ซอฟต์แวร์พาร์คปรับยุทธศาสตร์ ทุ่ม 333 ล้านเข้าสู่เทคโนโลยี 2.0
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ซอฟต์แวร์พาร์คปรับแผนครั้งใหญ่ เร่งสร้างคนรองรับเว็บ 2.0 หวังเกิดนักพัฒนาหัวกะทิกว่า 4,000 คน ปลุกกระแสซอฟต์แวร์ไทยเพื่อคนไทย จับมือภาคอุตสาหกรรมหลักพร้อมลงขันช่วยเงินผลิตซอฟต์แวร์ให้ใช้ คาดเห็นผลใน 3 ปี สร้างความต่างระดับประเทศเป็นจุดขายใหม่
ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวภายหลังประชุมบอร์ดซอฟต์แวร์พาร์คว่า ที่ประชุมมีมติปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหญ่ขององค์กรใหม่ เพื่อรองรับการแข่งขันและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น โดยเรียกยุทธศาสตร์ใหม่นี้ว่าซอฟต์แวร์พาร์ค 2.0 เนื่องจากสถานการณ์ของโลกซอฟต์แวร์ได้เปลี่ยนไป บอร์ดจึงมีมติปรับยุทธศาสตร์ใน 3 ปีให้เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรม โดยมีมติจัดสรรงบประมาณรับยุทธศาสตร์ใหม่ให้กับซอฟต์แวร์พาร์คเพื่อจัดการเรื่องนี้ 333 ล้านบาท
“หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์พาร์คคือ ลงไปเป็นตัวกระตุ้น ไม่ใช่การสร้างนโยบายที่สวยหรูอย่างเดียว เพื่อให้เกิดกิจกรรม และวัดผลได้จากการเติบโตของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่นำซอฟต์แวร์จากโครงการนี้ไปใช้”
นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า แผนธุรกิจหลัก 3 ปี หรือโครงการซอฟต์แวร์พาร์ค 2.0 นั้น จะดำเนินการ 3 เรื่องหลักๆ คือ 1. จะมุ่งเน้นการพัฒนาต่อยอดบุคลากรในวงการซอฟต์แวร์ของไทยให้มีความเชี่ยวชาญในส่วนที่ประเทศไทยยังขาดแคลนโดยเฉพาะเทคโนโลยีระดับบน โดยวางเป้าหมายที่จะเร่งอบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวน 4,000 คน หรือประมาณ 10% ของผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศ ให้มีความสามารถในการออกแบบซอฟต์แวร์ หรือ software design รวมถึงเป็น Software engineering ได้
เป้าหมายนี้จะเร่งสร้างให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ เช่น เว็บ 2.0, SOA หรือ Service Oriented Architecture และอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมาเทคโนโลยีนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ สามารถทำงานข้ามระบบหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ รวมถึงใช้กับเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปได้โดยไม่สนใจว่าจะเป็นของค่ายหรือแบรนด์ใด ขณะที่นักพัฒนาของไทยมีจำนวนน้อยมากที่เข้าไปศึกษาเทคโนโลยีนี้ ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างนักพัฒนาด้วยกันเอง
แผนงานหลักของซอฟต์แวร์พาร์คในครั้งนี้จะทำงานร่วมกันทั้งระบบ โดยจะเริ่มจากการนำภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ มาเป็นตัวตั้งและนำเสนอความต้องการใช้งาน หลังจากนั้นจะประสานบริษัทซอฟต์แวร์ที่ต้องการทำงานร่วม และเข้าไปฝึกฝนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในบริษัทซอฟต์แวร์ให้มีความสามารถในการรองรับงานได้ ซึ่งจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมก็จะได้ซอฟต์แวร์ที่ดีไปใช้งาน ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มจำนวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีฝีมือระดับสูงมากขึ้น และจะมีซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพตามมา
ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เกิดในโครงการนี้คือ ซอฟต์แวร์พาร์คจะมีเงินสนับสนุนโครงการบางส่วน เป็นการ subsidize ทั้งส่วนของภาคอุตสาหกรรมและในส่วนของบริษัทซอฟต์แวร์ โดยจะใช้เงินประมาณ 30 กว่าล้านบาทสำหรับค่ายกความสามารถของคนในวงการครั้งนี้
โครงการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทย โดยซอฟต์แวร์พาร์คเห็นว่าการจะให้ไทยเป็นเพียงประเทศที่เอาท์ซอร์ส หรือรับงานเขียนโปรแกรมจากต่างประเทศเหมือนอินเดีย จีน หรือเวียดนาม นั้น ไทยคงจะสู้เรื่องค่าแรงและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่นนั้นไม่ได้ แต่ถ้าสร้างส่วนยอดให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มากขึ้น รองรับเทคโนโลยีใหม่ โอกาสชนะของไทยจะมีมากกว่า
เรื่องหลักที่สอง คือ ซอฟต์แวร์พาร์คจะเข้าไปสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัทซอฟต์แวร์ในประเทศ โดยจะใช้จุดแข็งที่องค์กรมีอยู่ในด้านเครือข่ายธุรกิจ แล้วสร้างโครงการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพบริษัทซอฟต์แวร์ต่างๆ และเสริมจุดแข็งทางด้านการตลาด แผนธุรกิจ รวมถึงการเป็นศูนย์บ่มเพาะทางธุรกิจให้กับบริษัทเหล่านี้ เพื่อให้สามารถขายซอฟต์แวร์ได้ทั้งในและต่างประเทศ
“หลักก็คือ การสร้างความสามารถทางด้านการแข่งขันทุกด้านให้กับบริษัทซอฟต์แวร์ไทยทั้งหลาย ด้วยแคมเปญที่หลากหลาย”
เรื่องหลักที่สามคือ การเร่งสร้างโครงการพิเศษ เพื่อตอบโจทย์ให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยซอฟต์แวร์พาร์คจะเข้าไปทำงานกับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งกลุ่มหลักที่เป็นเป้าหมายแรกก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่มีความต้องการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจ ซึ่งซอฟต์แวร์พาร์คได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ที่จะต้องเข้าไปเสริมอย่างเร่งด่วนคือ กลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, อาหารและการเกษตร, การแพทย์และการสาธารณสุข, ซอฟต์แวร์ไมโครชิป อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และการขนส่ง, พลังงานและสิ่งแวดล้อม, เซรามิกส์, สิ่งทอและเคมีภัณฑ์
ซอฟต์แวร์ของคนไทยที่จะลงไปในอุตสาหกรรมของคนไทยด้วยกัน จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของทั้งสองส่วน เป็นการลดภาระการพึ่งพาซอฟต์แวร์ต่างประเทศให้น้อยลง เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้เกิดขึ้น
นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค ในฐานะคณะกรรมการบริหารซอฟต์แวร์พาร์ค เปิดเผยว่า แผนในโครงการ ซอฟต์แวร์พาร์ค 2.0จะเชื่อมร้อยกันทั้งหมด แม้ภาพรวมจะยังมองไม่เห็นว่าสถานะผู้ผลิตทางเทคโนโลยีของไทยจะอยู่ในอันดับเท่าไรในโลก แต่คาดว่าเมื่อเร่งทำโครงการนี้ให้เสร็จ โอกาสที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นจนทำให้ซอฟต์แวร์ของไทยได้รับใช้คนไทย และขึ้นอันดับโลกได้ไม่ยาก


Reply With Quote
