VDSL Technology
xDSL ย่อมาจาก Digital Subscriber Line ในขณะที่ x ตัวแรก คือ ลักษณะหรือประเภทของเทคโนโลยีการให้บริการ ส่วนความหมายของ DSL คือ เทคโนโลยีโมเด็มที่ทำให้คู่สายทองแดงธรรมดา ให้กลายเป็นสื่อสัญญาณดิจิตอลความเร็วสูง โดยใช้เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณข้อมูล (Modulation) โดยมีเทคโนโลยีในตระกูล xDSL อยู่หลายประเภท เช่น HDSL : High bit rate Digital Subscriber Line ,SDSL : Symmetric Digital Subscriber Line, IDSL: ISDN Digital Subscriber Line, ADSL : Asymmetric Digital Subscriber Line, VDSL : Very high bit rate Digital Subscriber Line
โดยเทคโนโลยีแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ความเร็วในการรับ (Download) และ ส่ง (Upload) ข้อมูลของแต่ละเทคโนโลยีจะไม่เท่ากัน, Mode ของการรับส่งข้อมูล, ระยะทางที่สามารถ รับ-ส่ง ข้อมูล (Distance), จำนวนสายที่ใช้ (Wire) เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของเทคโนโลยี VDHL เพียงประเภทเดียว
เทคโนโลยีการให้บริการแบบ VDSL ย่อมาจาก Very high bit rate Digital Subscriber Line เป็นเทคโนโลยีของโมเด็มที่ทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์สามารถให้บริการที่มีอัตราเร็วใ
นการส่งข้อมูลได้ในระดับหลายเมกกะบิดต่อวินาที (Mbps) แต่กว่าจะมาเป็น VDSL ได้นั้น มีการพัฒนาขึ้นมาเป็น VADSL ก่อน และเมื่อมีการปรับให้เป็นมาตรฐานก็จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ VDSL กันอีกที โดยการวางโครงสร้างในการออกแบบนั้น สามารถทำงานได้ทั้งแบบ Symmetric (อัตราเร็วในการรับ (Download) และ ส่ง (Upload) ข้อมูล จะเท่ากัน) และ Asymmetric (อัตราเร็วในการรับ (Download) และ ส่ง (Upload) จะไม่เท่ากัน) โดยส่งไปยังผู้ให้บริการผ่านทางโครงข่ายสายทองแดงไฟเบอร์ออฟติกที่มีอยู่แล้วได้ ซึ่งเทคโนโลยี VDSL จะคล้ายเทคโนโลยี xDSL อื่น ๆ ในลักษณะที่จะเพิ่มความสามารถของสายโทรศัพท์ที่เป็นสายทองแดงธรรมดาให้สามารถ รับ – ส่ง ข้อมูล บรอดแบนด์และเสียงได้ และสิ่งที่ยังคงเอาไว้ไม่แตกต่างจากเทคโนโลยี xDSL แบบอื่น ๆ คือ ยังคงใช้สเปกตรัมที่ความถี่สูงขึ้น โดยสัญญาณจะอยู่ในช่วงความถี่สูงกว่าความถี่ปกติที่ใช้งานอยู่ในระบบโทรศัพท์ธรรมดา แบบ plain old telephone service(POTS) และแบบ ISDN (เชื่อมต่อที่ความเร็วสูงถึง 128 kbps ในโหมด BRI ทั้งนี้ ISDN มี 2 ประเภท ได้แก่ BRI และ PRI สามารถนำมาใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ประชุมทางไกลผ่านจอภาพ หรือเชื่อมต่อสำนักงานสาขา และยังสามารถใช้โทรศัพท์ปกติได้ในขณะใช้งานอีกด้วย แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก เนื่องจากข้อจำกัดหลายประการ เช่น พื้นที่ให้บริการยังไม่ครอบคลุม ราคาอุปกรณ์ที่สูง ความน่าเชื่อถือของระบบ เทคโนโลยีใหม่ที่มาแทนที่ เป็นต้น)
การแบ่งช่องความถี่ของ VDSL นั้นจะอยู่ในช่วงตั้งแต่ 200 kHz ไปจนถึง 30 MHz (ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้เป็นมาตรฐานหลักของ VDSL คือเทคโนโลยี DMT (Discrete MultiTone) จะกล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีนี้ไว้ตอนท้าย) ตำแหน่งการใช้งานหรือรูปแบบการแบ่งนั้น จะขึ้นอยู่กับความเร็วของสายสัญญาณ และรูปแบบการเลือกใช้งาน โดยไม่จำเป็นว่าโทรศัพท์เดิมยังคงใช้ฟิลเตอร์แบบ passive เพื่อแยกสัญญาณเสียงออกมา ผ่านทางสายทองแดงธรรมดา เทคโนโลยี VDHL สามารถส่งอัตราข้อมูลในทิศ Downstream (ความถี่ในการรับข้อมูล) ที่ความเร็ว 52 Mbps และ Upstream(ความถึ่ในการส่งข้อมูล) ที่ความเร็ว 13 Mbps ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางหรือความยาวสายทองแดงและการจัดการ Configuration ของโมเด็มด้วย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อแลกกับความเร็วที่สูงขึ้นนั้น นั่นคือระยะทาง (loop length) โดยที่มีระยะทางของการให้บริการประมาณ 4,500 ฟุต(1.5 กิโลเมตร) เท่านั้น
เนื่องจากเทคโนโลยี VDSL มีการ รับ – ส่ง ข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงโดยใช้สายทองแดงของโทรศัพท์ เปรียบได้กับเสาอากาศที่ใช้คลื่นความถี่เดียวกัน แต่สำหรับเทคโนโลยี VDSL นั้นสัญญาณรบกวนต่างๆ (Noise) มีผลกับการใช้งานน้อยมาก แต่ในทางกลลับกัน กลับกระจายคลื่นความถี่วิทยุไปรบกวนระบบอื่น วิธีที่จะแก้ปัญหาการแพร่กระจายคลื่นความถี่วิทยุที่ไปรบกวนระบบอื่นก็คือการสร้าง notch ให้เกิดขึ้นในแถบความถี่การส่งของ VDSL ซึ่งจะช่วยป้องกันความถี่เฉพาะนั้นไปแทรกแซงรบกวนคลื่นความถี่เดียวกันที่อื่น การสร้าง notch นี้จะทำที่ระดับ Hardware ของโมเด็มนอกจากนี้ยังมีการป้องกันคลื่นความถี่อื่นเข้ามาแทรกอีกด้วย ด้วยการใช้ RFI (Radio Frequency Ingress) canceller เข้ามาช่วย ปัญหาการแพร่กระจายนี้จะน้อยลงไปเมื่อใช้โทโปโลยีของ FTTB เพราะว่าในส่วนของอาคารส่วนใหญ่สายทองแดงที่เดินอยู่ภายในโครงสร้างของอาคารจะสามารถ
ช่วยป้องกันการรบกวนจากภายนอกอยู่แล้วได้อยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการแพร่กระจายคลื่นความถี่วิทยุที่ไปรบกวนผู้อื่นได้ทั้งหมด
DMT (Discrete MultiTone)
เทคโนโลยี VDSL ที่ใช้แคเรียร์แบบ Discrete MultiTone (DMT) ได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่มของ VDSL Alliance และกลุ่มบริษัท Alcate, Texas Instrument ฯลฯ โดยเทคนิคของ DMT นั้น จะแบ่งสัญญาณเป็นทั้งหมด 247 ช่องสัญญาณ แต่ละช่องสัญญาณกว้างเพียง 4 kHz จำนาน 247 เส้น แล้วแต่ละเส้นละเส้นก็นำไปผูกติดกับโมเด็มคนละตัวแยกอิสระกัน การใช้งานก็ไม่ต่างจากการต่อพ่วงกับโมเด็มทั้งหมด 247 ตัวในเวลาเดียวกัน
โดยจุดเด่นอยู่ที่แต่ละช่องสัญญาณนั้น จะถูกมอนิเตอร์เอาไว้โดยตลอดเวลา หากสัญญาณช่องใดมีปัญหาหรือไม่เหมาะสม สัญญาณก็จะถูกขยับไปใช้ช่องสัญญาณอื่นที่เหลือทันที ซึ่งตัวระบบเองนั้นก็จะพยายามขยับช่องสัญญาณอยู่เรื่อย ๆ ตลอดเวลา เพื่อหาช่องทางในการสื่อสารที่ดีที่สุด นอกจากนี้ที่ช่องสัญญาณในช่วงความถี่ต่ำ ๆ ตั้งแต่ประมาณ 8 KHz นั้น ก็ยังใช้เป็นช่องแบบสื่อสารสองทางอีกด้วย โดยสามารถใช้ได้ทั้งในฝั่ง upstream และ downstream พร้อมกันในช่วงสัญญาณเดียวกัน ซึ่งเมื่อมีการมอนิเตอร์และจัดเรียงข้อมูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งมีการใช้ช่องสัญญาณแบบสองทาง และยิ่งถ้าสามารถรักษาช่องสัญญาณให้ทำงานได้ดีทั้ง 247 ช่องก็จะทำให้ DMT เป็นระบบที่ค่อนข้างซับซ่อนมาก และสามารถอินพลีเมนต์ได้ยาก เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีนีแคเรียร์แบบอื่นๆแต่ก็ให้ความยีดหยุ่นในการใช้งานได้มากกว่
า และสามารถใช้ได้กับทุกสภาพสายสัญญญาณ
mmetric VDSL - Symmetric VDSL
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า VDSL นั้นมีความเร็วสูงขึ้นจากเดิมมาก การออกแบบเทคโนโลยีนี้จึงออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานและเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตามป
กติ รวมทั้งเพิ่มบริการอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับอนาคต เข้าไปนอกเหนือจากบริการรอดแบนด์ที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ระบบดิจจิตอลที่ออกอากาศผ่านทางเคเบิล วิดีโอออนดีมานต์ หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นว่าบริการเหล่านี้ต้องการแบนด์วิดธ์ฝั่ง downstream ค่อนข้างสูงมาก และยังเทียบกับฝั่ง upstream ก็จะเห็นว่าสูงมากกว่าจนเทียบกันแทบไม่ได้เลย ดังนั้นการปรับให้กลายเป็น Asymmetric (อัตราเร็วในการรับ (Download) และ ส่ง (Upload) จะไม่เท่ากัน) จึงดูจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด เช่น บริการ HDTV นั้นจะต้องใช้แบนด์วิดธ์ในฝั่ง downstream สูงถึง 18 Mbps สำหรับโหลดข้อมูลวิดีโอเข้ามา แต่กลับกันที่ข้อมูลทางฝั่ง Upstream นั้นมีเพียงแค่ส่งข้อมูลทั่วไปของสัญญาณ และข้อมูลควบคุมเท่านั้น เช่า การเปลี่ยนช่องหรือเลือกโปนแกรม ซึ่งมีความต้องการแบนด์วิดธ์ในหลักแค่ kbps เท่านั้น
แต่หากใช้ความเร็วได้แค่แบบ asymmetric เพียงอย่างเดียว การใช้บริการบางอย่างนั้นก็จะไม่สะดวก ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราเช่าสายสัญญาณความเร็ว 256/128 kbps มาใช้งาน แล้วเปิดบริการ Web หรือ FTP เอาไว้ภายในเพื่อส่งข้อมูลไปให้ผู้อื่น ความเร็วที่ได้ก็จะมีอยู่เพียงแค่ 128 kbps เท่านั้น หรือยิ่งถ้าเร่งความเร็วมาอยู่ที่ 8 Mbps ก็จะสามารถโหลดวิดีโอสตรีมเข้ามาได้ค่อนข้างนิ่งมาก แต่กลับกัน หากต้องการบรอดแคสวิดีโอสตรีมบ้าง แบนวิดธ์ฝั่ง upstream ที่เรามีนั้นก็ไม่เกิน 640 kbps ดังนั้น ถ้าหากปรับความเร็วได้อย่างเหมาะสม Symmetric (อัตราเร็วในการรับ (Download) และ ส่ง (Upload) ข้อมูล จะเท่ากัน) ก็จะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี
การวางระบบ VDSL
อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นแล้วว่าเทคโนโลยี VDSL จะแตกต่างกับเทคโนโลยี xDSL แบบอื่นตรงที่สามารถ รับ – ส่ง ข้อมูลได้ในอัตราสูงกว่ามากได้ โดยสูงกว่าแม้แต่อัตราเร็วสูงสุดของ ASDL ที่ทำได้ในปัจจุบัน แต่มีระยะทางของการให้บริการเพียง 4,500 ฟุต (1.5 กิโลเมตร) เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นการเดินสายภายในอาคารบางแห่งนั้น ก็วนไปวนมาจนแทบจะเกินระยะทางการให้บริการอยู่แล้ว และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งสายมีความยาวมากขึ้นก็จะมีความเร็วตกลงจากเดิมอีกด้วย ซึ่งค้านกับวัตถุประสงค์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในการร
ับ – ส่งข้อมูลภายในอาคารสำนักงาน หรือที่พักอาศัย แนวทางการแก้ใขปัญหาเกี่ยวกับระยะทางนั้นสามารถแก้ปัญหาได้โดยผู้ให้บริการสามารถเลื
อกที่จะติดตั้งไฟเบอร์ออฟติกไปยังผู้ใช้โดยตรง ซึ่งจะต้องลงทุนแพงมาก แต่เนื่องจากเทคโนโลยี VDSL นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับสายโทรศัพท์ธรรมดา จุดนี้ถือเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่งของเทคโนโลยี VDSL ระยะทางในการให้บริการจึงไม่น่าที่จะเป็นปัญหาอีกต่อไป และจะเห็นได้ว่าอาคารประเภท MxU ทุกแห่งนั้น (MxU ประกอบด้วยอาคารประเภท MTU (Multi-Tenant Units): คืออาคารที่ประกอบไปด้วยสำนักงานหรือองค์กรต่างๆ รวมกันอยู่อย่างหลากหลาย และ MDU (Multi-Dwelling Units): สำหรับอาคารประเภทนี้จะเป็นประเภทอาคารบ้านพักที่ไม่ใช่สำนักงาน ยกตัวอย่าง เช่น พวกหอพัก, คอนโดมิเนียม, โรงแรม เป็นต้น) จะต้องมีการเดินสายโทรศัพท์ภายในอาคารไปตามห้องต่าง ๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อต้องการเพิ่มเติมระบบอินเทอร์เน็ตให้กับห้องต่างๆ ในภายในอาคารแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทำการเดินสายไฟเบอร์ออฟติกพิ่มเติมเลย เพราะด้วยคุณสมบัติการให้บริการสามารถนำเทคโนโลยี VDSL เข้ามาใช้งานร่วมกับระบบสายโทรศัพท์เดิมได้เลย หลักการทำงงานคือสามารถเดินไฟเบอร์ออฟติกไปยังชั้นล่างสุดของอาคาร ซึ่งจะติดตั้ง OUN (Optical Network Unit ตู้สีเขียวที่อยู่ริมถนนหรืออยู่ด้านล่างของอาคาร) และโมเด็ม VDSL เอาไวด้วยกัน หากผู้ใช้ต้องการใช้บริการบรอดแบนด์ที่มีอัตราเร็วสูงก็มีเพียงแต่ต่อโมเด็ม VDSL เข้ากับคู่สายทองแดงที่เดินมาจากชั้นล่างของอาคารเท่านั้น การใช้โมเด็ม VDSL สำหรับรับ – ส่ง ช้อมูลผ่านสายทองแดง จะช่วยให้สามารถรับ - ส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ การต่อใช้งานอินเตอร์เนตความเร็วสูงและการใช้งานโทรศัพท์จะส่งผ่านคู่สายเพียงคู่เดี
ยวเท่านั้น เทคโนโลยีการเดินสายไฟเบอร์จากชุมสายมางตู้ OUN ถูกเรียกว่า Fiber To The Curb (FTTC) หรือ Fiber To The Neighborhood (FTTN) หรือ Fiber To The Basement (FTTB) (โดยยิ่งถ้าหากนำมาเทียบกับเทคโนโลยีในตระกูลเดียวกันและใช้กันมาก่อนหน้าเทคโนโลยี VDSL อย่างเทคโนโลยี ADSL แล้วนั้นจะมีความเร็วเร็วกว่าถึงประมาณ 10 เท่า และมากกว่า 30 เท่าหากเทียบกับเทคโนโลยี HDSL)
มาตรฐานและการใช้งานในปัจจุบัน
การกำหนดมาตรฐานสำหรับเทคโนโลยี VDSL ของคณะกรรมการมาตรฐานของยุโรป (ETSI) และของอเมริกา (ANSI T1.413) กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่ ปัจจุบันอยู่ในขั้นดำเนินการกำหนดความต้องการสำหรับโมเด็ม VDSL เช่น ระยะทางไกลที่สามารถส่งได้ อัตราเร็วข้อมูล และสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน ขั้นตอนถัดไปก็จะหาข้อกำหนดของ line coding และรายละเอียดทางเทคนิคอื่นๆ เพื่อให้โมเด็ม VDSL มีประสิทธิภาพในการทำงานตามความต้องการต่าง ๆ ตามที่ได้ ผู้ให้บริการโมเด็มส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้มาตรฐานถูกกำหนดเสียก่อน แต่กลับพัฒนาชิป VDSL ขนานไปกับการพัฒนามาตรฐานที่กำลังดำเนินการอยู่เมื่อมาตรฐานเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ให้บริการก็จะปรับโมเด็มให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ตามมาภายหลัง
ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการบางรายกำลังวางแผนและกำลังทดสอบการใช้งาน VDSL ตัวอย่างเช่น ในการติดตั้งระบบ Dec Duck Informative System และปัจจุบันกำลังทดสอบ VDSL ของ Orckit อยู่เครือข่ายของเกาหลีนี้จะให้บริการ VOD (Video On Demand) ดิจิตอล CATV และโทรศัพท์ โดยการใช้เครือข่าย ATM ผู้ให้บริการจะใช้ VDSL ที่มีอินเตอร์เฟส aTM เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง CANS (Centralized Access Node System) กับผู้ใช้ผ่านสายทองแดงด้วยอัตราบิต 25 Mbps โครงการเครือข่ายสื่อสารข้อมูลหลายโครงการในภูมิภาคเอเชียมีแนวโนมที่จะนำเทคโนโลยี VDSL เข้ามาใช้ อาทิเช่น
- Singapore one ได้ประกาศว่า จะใช้ ASDL ในการสร้าง Intelligent Island และ ASDL จะถุกนำมาใช้สำหรับการขยายเครือข่ายเมื่อไฟเบอร์ได้ถูกนำมาใช้เข้าไปใกล้ผู้ใช้ปลายท
างมากขึ้น
- โครงการ Opportunity/Teluk Naga ของอินโดนิเซีย
- Multimedia Super Corridor ของมาเลเซีย
ขณะนี้ยังมีโมเด็ม VDSL อยู่น้อยมากที่ขายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งบอกความจริงที่ว่ายังมีการทดสอบใช้งาน VDSL น้อยมากทั่วโลก โมเด็มส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช่ชิปของ Lucent Technology ซึ่งไม่สนับสนุนมาตรฐาน ESTI VDSL performance ที่กำลังพัฒนาขึ้น โมเด็ม VDSL (ที่ Modulate แบบ QAM) ของทาง Orckit ที่มีชื่อว่า ORspreed จะใช้ชิปและชิ้นส่วนประกอบที่ทาง Orckitry พัฒนาขึ้นเอง ด้านการตลาด ช่วงกว่า ๅ ปีที่ผ่านมาโมเด็ม OR speed ได้ถูกทดสอบแล้ให้ผลลัพท์เป็นอย่างดี โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์หลายๆรายซึ่งประกอบด้วย Deutshe Telekom Tclia และ Bell Canada หลายปริษัทประกอบด้วย Orckit และ Harris Semiconductor กำลังพัฒนาชิป VDSL ซิ่งคาดว่าจะมีให้ใช้ในปี 1998 ประเด็นสำคัญต้องพิจารณา เนื่องจาก VDSL ถูกติดตั้งใช้งานภายในหรือชั้นล่างของอาคาร ซึ่งมีการระบายอากาศไม่ดี จึงสำคัญว่าโทเด็มจะต้องมีการกระจายถ่ายเทความร้อนที่ต่ำและใช้กำลังไฟน้อยด้วยเหตุน
ี้โมเด็มแบบ QAM (Quadrature Amplitude Modulation) ย่อมดีกว่าโมเด็มที่ใช้ line-coding แบบ Discrete MultiTone (DMT) โมเด็มDTM เหมาะกับ ADSL มากกว่า โมเด็ม VDSL ที่ใข้ DMT จะต้องการกำลังไฟที่สูงมาก โมเด็มซึ่งต้องการกำลังไฟที่สูงมาก
การประยุกต์ใช้งานและประโยชน์ของ VDSL
นอกจากการออกแบบมาใช้งานสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว VDSL ยังสามารถกำหนดให้เหมาะกับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางได้อีกด้วย แม้แต่ผู้ใช้ในระดับองค์กรก็ยังสามารถนำมาใช้งานได้ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐหลาย ๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หรือการแพทย์ เป็นตัน ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ได้แก่
1. แอพพลิเคชันที่ต้องการส่งข้อมูลความเร็วสูง
2. การทำ Video teleconferencing, teleconsulting, VOD (Video On Demand)
3. การประชุมผ่านจอภาพที่มีคุณภาพสูง
4 .การส่งภาพทางการแพทย์ หรือการเรียนการสอนทางไกล
แต่ไม่ว่าจะมีเครือข่ายความเร็วสูงเพียงใด การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ก็เป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างฮาร์ดดิสก์เมื่อก่อนมีความจุอยู่ในหลักเมกะไบต์ เมื่อเพิ่มความจุขึ้นมาในระดับกิกกะไบต์ใหม่ ๆ เนื้อที่มีอยู่อย่างเกินพอที่จะใช้งาน แต่ในปัจจุบันลงโอเอสก็แทบจะเต็มแล้ว ฮาร์ดดิสก์ใหญ่กว่าอย่าง 120 กิกกะไบต์ สำหรับผู้ใช้งานบางประเภทอาจจะมากพอ แต่สุดกลับกลายเป็นว่าเอาไว้เก็บไฟล์ขยะที่สุดท้ายฮาร์ดดิสก์ก็ยังคงเต็มเช่มเดิม แบนด์วิดธ์ที่มีก็เช่นเดียวกันหากเปิดกว้างให้ใช้งาน แล้วผู้ใช้ใช้อย่างไม่รู้คุณค่า เอาแต่โหลดไฟล์เรียกว่าขยะ หรือก็อปปี้ข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์ รวมทั้งไม่มีการป้องกันไวรัสหรือเวิร์มได้ดีพอสุดท้ายแล้ว แบนด์วิดธ์ที่มีมากขนาดนี้ก็คงไม่พอเช่นกัน
