาของหลายๆ ศาสนา พุทธ,คริส,อิสลาม,เต๋า,วัชระยาน,เซน จากตำรามากมาย แต่ก็มานั่งคิดว่า ที่เราคิดได้เช่นนี้ มันก็เป็นเพียงความคิด แต่วิถีทางจิตในระดับ พุทธิปัญญา ที่ศาสนาพุทธ ระบุถึงนั้นมันเป็นเช่นไร เพื่อจะตอบปัญหาทางโลก ที่ตนเองคิดว่า มันเป็นอย่างนี้ไหม ใช่อย่างนี้ไหม จนสุดท้ายก็ได้ฝึกทางด้านจิตในระดับต้นๆ ณ วัดแห่งหนึ่ง ทำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่เราได้คิด ศึกษา มันก็เป็นเพียงแค่ ความคิดที่ได้จากการฟัง ได้จากการอ่าน ได้จากการคิดเข้าข้างตัวเอง นิยามตามสิ่งที่ได้ศึกษา แล้วก็นึกเอาเดาเอา การมองโลกตามความเป็นจริง จะต้องเดินตาม มรรคมีองค์ 8 ทำเองเห็นเองครับผม

  4. #4
    Junior Member
    Join Date
    Feb 2008
    Posts
    12


    เรื่องคนเราเกิดมาทำไม ในหนังสือชื่อ แก่นของพุทธศาสน์ ของท่านพระพุทธทาส ซึ่งชนะเลิศรางวัล UNESCO แห่ง สหประชาชาติ เมื่อ ปี 2508 เขียนไว้ชัดเจน ว่า
    พุทธศาสนามุ่งหมายที่จะบอกให้รู้ว่า ไม่มีคน ที่เป็นตัวเราหรือของเรานั้นไม่มี มีแต่ความเข้าใจผิดของจิตที่ไม่รู้ สิ่งที่มีอยู่ก็เพียงแต่ร่างกายกับจิตใจ ซึ่งก็ล้วนเป็นธรรมาชาต หรือเป็นธาตุตามธรรมชาติ
    เมื่อไม่มีคนอย่างนี้ ก็เป็นอันว่า ในวงพุทธศาสนานั้น ไม่มีปัญหาที่ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่

    ส่วนเรื่องเกิดมาทำไม หากเข้าใจในเรื่องข้างต้นแล้ว คิดว่าท่านก็จะเข้าใจได้เองว่า เกิดมาทำไม

  5. #5
    Junior Member
    Join Date
    Mar 2008
    Posts
    2


    แม่ผมบอกว่ามาว่า

    คนเราเกิดมานั้นชดใช้กรรมครับ

    เค้าบอกว่า

    เราเกิดมาเป็นคนดีนะครับ

    มีโอกาสได้ทำบุญทำทาน

    ลองดุพวกสัตว์วสิครับ

    ทำบุญก็ทำไม่ได้ต้องเกิดมาชดใช้กรรมอย่างเดียว

    เพราะชะนั้น

    เกิดมาเป็นคนเราควรไปทำบุญเยอะๆครับ

    ตายไปเราเอาอะไรตอดตัวไปไม่ได้นอกจาก"บุญ"





  6. #6
    Junior Member
    Join Date
    Mar 2008
    Posts
    0


    คนเราเกิดมาเพื่อ ทำพระนิพพานให้แจ้งครับ เข้าถึงพระอรหัน ที่พระพุทธเจ้าเคยบอกไว้ไงครับ ไม่เห็นต้องยาวเลยสั้นๆก็พอ

  7. #7
    Junior Member
    Join Date
    Mar 2008
    Posts
    5


    ก็ขออนุโมทนา สาธุ... ด้วยน่ะครับ

    การเกิดเป็นคนนั้นแสนยากน่ะครับ ต้องมีบุญวาสนามาแต่ชาติปางก่อน จึงจะมาเกิดเป็นมนุษย์ในปัจจุบันนี้
    แต่การจะเกิดมาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง นั้นยากยิ่งกว่าการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพราะว่าเราเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง
    แต่การจะได้บวชอยู่ในร่มพระพุทธศานา นี่ซิ ยากกว่าครับ

    ขออนุโมทนา

Similar Threads

  1. Replies: 0
    Last Post: 22-10-2009, 11:57 PM
  2. Replies: 0
    Last Post: 21-06-2009, 09:48 PM
  3. Replies: 0
    Last Post: 26-03-2009, 09:19 PM
  4. Steroid bust shows Feds can still get at "private" and "secure" e-mail
    By newsbot in forum World Hacking/Security News
    Replies: 0
    Last Post: 10-11-2007, 04:08 PM
  5. Replies: 0
    Last Post: 03-08-2007, 03:46 PM

Members who have read this thread : 0

Actions : (View-Readers)

There are no names to display.

Tags for this Thread

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •