อรหันต์ "กทช" ตั้งท่าลุยจัดระเบียบคลื่นความถี่ หลังประกาศโอนใบอนุญาตใช้ความถี่และการให้ผู้อื่นร่วมใช้คลื่นในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ด้าน "กทช.-สุธรรม" ระบุมีสิทธิเรียกคืนคลื่นกรณีใช้งานไม่คุ้มค่า ทั้งกำหนดให้ผู้ได้สิทธิใช้คลื่นเดิมแสดงสถานะและสิทธิในการใช้งานภายใน 30 วัน ฟากยักษ์ "มือถือ" จ้องตาไม่กะพริบ คาดสมรภูมิสื่อสารฝุ่นตลบแน่หากมีคนยื่นขอใช้คลื่นของ "ไทยโมบาย-ดีแทค"
รายงานข่าวจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ประกาศ กทช.ว่าด้วยการโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการให้ผู้อื่นร่วมใช้คลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้แล้วหลังลงประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา
โดยประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้รับใบอนุญาตจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่จะมีความจำเป็นและเหมาะสม โดยการพิจารณาของ กทช.และกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินกิจการด้วยตนเอง หรือถ้าจะให้ผู้อื่นร่วมใช้ด้วยก็ทำได้ แต่ต้องไม่ให้กระทบกับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ โดย กทช.อาจออกกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการได้ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ ตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 จะมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามประกาศฉบับนี้ โดยต้องจัดทำรายงานสถานะการใช้คลื่นที่ได้รับการจัดสรรเสนอ กทช.และคณะกรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นใหม่ภายใน 30 วันนับจากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ด้วย
สำหรับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการโอนคลื่นความถี่ กทช.อาจกำหนดให้ผู้ขอโอนและผู้รับโอนต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอน คือ 1.ร้อยละ 5 ของมูลค่าคลื่นความถี่ตามสัญญา หรือ 2.ร้อยละ 5 ของมูลค่าประเมินของคลื่นความถี่ แต่สามารถพิจารณาเพิ่มค่าธรรมเนียมได้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าคลื่นความถี่ หรือร้อยละ 10 ของมูลค่าประเมินคลื่นความถี่
นอกจากนี้ กทช.ยังสามารถกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ (refarming) โดยเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ได้ถูกจัดสรรหรืออนุญาตให้แก่ผู้รับใบอนุญาตเพื่อการจัดสรรหรืออนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ใหม่ได้ ซึ่ง กทช.จะพิจารณากำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่จากรายงานการประเมินสถานการณ์การใช้คลื่นความถี่
ขณะเดียวกัน ให้ กทช.ตั้งคณะกรรมการเรียกว่า คณะกรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่อย่างน้อย 4 คน แต่ไม่เกิน 7 คน โดย กทช.มีสิทธิเสนอชื่อผู้มีสิทธิได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้ไม่เกิน 2 คน
ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวจะต้องดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ และจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่เพื่อเสนอ กทช. พิจารณาภายใน 90 วันนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งจาก กทช. และต้องจัดทำแผนดังกล่าวข้างต้นใหม่ทุกปีด้วย
แหล่งข่าวจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ประเด็นที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจน่าจะเป็นเรื่องของการขอใช้
คลื่นความถี่แทนในกรณีที่เจ้าของใบอนุญาตเดิมไม่มีการใช้งานคลื่นความถี่หรือใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบุให้มีการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้โดย กทช.มีอำนาจเรียกคืนความถี่ที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วมากำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้
"บริษัทที่มีโอกาสถูกขอเข้าใช้คลื่นความถี่แทน หรือถูกเรียกคืนกรณีความถี่ที่ใช้งานไม่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ ดีแทค เพราะได้รับการจัดสรรคลื่นไปถึง 50 MHz ซึ่งเกินความจำเป็นในการใช้งาน จนสามารถนำมาแบ่งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตใหม่ได้ถึง 2 ราย หากใช้รายละ 12.5 MHz โดยยังเหลือคลื่นความถี่ให้ดีแทคใช้งานได้อีก 25 MHz แต่ใครจะใช้สิทธิตามประกาศฉบับนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตา"
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ปี 2549 ที่ผ่านมากลุ่ม ทรูยื่นเรื่องขอใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือมายัง กทช.แล้ว แต่ กทช.ยังไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้เนื่องจากยังไม่มีคลื่นความถี่ให้จัดสรร และยังไม่มีข้อกำหนดเรื่องจัดสรรคลื่นใหม่ได้ แต่หลังจากประกาศฉบับนี้ออกมาจึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มทรูอาจยื่นขอรับใบอนุญาตใหม่อีกครั้ง
โดยความเป็นไปได้ คือ ขอรับใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือจาก กทช. ซึ่งกรณีนี้ กทช. ต้องดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่จากดีแทคแล้วจึงค่อยจัดสรรให้บริษัทลูกของทรู หรืออีกกรณีกลุ่มทรูอาจขอเข้าใช้คลื่นความถี่แทนที่จากดีแทคโดยตรง
"นอกจากนี้ ยังมีคลื่น 1900 MHz ที่มีโอกาสโดนเรียกคืนหรือขอใช้คลื่นความถี่แทนที่ แต่อยู่ที่ว่า กทช.จะกล้าหรือเปล่าเพราะไทยโมบายมีแผนที่จะลงทุนไม่ว่าจะเรื่อง 3G หรือ network provider แต่กรณีของดีแทคโอกาสที่ กทช.จะกล้าเรียกคืนคลื่นความถี่น่าจะมีมากกว่าเพราะใช้ความจำเป็นจริง ถ้าดีแทคไม่มีแผนชัดเจนว่าคลื่นความถี่ที่เกินความจำเป็นนั้นจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร"
แหล่งข่าวแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ประกาศฉบับดังกล่าวให้โอกาสผู้ถูกขอใช้คลื่นความถี่น้อยมาก เนื่องจากมีเวลาเพียง 1 เดือนในการแสดงข้อมูลโต้แย้งผู้ขอใช้สิทธิแทนที่
ด้านแหล่งข่าวจาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า เบื้องต้นประกาศฉบับนี้น่าจะส่งผลให้ กทช.มีการนำคลื่นความถี่ที่ไม่ได้มีการใช้งานมาจัดสรรใหม่ หรือที่มีแล้วแต่ยังใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น กรณี 1900 MHz ของไทยโมบาย แต่กับความถี่ของทีโอที กรณีให้สัมปทานเอไอเอส หรือกสท โทรคมนาคมกับดีแทค ทรูมูฟ และดีพีซีไม่น่าที่จะมีการดำเนินการใดๆ เนื่องจากมีสิทธิใช้ตลอดระยะเวลาสัมปทาน
"ประกาศใดๆ ที่ออกมาทีหลังสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เมื่อมีผลบังคับใช้แล้วจะย้อนหลังหรือไม่ และผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตให้ในอนาคตจะได้รับการจัดสรรคลื่น โดยระบุในใบอนุญาตว่ามีสิทธิใช้คลื่นใดบ้าง แต่ในกรณีผู้ที่ทำอยู่เดิมถ้าใช้ กม.ใหม่มาบังคับคงต้องมาเจรจากัน โดยเฉพาะถ้ามีคนมาขอใช้คลื่นเดิมด้วยเหตุผลว่าคนเดิมใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า"
แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า ตนเข้าใจว่าการเรียกคืนคลื่นที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย กทช.จึงใช้วิธีออกประกาศนี้เพื่อให้ผู้ที่ได้รับคลื่นไปแล้วมารายงานสถานะและการใช้ประโยชน์จากคลื่นดังกล่าวจะได้รู้ข้อมูลและกำกับดูแลการใช้คลื่นี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์จริง
นายอธึก อัศวานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ดูประกาศฉบับดังกล่าวแต่หากเปิดโอกาสให้มีการขอร่วมใช้คลื่นความถี่เดิมได้ในกรณีที่ไม่มีการใช้งาน หรือใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพได้ก็เชื่อว่าจะมีผู้ยื่นขอใช้ความถี่ดังกล่าวร่วมด้วยอย่างแน่นอน และเป็นเรื่องที่มีความท้าทายไม่ว่าจะเป็น กทช. เอกชนทั้งรายเก่าและรายใหม่รวมถึงทีโอที
ด้าน รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม กรรมการ กทช.กล่าวว่า แม้ประกาศฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ก่อน จากนั้นโดยหลักการแล้วหากมีผู้ขอรับใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือ กทช.ก็จะสามารถเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่มีการใช้งานหรือใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพกลับมาจัดสรรให้แก่รายใหม่ได้
