-
<div align="center">[SIZE=2]Credit : AppServNetwork</span>
วิธีการติดตั้งโปรแกรม AppServ
เตรียมโปรแกรมเพื่อติดตั้ง
ดาวน์โหลดโปรแกรม AppServ จากเว็บไซต์ http://www.appservnetwork.com โดยเลือกเวอร์ชั่นที่ต้องการติดตั้งระหว่างเวอร์ชั่น 2.4.x และ 2.5.x
โดยความแตกต่างของ 2 เวอร์ชั่นนี้คือ
2.4.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ที่มีความเสถียรเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงของระบบ
โดยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะใช้ฟังก์ชั่นใหม่
2.5.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ใหม่ๆ นำมาใช้งานโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการระบบใหม่ๆ
หรือต้องการทดสอบ ทดลองใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ความเสถียรของระบบได้ 100%
เนื่องจากว่า Package จากนักพัฒนานั้น ยังอยู่ในช่วงของขั้นทดสอบ ทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดอยู่
ขั้นตอนการติดตั้ง AppServ
1. ดับเบิ้ลคลิกไฟล์ appserv-win32-x.x.x.exe เพื่อทำการติดตั้ง จะปรากฏหน้าจอตามรูปที่ 1
http://www.appservnetwork.com/images/setup/setup01.gif
รูปที่ 1 ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ
2. เข้าสู่ขั้นตอนเงื่อนไขการใช้งานโปรแกรม โดยโปรแกรม AppServ ได้แจกจ่ายในรูปแบบ GNU License หากผู้ติดตั้ง
อ่านเงื่อนไขต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว หากยอมรับเงื่อนไขให้กด Next เพื่อเข้าสู่การติดตั้งในขั้นต่อไป แต่หากว่าไม่ยอมรับเงื่อนไข
ให้กด Cancel เพื่อออกจากการติดตั้งโปรแกรม AppServ ดังรูปตัวอย่างที่ 2
http://www.appservnetwork.com/images/setup/setup02.gif
รูปที่ 2 แสดงรายละเอียดเงื่อนไขการ GNU License
3. เข้าสู่ขั้นตอนการเลือกปลายทางที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นปลายทางที่ติดตั้งจะเป็น C:AppServ
หากต้องการเปลี่ยนปลายทางที่ติดตั้ง ให้กด Browse แล้วเลือกปลายทางที่ต้องการ ตามรูปที่ 3 เมื่อเลือกปลายทางเสร็จสิ้น
ให้กดปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งขั้นต่อไป
http://www.appservnetwork.com/images/setup/setup03.gif
รูปที่ 3 เลือกปลายทางการติดตั้งโปรแกรม AppServ
4. เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นนั้นจะให้เลือกลงทุก Package แต่หากว่าผู้ใช้งาน
ต้องการเลือกลงเฉพาะบาง Package ก็สามารถเลือกตามข้อที่ต้องการออก โดยรายละเอียดแต่ละ Package มีดังนี้
- Apache HTTP Server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Web Server
- MySQL Database คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Database Server
- PHP Hypertext Preprocessor คือ โปรแกรมที่ทำหน้าประมวลผลการทำงานของภาษา PHP
- phpMyAdmin คือ โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL ผ่านเว็บไซต์
เมื่อทำการเลือก Package ตามรูปที่ 4 เรียบร้อยแล้ว ให้กด Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งต่อไป
http://www.appservnetwork.com/images/setup/setup04.gif
รูปที่ 4 เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง
5. กำหนดค่าคอนฟิกของ Apache Web Server มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 5 คือ
Server Name คือช่องสำหรับป้อนข้อมูลชื่อ Web Server ของท่านเช่น www.appservnetwork.com
Admin Email คือช่องสำหรับป้อนข้อมูล อีเมล์ผู้ดูแลระบบ เช่น root@appservnetwork.com
HTTP Port คือช่องสำหรับระบุ Port ที่จะเรียกใช้งาน Apache Web Server โดยทั่วไปแล้ว Protocol
HTTP นั้นจะมีค่าหลักคือ 80 หากว่าท่านต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ Port 80 ก็สามารถแก้ไขได้
หากมีการเปลี่ยนแปลง Port การเข้าใช้งาน Web Server แล้ว ทุกครั้งที่เรียกใช้งานเว็บไซต์
จำเป็นที่ต้องระบุหมายเลข Port ด้วย เช่น หากเลือกใช้ Port 99 ในการเข้าเว็บไซต์ทุกครั้งต้องใช้
http://www.appservnetwork.com:99 จึงจะสามารถเข้าใช้งานได้
http://www.appservnetwork.com/images/setup/setup05.gif
รูปที่ 5 แสดงการกำหนดค่าคอนฟิกค่า Apache Web Server
6. กำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 6 คือ
Root Password คือช่องสำหรับป้อน รหัสผ่านการเข้าใช้งานฐานข้อมูลของ Root หรือผู้ดูแลระบบ
ทุกครั้งที่เข้าใช้งานฐานข้อมูลในลักษณะที่เป็นผู้ดูแลระบบ ให้ระบุ user คือ root
Character Sets ใช้ในการกำหนดค่าระบบภาษาที่ใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูล, เรียงลำดับฐานข้อมูล,
Import ฐานข้อมูล, Export ฐานข้อมูล, ติดต่อฐานข้อมูล
Old Password หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน PHP กับ MySQL API เวอร์ชั่นเก่า
โดยเจอ Error Client does not support authentication protocol requested by server;
consider upgrading MySQL client
ให้เลือกในส่วนของ Old Password เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้
Enable InnoDB หากท่านต้องการใช้งานฐานข้อมูลในรูปแบบ InnoDB ให้เลือกในส่วนนี้ด้วย
http://www.appservnetwork.com/images/setup/setup06.gif
รูปที่ 6 แสดงการกำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database
7. สิ้นสุดขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้จะมีให้เลือกว่าต้องการสั่งให้มีการรัน Apache และ MySQL
ทันทีหรือไม่ จากนั้นกดปุ่ม Finish เพื่อเสร็จสิ้นการติดตั้งโปรแกรม AppServ
http://www.appservnetwork.com/images/setup/setup07.gif
รูปที่ 7 แสดงหน้าจอขั้นตอนสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม AppServ
บทความโดย : ภาณุพงศ์ ปัญญาดี
Copyright
-
การเรียกใช้งาน
- สำหรับ windows หากติดตั้ง Appserv โดยเลือกไดเร็กเทอรี่ ไว้ที่ c: เมื่อเขียนสคริป php เสร็จแล้ว ก็ให้บันทึกไว้ใน c:\appserv\www ซึ่งเมื่อมีการเรียกบริการใช้งาน จะมองFoder www เป็นหลักครับ
- เมื่อต้องการจะทดสอบ หรือเรียกสคริปขึ้นมาทำงาน ก็เพียงแค่ เปิดweb browser ขึ้นมา และคอนเน็คไปที่ http://localhost/ แล้วตามด้วยชื่อไฟล์ที่ต้องการเรียกขึ้นมา ครับ ซึ่ง localhost ในที่นี้ นั่นก็คือ address ของเครื่องเรานั่นเอง เราสามารถใช้ http://127.0.0.1/ แทนได้เช่นกันครับ หรือการจะทดสอบในระบบ lan ก็ทำได้โดยใช้เครื่องในวง lan อื่น อ้างaddress เป็น ip address ของเครื่องก็ได้ครับ
http://pic.citecclub.org/out.php/i821_lib.jpg[/hide]
-
ท่านควรจะ Hide ด้วยนะท่านเดี๋ยวจะโดนดีดออกก่อนนะท่าน ใจเย็นๆ อย่าลนมาก
-
[SIZE=2]Part 3 : ตัวแปร และตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์</span>
[hide=1]
อืม.. เรามาเริ่มจากตรงนี้ก่อนดีกว่า เรื่องของตัวแปรชนิดต่างๆ และการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ เราจะศึกษากันเผินๆก่อน ยังไม่เจาะลึก เอาความเข้าใจก่อน แล้วค่อยไปเริ่มเขียน php กันใน Part หน้า
ไอ้ที่เรียนๆมาว่าจะต้องเริ่มจากโปรแกรมแรก ด้วยประโยคสุดคลาสสิก "Hello world" ~ หรือ "Hello PHP" ~ นั้น ผมคงไม่อ่ะ (555+)
ตัวแปร
- การประกาศตัวแปร สามารถทำได้ด้วยการใส่เครื่องหมาย $ (dollar sign) ไว้หน้าตัวอักษรอย่างน้อย 1 ตัว และตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์เล็กจะถือเป็นคนละตัวกัน เช่น
[code];
;
;
;
-
[SIZE=2]Part 4 : ความเข้ากันระหว่าง HTML กับการแสดงผลของ PHP
[hide=1]
ในPartนี้จะทำให้เราเข้าใจการแทรกcode php ลงไปใน HTML
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การจะแทรก code php นั้น จะเป็นต้องเขียนอยู่ภายใน
แท็ก <?php และ ?>
หรือ <? และั ?>
ใช้ตัวไหนก็ได้นะครับ
ซึ่ง ถ้าเขียน code ในแท็กนี้ จะไม่ถูกนำไปแสดงผลเป็น HTML (นอกจากว่าจะสั่งแสดงผลด้วยคำสั่งใน php)
วิธีการแทรก code php
ตัวอย่างโค๊ด HTML แบบปกตินะครับ
test.html
Code:
<HTML>
<TITLE>หัวข้อ : ทดสอบนะครับ ^^</TITLE>
<BODY>
<center> ทดสอบการแสดงผล </center>
</BODY>
</HTML>
ผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อแสดงผลผ่านเว็ป browser
http://pic.citecclub.org/out.php/i1071_1.JPG
คราวนี้เรามาลองแทรก code php ลงไปดูบ้าง
และเนื่องจากมีการเขีัยนโค๊ด php ดังนั้นจำเป็นต้องมีการประมวลผลคำสั่งผ่าน webserver
การจะเปิดแสดงผลด้วยวิธีปกติเหมือนกับไฟล์ .html นั้น ใช้ไมไ่ด้แล้ว
จากนี้การเขียนโค๊ด php และต้องการให้มันแสดงผลได้ถูกต้อง ทำได้ดังนี้
1. เริ่มจาก เขียนโค๊ดลงในeditor สักตัว
2. save เป็น ไฟล์ .php และบันทึกไว้ใน c:\appserv\www (สำหรับwindows)
test.php
Code:
<HTML>
<TITLE>หัวข้อ : ทดสอบนะครับ ^^</TITLE>
<BODY>
<?php
echo "<center> ทดสอบการแสดงผลด้วยคำสั่ง echo </center>";
?>
</BODY>
</HTML>
[Tip : คำสั่ง echo ใช้สำหรับแสดงผลข้อมูลออกมาเป็น String (ออกมาเป็น code HTML)
ซึ่งข้อมูลที่จะมา echo ออกมานั้น จะเป็นชนิด String, Integer หรือ Boolean ก็ได้(น่าจะมีอีกนะ ผมยังนึกไม่ออก)
เช่น
<?php
= 789;
echo ;
?>
เป็นต้น]
เมื่อต้องการจะแสดงผล สามารถเรียกแสดงผลได้จาก web browser โดยระบุaddressเป็น localhost (แทนFolder www) แล้ว \(ชื่อไฟล์ หรือถ้าสร้างFolserย่อยไว้ ก็หใ้ระบุ Folderย่อยด้วย)
เช่น localhost\php-learning\test.php
ผลลัพธ์จะแสดงผลออกมาได้ไม่ต่างกัน
http://pic.citecclub.org/out.php/i1073_1.JPG
ซึ่งการเขียน code php กับ HTML สามารถเขียนร่วมกันได้หลากหลายรูปแบบ เช่น
test.php
Code:
<?php
echo "<HTML>
<TITLE>หัวข้อ : ทดสอบนะครับ ^^</TITLE>
<BODY>
<center> ทดสอบการแสดงผลด้วยคำสั่ง echo </center>
</BODY>
</HTML>";
?>
ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเช่นเดียวกัน
การจัดการกับอักขระ ' , " และ \ ที่โปรแกรมมักจะนำไปประมวลผล
ต่อไปเราจะมาดูปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เมื่อต้องการจะแสดงผลตัวอักษร ' " หรือ \ ด้วยคำสั่ง echo
เป็นที่เข้าใจอยู่แล้วว่า คำสั่ง echo คือการแสดงผลข้อมูลออกมาเป็น HTML ดังนั้น อักขระ 3 ตัวนี้มีผลต่อการแสดงผล
โดยตรง กับคำสั่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น
เรา้ต้องการแสดงผล คำว่า วันนี้จะสอนเขียน "PHP"
ซึ่งพอมาลง code จริงๆ ท่านจะลงว่า
[code]<?php
= "วันนี้จะสอนเขียน "PHP"";
-
[SIZE=2]Part 5 : คำสั่งตรวจสอบเงื่อนไข ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ และตัวดำเนินการทางตรรกะ</span>
ในที่สุดก้อได้มาอัพเดทอีกสักที ว่าแล้วก้อเริ่มเลย
[hide=1]
พระเอกของเรา นั่นก็คือ คำสั่ง if นั่นเอง
โดยรูปแบบคำสั่งมี 3 แบบคือ
1. if ทางเดียว
Code:
if(เงื่อนไข){
คำสั่งเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง
}
2. if ... else ...
Code:
if(เงื่อนไข){
คำสั่งเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง
}else{
คำสั่งเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
}
3. if ... else if ...
[code]if(เงื่อนไขที่1){
คำสั่งเมื่อเงื่อนไขที่ 1 เป็นจริง
}else if(เงื่อนไขที่2){
-
ขอบคุณครับกำลังจำศึกษาอยู่เลยครับ ทำเว้ป PHP อยู่ อิอิ :D
-
ขอบคุณ ครับผม กำลังศึกษาอยู่ว่าจะเขียนบทความไรดี
-
-
พี่ MaxMa พอจะมี free server ที่รับรอง php , sql ดีดี บ้างมั้ยครับ
ที่ปกติใช้อยู่มันมีปัญหาค่อยข้างเยอะ ไม่ค่อยจะเสถียรเท่าไหรนัก
บอกกับแบนวิทที่น้อยสุดจะทนตอนนี้เลยไม่ค่อยได้ฝึกเขียน php เท่าไหรเลย
ถ้าพี่มีช่วยบอกทีนะครับ PM มาก็ได้ครับ