สวัสดีครับ.... วันนี้แล้วซินะครับ วันที่หลายๆคนจดจ่อเฝ้ารอกันมาหลายวัน กับการเปิดตัว CPU โมเดลใหม่ล่าสุดจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีในนาม Intel หลังจากที่ได้เห็นข่าวคราวมาบ้างแล้ว ถึงเรื่องราวต่างๆของ CPU โมเดลล่าสุดจากงาน IDF ณ ซานฟรานซิสโก เมื่อช่วงวันที่ 18-20 กันยายน ที่เพิ่งผ่านพ้นมา ซึ่งในครั้งนี้ทาง OverclockZone ของเราก็ได้รับเชิญไปร่วมงาน และเราก็ได้มีข้อมูลต่างๆรวมบรรยากาศงานมาให้ได้สัมผัสกันไปแล้ว สำหรับใครที่อาจจะลืมไปแล้วหรือยังไม่เคยผ่านสู่สายตา ก็สามารถเข้าไปติดตามได้จาก Intel กับงานยิ่งใหญ่ ครบรอบ 10 ปี IDF ที่ San Francisco และมาถึงในวันนี้ที่ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่เราจะได้สัมผัสกับตัวจริงเสียงจริงของ CPU โมเดลใหม่ล่าสุด ที่เคยได้เห็นกันมาจากงาน IDF โดยในวันนั้น เชื่อได้เลยว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่เราได้เห็นถึงประสิทธิภาพของมัน ถึงแม้จะมีมาเพียงเล็กๆน้อยๆก็ตามที แต่วันนี้แน่นอนแล้วครับว่า เราจะมีประสิทธิภาพที่หลายๆคนรอคอยมาให้ได้ชมให้ได้สัมผัสกันแบบจุใจแน่นอน แต่... ก่อนที่จะไปว่ากันที่เรื่องราวของประสิทธิภาพของมันนั้น ก่อนอื่นเราต้องไปทำความรู้จักกับเจ้า CPU ที่ว่านี่กันก่อน ว่ามันมีอะไรแปลกใหม่ไปจากเดิมบ้างและ CPU ที่กล่าวว่ามันคือโมเดลใหม่นี้นั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร
ก่อนที่เราจะไปเริ่มกันที่เรื่องราวของ CPU โมเดลใหม่นั้น ตรงนี้จะขอกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาซักนิดนะครับว่า เราจะมาพูดถึงเรื่องอะไรกัน เพราะตั้งแต่เริ่มต้นมา หลายๆคนอาจจะยังงงๆอยู่เลยว่า ผมกำลังกล่าวถึงอะไร เพราะไม่ได้พูดถึงเลยว่ามันคืออะไร แต่สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอดนั้น มั่นใจ 100% เลยว่าผมกำลังพูดถึงอะไร เอาเป็นว่าเรามาเข้าเรื่องกันเลยนะครับ
สำหรับในวันนี้นั้น จะเป็นวันเริ่มต้นของการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของซีพียูโมเดลใหม่ล่าสุดจากทาง Intel ที่หลายๆคนรู้จักกันในนาม " Penryn " ( เพนรีน ) ซึ่งมีกระแสข่าวออกมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2550 โดยจุดเด่นอย่างแรกเลยที่เป็นจุดสนใจใหญ่ของเจ้า Penryn นี้ก็คือเรื่องของขนาดกระบวนการผลิต ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งจากขนาดที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันที่ขนาด 65nm ( 65x10-9 m ) มาเป็น 45nm ( 45x10-9 m ) *( nm = Nanometre คือ 1 ใน 1,000,000,000 m หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การแบ่งความยาว 1 เมตรออกเป็น 1 พันล้านส่วน และนี่ก็คือขนาดที่เรียกกันว่า " Nano " ) และนอกจากเรื่องของขนาดกระบวนการผลิตแล้วนั้น สิ่งที่สร้างความแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันก็คือได้มีการเพิ่มชุดคำสั่งที่มีชื่อว่า SSE4 เข้ามาเพิ่มเติม จากเดิมที่จะมีเพียง SSE1, SSE2 และ SSE3 แต่กับ Penryn ในวันนี้ เราจะพบกับ SSE4 ซึ่งจะเป็นชุดคำสั่งสำหรับใช้งานด้านอะไรและมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามา เดี๋ยวเราจะมาว่ากันในเรื่องรายละเอียดอีกครั้ง ต่อจากในส่วนของความแตกต่างทางด้านกายภาพที่จับต้องได้แล้วนั้น อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้หลายคนเฝ้ารอก็คือเรื่องของ Performance ต่อ MHz ที่เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะยังคงเป็น CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรม Core Microarchitecture อยู่ก็ตาม ซึ่งจากที่กล่าวมาตรงนี้นั้น เป็นเพียงรายละเอียดบางส่วนเท่านั้น แต่สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดจะมีอะไรบ้างนั้น เรามาติดตามกันต่อเลยครับ
What is Intel® Core™ Microarchitecture ?
ตรงนี้เรามาเริ่มทำความรู้จักกันอีกซักครั้งนะครับ สำหรับความเป็นมาของคำว่า " Core Microarchitecture " มาทำความรุ้จักกันว่ามันคืออะไรและมันคือเทคโนโลยีอะไร สำหรับคำว่า " Core " ในที่นี้เป็นชื่อของสถาปัตยกรรมการผลิต ถ้าจะให้เรียกแบบไทยๆอาจจะเรียกได้ว่า " ตระกูล Core " ซึ่งเราทั้งหลายต่างก็คุ้นเคยกันดี แต่เพียงแค่ว่าจะรู้จักกันในนาม " Conroe " เสียมากกว่า ถ้าเรามองกันในความเป็นจริงแล้วนั้นคำว่า " Conroe " จะเป็นชื่อของโค้คเนมหรือรหัสการผลิต แต่สำหรับโครงสร้างและสถาปัตรยกรรมการผลิตนั้นมันก็คือ " Core Microarchitecture " หรือซีพียุในตระกูล Core ดังที่ปรากฏอยู่เช่น Core 2 Duo, Core 2 Quad, Core 2 Extreme เป็นต้น ส่วนโค้ดเนมซีพียุในตระกูล Core 2 นั้นก็จะมีอยู่ด้วยกันหลายโค้ดเนม เช่น Conroe, Conroe-L, Allandale, Kentsfield เป็นต้น ส่วนคำว่า " Penryn " ที่กำลังเป็นที่สนใจในเวลานี้นั้น จะเป็นชื่อของรหัสการผลิตซีพียุที่ใช้กระบวนการผลิตในขนาด 45nm บน Core Microarchitecture ไม่ได้เป็นชื่อของโค้ดเนมซีพียูแต่อย่างไร ส่วนโค้ดเนมของซีพียุ 45nm บนรหัส Penryn นั้น ในเวลานี้จะมีอยู่ด้วยกันคร่าวๆ 3 โค้ดเนมสำหรับ Desktop Processor ได้แก่ Wolfdale, Yorkfield และ Yorkfield XE เอาหละครับ สำหรับในส่วนของชื่อเรียกต่างๆ รหัสต่างๆ ที่หลายๆคนมักจะสับสนกัน ตอนนี้ก็คงได้ทราบกันไปแล้วนะครับว่า ชื่อแต่ละอย่างนั้นเป็นชื่อเรียกของอะไรในส่วนไหน คราวนี้เรามาว่ากันต่อในประเด็นของ Core Microarchitecture ว่ามันคืออะไร
สำหรับความเป็นมาของ Core Microarchitecture นั้นเริ่มต้นเปิดตัวให้ได้เห็นกันครั้งแรกในปี 2006 กับซีพียุในตระกุล Core 2 Processor โดยใช้กระบวนการผลิตที่ขนาด 65nm ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากรหัสการผลิตที่ใช้มายาวนานที่มีชื่อว่า NetBurst สำหรับเทคโนโลยี Intel Core Microarchitecture นี้นั้น เป็นการคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดย Intel Israel ( IDC ) Team ซึ่งนำมาอวดโฉมให้ได้ใช้งานจริงครั้งแรกกับ CPU ตระกูล Mobile ในโค้ดเนมว่า Merom ต่อมามีการเปิดตัว CPU สำหรับ Desktop ก็ใช้ชื่อโค้ดเนมว่า Conroe สำหรับในเรื่องเทคโนโลยีหลักที่ทาง Intel ได้บรรจุมาในซีพียุบนโครงสร้าง Core Microarchitecture นั้นจะประกอบไปด้วย 5 ฟีเจอร์หลักอันได้แก่
• Intel® Wide Dynamic Execution
• Intel® Intelligent Power Capability
• Intel® Advanced Smart Cache
• Intel® Smart Memory Access
• Intel® Advanced Digital Media Boost
โดยที่เทคโนโลยีหรือฟีเจอร์ที่บรรจุเข้ามาทั้ง 5 ฟีเจอร์นี้นั้น ทำให้ซีพียูในตระกูล Core จะมีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นแต่มีอัตราการใช้พลังงานที่ลดลง ซึ่งก็เป็นไปตามคอนเซบที่ทาง Intel วางไว้คือทำให้ซีพียูของตนเองมี Performance per watt คุ้มค่ามากที่สุด และประสิทธิภาพต่อ MHz ที่มากขึ้นด้วย โดยเราจะเห็นได้จากที่ Intel ได้เคลมไว้ว่า CPU ในตระกูล Core จะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 1 เท่าตัว แต่มีการใช้พลังงานที่ลดลงถึง 40% บน CPU Desktop และมาถึงในวันนี้กับรหัสการผลิต Penryn ก็ถือว่ายุคที่สองของ Core Microarchitecture โดยนอกจากที่ Penryn จะใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เล็กลงเป็น 45nm แล้วนั้นทาง Intel ก็ยังได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการ Transistor โลกอีกด้วย ซึ่งนั่นก็คือการใช้วัสดุใหม่เข้ามาใช้งานใน Transistor ของตนเองที่เรียกกันว่า High-k นั่นเอง
อ่านต่อ http://www.overclockzone.com/zolkorn/Year2...9650/index.html



Reply With Quote
