"กูเกิลนิวส์" ผนึก 4 สำนักข่าวใหญ่ สะเทือนถึงธุรกิจสิ่งพิมพ์
"กูเกิล" ยักษ์ใหญ่ของวงการเสิร์ชเอ็นจิ้น ได้ประกาศฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดของการให้บริการข่าวสารจาก "กูเกิลนิวส์" โดยทางกูเกิลได้ร่วมมือกับสำนักข่าวหลักชั้นนำของโลก 4 แห่ง คือ สำนักข่าวเอพี (Associated Press) เอเอฟพี (Agence France-Presse) ยูเค เพรส (UK Press Association) และสำนักข่าวแคนาดา (Canadian Press) เพื่อนำเสนอข่าว บทความ และรูปภาพ ผ่านของทั้ง 4 สำนักข่าวทาง กูเกิลนิวส์โดยตรง
แม้ว่าที่ผ่านมาการค้นหาข้อมูลผ่านกูเกิลนิวส์จะพบข้อมูลข่าวของสำนักข่าวเหล่านี้อยู่แล้วก็ตาม แต่ก็จะเป็นเว็บไซต์หรือสื่ออื่นๆ ที่จ่ายเงินเป็นสมาชิกสำนักข่าวเหล่านี้เป็นตัวกลางไปเผยแพร่ อีกทอดหนึ่งเท่านั้น
เป็นเพราะสำนักข่าวทั้งสี่แห่งนี้ไม่ได้ให้บริการข้อมูลผ่านเว็บกับลูกค้าประชาชนทั่วไป แต่จะให้บริการข้อมูลกับสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นองค์กรธุรกิจใหญ่ กูเกิลจึงขันอาสาที่จะนำข้อมูลข่าวสารและเรื่องราวทั้งหมดของสำนักข่าวดังกล่าวเผยแพร่ผ่านทาง "กูเกิลนิวส์"
โดย "กูเกิลนิวส์" โฉมใหม่ สามารถจัดการกับปัญหาเรื่องเนื้อหาที่เคยมีเหมือนๆ กันจากเว็บไซต์ต่างๆ ให้หมดไป เพราะความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้ผู้ใช้บริการกูเกิลนิวส์สามารถเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งต้นกำเนิดจริงๆ ได้อย่างครบถ้วน และรวดเร็วยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันถ้าผู้ใดต้องการอ่านเนื้อหา ที่ซ้ำกันเหล่านั้นจากเว็บไซต์ต่างๆ ก็สามารถ คลิกที่ลิงก์เชื่อมโยงหารายละเอียดไปยังแหล่ง อื่นๆ ได้
นั่นหมายความว่า ต่อไปกูเกิลจะสามารถ แสดงความหลากหลายของที่มาข้อมูลได้มากขึ้นโดยมีเนื้อหาที่ซ้ำกันน้อยลง เช่น แทนที่จะมี 20 แหล่งที่มาแตกต่างกัน (แต่เนื้อหาเหมือนกัน) แต่กูเกิลนิวส์จะแสดงเฉพาะต้นฉบับจริงเท่านั้น และให้เครดิตแก่นักข่าวผู้เขียน แต่ถ้าต้องการอ่านเนื้อหาที่ซ้ำกันทั้งหมด ก็เพียงแต่ลิงก์เชื่อมข้อมูลไปหาเรื่องที่ต้องการ
"เป้าหมายของกูเกิล คือ การนำเสนอให้ ผู้ใช้งานสามารถรับรู้เรื่องราวที่หลากหลายจากแหล่งที่มาต่างๆ กันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงรวบรวมแหล่งที่มา ของข่าวสารจำนวนนับพันจาก
ทั่วโลกมาไว้ที่กูเกิลนิวส์" โจซ โคเฮน ผู้จัดการฝ่ายสินค้าธุรกิจของกูเกิล เขียนไว้บนบล็อก กูเกิลนิวส์
โคเฮนกล่าวถึงเหตุผลของการทำข้อตกลง ร่วมกับสำนักข่าวทั้งสี่ว่า เพราะผู้บริโภคทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวของสำนักข่าวเหล่านี้ได้ จึงทำให้กูเกิลมีไอเดียสร้างเป็น
"เว็บเจ้าบ้าน" ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม กูเกิลไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงส่วนแบ่งรายได้กับสำนักข่าว ทั้ง 4 แห่งว่ามีจำนวนเท่าใด และเนื่องจากปัจจุบันบนหน้าของกูเกิลที่แสดงบทความเหล่านั้นก็ไม่มีโฆษณาใดๆ เลยจนทำให้บางคนเชื่อว่าท้ายสุดแล้ว บริษัทเหล่านั้นรวมถึงกูเกิลอาจจะพิจารณาเรื่องโฆษณาควบคู่ด้วย
โดยโคเฮนได้กล่าวกับสำนักพิมพ์รอยเตอร์ว่า "เป็นเรื่องยุติธรรมที่จะพูดว่าเรากำลังหาทางช่วยผู้ผลิตเหล่านั้นในการเผยแพร่ข่าวสาร
ส่งเสริม เนื้อหาของเขา ส่วนเรื่องผลตอบแทนด้านการเงินระหว่างกันก็มีความยืดหยุ่น"
ด้าน ปิแอร์ ลูเอตต์ ผู้บริหารระดับสูงของสำนักข่าวเอเอฟพี กล่าวว่า สำนักข่าวทั้งหลายต่างกล่าวถึงความตกลงในครั้งนี้ว่า เพราะพวกเขายอมรับถึงความชัดเจนของกูเกิล
ทั้งเรื่องคุณภาพงานและมุมมองต่อโลกที่แปลกใหม่
"ขณะเดียวกันผลลัพธ์ที่ได้ คือ ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโลก การส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ต การวิเคราะห์และการแสดงความคิดเห็น"
แต่ประเด็นที่น่าสนใจตามมาและหลายคนกำลังตั้งคำถาม คือ เรื่องการโฆษณา โดยเฉพาะในตลาดออนไลน์ เพราะครึ่งปีที่ผ่านมากูเกิล กลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล จากเครือข่ายโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต ซึ่ง สามารถทำรายได้จากการโฆษณา 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรายได้ทั้งหมด 7.5 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่ตลาดหนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันต้องดิ้นรนต่อสู้เพราะกลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์มีจำนวนลดลงมาก ขณะที่ผู้อ่านข่าวทางออนไลน์กลับสวนทางสูงขึ้น รวมถึงเม็ดเงิน ที่ได้จากการโฆษณาของเว็บไซต์ต่างๆ ก็สูงขึ้นตามไปด้วย
แม้ว่ากลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์ของอเมริกา ส่วนใหญ่ยังนิยมอ่านหนังสือพิมพ์หัวเล็กๆ ซึ่งล้วนเป็นสมาชิกของสำนักข่าวเอพี หรือซื้อข่าวจากสำนักข่าวขนาดใหญ่อยู่ ดังนั้นการที่สำนักข่าว ต่างผันตัวเองเข้าสู่บริการข่าวบนเว็บไซต์จึงเป็นเรื่อง น่าสนใจ
เพราะการตัดสินใจรวบรวมข่าวสารจากสำนักงานทั้ง 4 แห่งมาไว้ด้วยกันนั้นอาจจะทำให้ ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ได้รับผลกระทบมากขึ้น นั่นหมายความว่าเม็ดเงินโฆษณาที่เขาจะได้ลดน้อยลงตามไปด้วย
อีมิลี่ คอร์ทเนอร์ นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่ารายได้จากตลาดโฆษณาทั้งหมดสำหรับอุตสาหกรรม สิ่งพิมพ์จะเริ่มลดลง และอาจจะต่ำจนเหลือเพียงเลขตัวเดียว
"การลดลงของรายได้โฆษณาในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการกดดันให้อุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายเม็ดเงินด้านโฆษณามาที่สื่ออินเทอร์เน็ตนั้น คาดว่ายังไม่มีแนวโน้มว่าจะน้อยลงในระยะอันใกล้นี้"
Cerdit : www.value.co.th/news/IT_news.htm


Reply With Quote
