สวรรค์ หมายถึง ภพที่มีอารมณ์อันเลิศ หรือหมายถึงโลกที่มีแต่ความสุข หรือบางทีเรียกว่าเทวโลก
สวรรค์ที่กล่าวถึงเป็นกามาพจร หรือกามาวจรภพ คือ ภพหรือชั้นที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม ซึ่งเรียกเต็มๆ ว่า ฉกามาพจรสวรรค์ หรือ กามาวจรสวรรค์ มี ๖ ชั้น
เรียงจากชั้นต่ำขึ้นไปดังนี้
๑. จาตุมมหาราชิกา เป็นสวรรค์ชั้นที่ต่ำสุด เป็นสวรรค์ที่ท้าวมหาราช ๔ หรือท้าวจตุโลกบาล ปกครอง ได้แก่
ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ ครองทิศตะวันออก
ท้าววิรูฬหก จอมกุมภัณฑ์ ครองทิศใต้
ท้าววิรูปักษ์ จอมนาค ครองทิศตะวันตก
ท้าวกุเวร หรือ เวสสวัณ จอมยักษ์ ครองทิศเหนือ
๒. ดาวดึงส์ เป็นแดนที่อยู่แห่งเทพ ๓๓ องค์ มีท้าวสักกะ หรือพระอินทร์เป็นจอมเทพ สวรรค์ชั้นนี้บางทีเรียกไตรตรึงส์
๓.ยามา เป็นแดนที่อยู่แห่งเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีท้าวสุยามเป็นผู้ปกครอง
๔.ดุสิต เป็นแดนที่อยู่แห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน มีท้าวสันดุสิตเป็นจอมเทพ ในชั้นนี้ถือกันว่าเป็นที่อุบัติของพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้ายก่อนจะเป็น พระพุทธเจ้า และเป็นที่อุบัติของพระพุทธมารดา
๕.นิมมานรตี เป็นแดนที่อยู่แห่งเทพผู้มีความยินดีในการเนรมิต มีท้าวสุนิมมิต เป็นจอมเทพ ถือกันว่า เทวดาชั้นนี้ ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมนิรมิตได้เอง
๖.ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นแดนที่อยู่แห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่นนิรมิตให้ คือ เสวยสมบัติที่เทพพวกอื่นนิรมิตให้ มีท้าววสวัตตีเป็นจอมเทพ
*******************************
ปฐมฌาน เป็น รูปฌาน คือฌานแรกหรือฌานที่ ๑ ในฌานสมาบัติ ๘ ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
ส่วนการที่จะได้โสดาปัตติมรรค ต้องใช้ปฐมฌาน + ปัญญา ที่ชื่อว่า อนันญาตัญญัสสามีตินทรีย์
ส่วนโสดาปัตติผล ต้องใช้ จตุถฌาน หรือ ปัญจมฌาน + ปัญญา ที่ชื่อว่า อัญญินทรีย์
ทำอย่างไรบ้างครับถึงจะได้พระโสดาบัน ?
คำตอบ...
การบรรลุโสดาบันคือเป็นพระอริยบุคคลระดับแรกสุดคือการละสังโยชน์เบื้องต่ำ(โอรัมภาคิยสังโยชน์)3ประการได้แก่
๑.สักกายทิฏฐิความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒.วิจิกิจฉาความลังเลสงสัย
๓.สีลัพพตปรามาสความถือมั่นศีลพรต
พระสกิทาคามีละสังโยชน์เบื้องต่ำ3ข้อข้างต้นและทำสังโยชน์ข้อ๔และ๕ให้เบาบางลงด้วย
๔.กามราคะความติดใจในกามคุณ
๕.ปฏิฆะความกระทบกระทั่งในใจ
พระอนาคามีละสังโยชน์๕ข้อต้นได้หมด
พระอรหันต์ละสังโยชน์ทั้งต่ำและสูง(อุทธัมภาคิยสังโยชน์)รวม๑๐ข้อ
๖.รูปราคะความติดใจในรูปธรรมอันประณีต๗.อรูปราคะความติดใจในอรูปธรรม
๘.มานะความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่
๙.อุทธัจจะความฟุ้งซ่าน
๑๐.อวิชชาความไม่รู้จริง
อ้างอิงจากพระไตรปิฎก “พระสูตร ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค อรรถกถา นิโรธสมาปัติญาณนิทเทส ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์เนื่องในวโรกาส ครบ ๒๐๐ ปี แห่งพระราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธคักราช ๒๕๒๕ เล่มที่ ๖๘ : หน้า ๓๐-๓๑) ดังนี้ค่ะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์แห่งการบรรลุโสดาบัน ๔ อย่างเหล่านี้ คือ
สฺปปุริสสํเสโว : การคบหากับสัตบุรุษ
สฺทธฺมมฺสสวนํ : การฟังพระสัทธรรม
โยนิโสมนสิกาโร : การทำไว้ในใจโดยแยบคาย
ธมฺมานุธฺมฺมปฏิปตฺติ : การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ซึ่งคุณแสงธรรมได้นำความหมายของ "โสตาปัตติยังคะ ๔" ใน
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มาแสดงในคำตอบที่ ๕ แล้วค่ะ
และตรัสว่า
กุลบุตรเกิดสัทธาแล้ว ย่อมเข้าไปใกล้
เมื่อเข้าไปใกล้ ย่อมนั่งใกล้
เมื่อนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยหูลง
เมื่อเงี่ยหูลงแล้ว ย่อมฟังธรรม
ครั้นฟังธรรมแล้ว ย่อมทรงธรรมไว้..ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว
เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนซึ่งความพินิจ
เมื่อธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะ ย่อมเกิด
เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ
ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง
ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความเพียร
เมือมีตนส่งไปแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งชัดซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยกาย
และเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยปัญญา
อ้างอิงจากเว็บไซต์ http://www.dhammathai.org
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม
